น้ำมันดิบ 105 ดอลลาร์ !!!

Posted on 6/3/2008 at 14:16

       น่าวิตกมากมาก สำหรับราคาน้ำมันที่สร้างสถิติสูงสุด (นิวไฮ) ไม่หยุดหย่อน

        ราคาน้ำมันดิบสหรัฐเฉียด 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาดีเซลสิงคโปร์ทะลุไปแล้ว 120 ดอลลาร์/บาร์เรล

ผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มอียูชี้ มีโอกาสเห็น น้ำมันดิบ 200 ดอลลาร์ ในอีก 3 ปีข้างหน้า แล้วราคาสำเร็จรูปจะเป็นอย่างไร

    ...แล้วราคาสินค้าทุกอย่างจะทยานขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพราะเจ้าราคาสินค้าที่ทยอยขึ้นกันทุกวันนี้ ..เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบที่ซักประมาณ 70-80 ดอลลาร์เท่านั้น เงินเฟ้อล่ะ เดือน ก.พ.อยู่ที่ ร้อยละ 5.4 แล้วในอนาคตจะไปอย่างไร แล้วเงินจริงๆ จะเหลือในกระเป๋าหรือเปล่า ..คำว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง..อาจจะดังมากขึ้นมากขึ้น..

                                

 เหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการเร่งผลงานให้เกิดขึ้นของรัฐบาลชุดนี้.. ไม่ว่าจะเป็นประชานิยมหรือไม่ก็ตาม จะเห็นได้ว่า เข้ามาไม่เท่าไหร่ ก็ผลักดันโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตาม มติ ครม.4 มี.ค. วันรุ่งขึ้น (5 มี.ค.) รัฐมนตรีก็แข่งกันทำงาน กันขมีขมันน่าชมเชย .ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ที่เดินหน้าเจรจาลดราคาสินค้า รวมทั้งเนื้อสุกร  ..รมว.พลังงาน รัฐมนตรีหญิง พูนพิรมย์ ลิปตพัลลภ มาดนิ่มๆ แต่ก็เดินหน้าลดต้นทุนราคาดีเซล จากที่ก่อนหน้านี้ เดินหน้าลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มไปแล้ว ...

                                        

                          

                แม้แต่ รัฐมนตรีเงา ก.พลังงาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ จากพรรคฝ่ายค้าน ก็เริ่มขยับเช่นกัน โดย รมว.เงาเสนอว่า สิ่งที่กระทรวงพลังงานต้องกล้าที่จะแก้ไขปัญหา คือ เรื่องราคาก๊าซหุงต้ม ซึ่งนโยบายของกระทรวงพลังงานเรื่องการตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ถังละประมาณ 280 บาท เป็นราคาหลังประกาศลอยตัว ยังไม่น่าเพียงพอในการลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน ผมขอเสนอให้กระทรวงพลังงานลดราคาก๊าซหุงต้มลงมา และตรึงราคาไว้ที่ถังละประมาณ 250 บาท ซึ่งเป็นราคาก่อนประกาศลอยตัว โดยใช้กองทุนน้ำมันช่วยเหลือ เพราะจะใช้เงินกองทุนไม่เกินเดือนละ 200 ล้านบาท โดยขณะนี้กองทุนมีรายได้เดือนละประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการช่วยเหลือชดเชยอยู่แล้ว” 

    

ดีใจจัง..มีคนเสนอหาทางออกแก้ปัญหากันมากมาย..เราในฐานะผู้เสียภาษี..

ไปจ่ายเงินเดือน ครม., สส. ค่อยอุ่นใจหน่อยมี คนทำงานเยอะแยะ. .. แต่ถ้าจะให้ดี.

แต่ละท่าน.ควรจะชี้ผลดี/ผลเสียในระยะยาวด้วย..และต้องพูดความจริงให้หมดว่า...

มาตรการทีเสนอมา.. ดีในระยะสั้นอย่างไร ..และระยะยาวจะเป็นอย่างไร  หากเกิดราคา

น้ำมันไปถึง 200 ดอลลาร์/บาร์เรล ..เรายังใข้มาตรการที่ท่านเสนอมาไหวหรือเปล่า...ผล

เสียอะไรจะตามมา

เพราะสิ่งที่น่ากลัว คือ อาจจะตรงกับคำพูดที่ว่า "ซุกไว้ใต้พรหม" ..ก็ได้ ....

                                            

ส่วนกรณี ก๊าซหุงต้ม ไทยกำลังจะนำเข้ามาแล้ว จากการกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกในอดีต  เพราะราคาในประเทศถูกกว่าตลาดโลก ถูกกว่าน้ำมันมากเหลือเกิน ..การใช้ภาครถยนต์และกองทัพมดจึงขนก๊าซฯไปขายเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้น .. ปัจจุบันไม่มีการนำเงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุนก๊าซหุงต้มแล้ว .. เงินกองทุนน้ำมันขณะนี้มาจากผู้ใช้เบนซิน 91,95 และแก๊สโซฮอล์ 91 และดีเซล หากกลับไปอุดหนุนอีก รอบ ..จะเข้าข่ายผู้ใช้น้ำมันไปอุดหนุนก๊าซหุงต้มอีกครั้ง..ถามผู้ใช้น้ำมันดีกว่า..เห็นด้วยหรือเปล่า..

และเป็นที่ทราบดีก๊าซหุงต้มตลาดโลกราคาประมาณ 800 ดอลลาร์/ตัน ในขณะที่ราคาก๊าซหุงต้มเมืองไทย ที่อุดหนุนราคาโดยโรงกลั่นน้ำมันและ ปตท.ราคาอยู่ที่ 330 ดอลลาร์/ตัน   การนำเข้าก๊าซหุงต้มเพื่อนำมาขายในราคาต่ำอยู่แล้ว..ก็ยิ่งขาดทุนมากอีก ..ยิ่งหากไปลดราคาขายปลีกมากกว่านี้.. จะเป็นอย่างไรกันหนอ..

 

 

 

ตรึงราคาพลังงาน.....??????

Posted on 10/2/2008 at 05:56

                                      

             

              ถามใคร...ใครก็อยากให้ราคาพลังงาน ..ไฟฟ้า..น้ำมัน ..ก๊าซธรรมชาติ...มีราคาถูกที่สุด...

             เพราะเจ้าราคาพลังงานนี่แหล่ะ..ราคาน้ำมัน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ..มันทำให้เราๆ

ท่านๆ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิด...ข้าวแกง ก่อนหน้านี้ 20-25 บาท แต่ตอน

นี้ปรับไปถึง 25-35 บาท/จาน ..น้ำมันพืชก่อนหน้านี้ 35 บาท แต่ตอนนี้ปาเข้าไป

เกือบ 50 ปี ราคาเนื้อหมู โขกไปถึง 120-130 บาท ...และอื่นๆอีกมากมาย 

              ...ถามไป..ถึงต้นทุนสินค้าที่ปรับขึ้น..เขาก็บอกกันว่า ...ต้นทุนตลาดโลกมันปรับ

ขึ้น..ถ้าไม่ขึ้นตามเขา..ก็อยู่ไม่ได้ ....พวกสินค้าเนื้อสัตว์ ..ไก่ สุกร ก็ต้อง 

ขึ้นราคา ..อันเนื่องมาจากวัตถุดิบ..อาหารสัตว์ต้องนำเข้า ..และต้องสะท้อน

ราคาตลาดโลก..ที่ล้วนแต่บอกคล้ายๆกัน คือ บรรดาพวกนี้ปรับขึ้น เพราะเจ้าราคาน้ำมัน

ที่มันแพงขึ้น...นั่นเอง

                   

              ...แล้วผู้บริโภคจะอยู่ยังไง... ก็ต้องบอกว่า อยู่แบบพอเพียงไง ..มีน้อย ใช้น้อย..

ซึ่งน่าเห็นใจรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่น้อยที่ต้องทำงานหนักเข้ามาหาทางลดผลกระทบประชาชน

เรื่องนี้ให้มากที่สุด....

                                       ถามว่า..จะเข้าไปคุม หรือ ตรึงราคาสินค้าทุกอย่าง..ไม่ให้ขึ้นราคาได้หรือไม่.

            โดยเฉพาะราคาน้ำมัน-ไฟฟ้า-ก๊าซหุงต้ม...

               ใครจะตอบดี.ล่ะ..ว่าการตรึงราคา เป็นเรื่องที่ดีที่สุด..หรือไม่.......เอาเป็นว่า.ใครมี

ไอเดีย ยังไง...ร่วมกันแสดงความคิดเห็นมากันดีกว่า...จะได้ช่วยกันขยายต่อ......

                                              

                แต่มี ตัวอย่างที่ เคยเห็นมา .....เอาใกล้ๆนี้ก็แล้วกัน..การตรึงราคาน้ำมัน

ปาล์มเมื่อเร็วๆนี้..ก่อนที่จะปรับราคาและก่อนอนุมัตินำเข้า 30,000 ตัน..สิ่งที่เห็น

ชัด คือ การขาดตลาดในบางพื้นที่ ..มีบางกลุ่มบางพวกกักตุน เก็งกำไรกัน..

                การไม่ปรับราคาน้ำตาลทรายในอดีต...ทำให้มีกองทัพมดขนไปต่างประเทศ

และเกิดการขาดแคลนในบางจุด

                 ประเทศมาเลเซีย ตรึงราคาดีเซล น้ำมัน พืชน้ำตาล ด้วยเงินอุดหนุน ผลคือ

มีกองทัพมดขนเข้ามาขายในไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จนต้องออกออก กฏหมาย

จำคุกสำหรับผู้ลักลอบ

                 การตรึงราคาก๊าซหุงต้มของไทย..ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีการขนไปใช้

เพื่อนบ้าน..เพราะราคาตลาดโลกสูงถึง 800 ดอลลาร์/ตัน แต่ในไทยอยู่ที่ 330 

ดอลลาร์/ตัน.. และจากการที่ราคาก๊าซฯไม่ได้สะท้อนต้นทุน..ก็ทำให้ผู้ใช้รถยนต์เมืองไทย

หันไปปรับเปลี่ยนใช้แอลพีจี หรือก๊าซหุงต้มแทนน้ำมันเพิ่มขึ้น..จนเป็นที่คาดว่า หากราคา

ก๊าซฯยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ..2 ปีข้างหน้า ไทยคงเปลี่ยนสถานะจากผู้ส่งออก ..กลายเป็น

ผู้นำเข้าก๊าซหุงต้ม..และตอนนั้น ราคาในประเทศคงไม่เพียงขยับขึ้นมาก..ปัญหาเรื่องการ

ขาดแคลนอาจเกิดขึ้นก็ได้

                การตรึงราคาน้ำมันในช่วงปี 2547-2548 กองทุนน้ำมันมีภาระหนี้สิน สูงถึง 

82,988 ล้านบาท คนที่ใช้หนี้+ดอกเบี้ย ก็คือ ผู้ใช้น้ำมัน ผู้ขับขีรถยนต์ ทำให้คนไทยต้อง

ใช้น้ำมันแพงกว่าชาวโลกหลายปี..และในช่วงตรึงราคาดีเซล..ปรากฏว่า ทำให้โครงสร้าง

การใช้รถยนต์เฮโลไปใช้ดีเซลเป็นจำนวนมาก เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.1 ในปี 2547 และการใช้

น้ำมันทุกประเภทเพิ่มถึงร้อยละ 12.1 แต่หลังยกเลิกการตรึงราคา ปรากฏว่า การใช้น้ำมัน

ที่สะท้อนต้นทุนราคาตลาดโลก ได้ลดลงมาโดยตลอด เพราะคนไทยหาทางลดการใช้

น้ำมันด้วยตัวเองไปโดยปริยาย นับว่าเป็นผลดีต่อเรื่องการลดการนำเข้าด้วย โดยปี 2550

การใช้น้ำมันโดยรวม โตเพียงร้อยละ 0.6 เท่านั้น

                           ---เหล่านี้ เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้ว....และถ้าเราจะตรึงราคาพลังงานต่อ

ไป..อะไรจะเกิดขึ้น..ในอนาคต.....มาช่วยกันคิดหน่อยนะจ๊ะ....หนุนหรือต้าน หรือมีทางออก

เรื่องอื่นๆ...ทำยังไงกันดี... ...ข้าน้อย คิดไม่ออกเหมียนกัน..

  

                 --------------------------------------------------------------------------------

    

                 

 

รมว.พลังงาน คนใหม่..

Posted on 30/1/2008 at 13:18

วันนี้ วันที่ 30 ม.ค. 2551  อีก 1-2 วันก็จะรู้ชัดเจนว่า ใครจะมาเป็น รมว.พลังงานคนใหม่ แทนที่ ..ปิยสวัสดิ์

อัมระนันทน์...

ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ตาม..การเปรียบเทียบการทำงาน..จะเกิดขึ้นแน่นอน ...คนในวงการพลังงาน ระบุเอาแค่คนใหม่

สานต่องานเดิม ที่ คุณปิยสวัสดิ์ ทำไว้ ก็เพียงพอ เพราะในช่วง 15 เดือนเศษ "ปิยสวัสดิ์" ได้เข้ามาวางรากฐาน ไว้

ดังที่เขาหวังไว้มากมาย..

เช่น  การประมูลไอพีพี ..รอบ 2 ที่ได้เอกชน 4 โรง  4,400 เมกะวัตต์ เป็นการประมูลอย่างขาวสะอาด และยังได้

ค่าไฟฟ้าราคาต่ำ กระจายเชื้อเพลิงทั้งถ่านหิน-ก๊าซธรรมชาติ

       การออกกฏหมายประกอบกิจการพลังงาน ที่มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์)มาดูแล

ระบบไฟฟ้า-ก๊าซ

       การวางรากฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ -ถ่านหิน

       การรับซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน ที่ พณฯท่าน เป็นประธานลงนามสัญญารวดเดียว 4 โรงไฟฟ้าจาก สปป.ลาว

 ขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก 5,000  เป็น  7,000  เมกะวัตต์

      การทำข้อตกลงเรื่องการโอนท่อก๊าซฯ  ปตท. ที่ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน-พลังงาน-เศรษฐศาสตร์

ในการเจรจาจนเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี

     การส่งเสริมพลังงานทดแทน ที่มีการกำหนดส่วนเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้า จนทำให้เกิดโรงไฟฟ้าชีวมวลพุ่งขึ้นเป็น

ดอกเห็ด ที่แสดงให้เห็นว่าในอนาคต ไทยมีทางเลือกในการใช้พลังงานที่หลากหลาย พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

     การจัดการกับหนี้สิน เงินกองทุนน้ำมันฯที่ก่อหนี้โดยรัฐบาล "พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร "กว่า 90,000 ล้านบาท

จนเสร็จสิ้น และยังวางรากฐานนำเงินไปลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าในอนาคต.......

...และในเรื่องความใสสะอาด..ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กระแสข่าวเรื่องเบียดเบียน ใต้โต๊ะ บนโต๊ะ ของ "ปิยสวัสดิ์"ไม่มี

ให้ปรากฏ.แถมยังเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ...ชี้ชัดให้ประชาชนเข้าใจถึงกลไกตลาด..ราคาน้ำมันตลาดโลกเพิ่มขึ้น

ราคาในประเทศก็จะเพิ่มขึ้น..

   "การดูแลราคาน้ำมันที่ดีที่สุด คือ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกราคาตลาด แต่ต้องมาดูแลเรื่องประสิทธิภาพ

การใช้พลังงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย หาพลังงานทดแทนควบคู่กันไปด้วย" นายปิยสวัสดิ์ ระบุไว้

 

   ..รมว.พลังงานคนใหม่  หากสานงานต่อ คงไม่ปวดหัวมากนัก ..แต่หากจะเข้ามาตรึงราคาน้ำมัน

เหมือนในอดีต เพื่อหวังหาเสียงกับประชาชน  ตัวอย่างก็เห็นชัดเจนว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไร ประเทศไทย

ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นและคนไทยก็ต้องมาชดใช้เงินต้นบวกดอกเบี้ยภายหลังอีก

    และเป็นที่จับตาดูอย่างไม่กระพริบ ว่า เงินลงทุนในรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงพลังงานมีมูลค่า

มหาศาล ....ปตท. ลงทุนใน 5 ปี อีก 5 แสนล้านบาท ,  กฟผ. ลงทุน 5 แสนล้านบาทตามแผนพัฒนาพีดีพี 15 ปี   

... ทุกโครงการจะผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส ..โดยไม่มีอุปสรรค  ..ที่มองไม่เห็นหรือไม่ ...

 

 ..วามท้าทายของ รมว.พลังงานคนใหม่ ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการให้ไทยมีพลังงานใช้

อย่างยั่งยืนอย่างไรอีกด้วย..เพราะที่เห็นชัดคือ ก๊าซธรรมชาติร่อยหรอ..ต้องเร่งเจรจาหาเชื้อเพลิงอื่นมา

ทดแทน   ต้องให้เกิดการยอมรับในส่วนของภาคประชาชนอีกด้วย  รวมทั้งทิศทางการจัดการราคา

พลังงานให้มีประสิทธิภาพ..เพราะจากนี้ไป ราคาพลังงาน มีแต่ทรงตัวในระดับสูง ความหวังที่จะเห็นราคา

น้ำมันลดต่ำเหมือนในอดีตคงเป็นเรื่องยาก....    

 

---------อย่างไรก็ตาม ขอต้อนรับ รมว.พลังงานคนใหม่ค่ะ-----------------

 

รัฐมนตรี..สุดฟิต…

Posted on 22/12/2007 at 09:43

ใกล้ปีใหม่ ..ปลายรัฐบาล..ข้าราชการ รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่จะวางไม้ วางมือ ..รอรับการเฉลิมฉลอง ส่งท้ายปีอย่างมีความสุข .. แต่ยามนี้หากไปดู ข้าราชการ ก.พลังงาน หลายคนบ่น..เหนื่อยเหลือเกินช่วงปีใหม่อะไรกันเนี่ย......

 

             สาเหตุหลัก เกิดจากเจ้ากระทรวง..ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ไม่รู้ ไปกินยา.......มาจากไหน ..เร่งทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ..  เดือน ธ.ค. เดือนเดียวประชุมบอร์ด กพช. 2 ครั้ง,  บอร์ด กบง. 1 ครั้ง  ประชุมเตรียมงานทั้งก่อนและหลัง ศาลปกครองสูงสุด ตัดสิน  คดี ปตท. โดยเฉพาะ คืนก่อนนำเสนอ ครม. 18 ธ.ค. 50  เรื่องหลักการ  การโอนท่อก๊าซฯ เป็นของรัฐ  รัฐมนตรีอดหลับอดนอน รอลงนามถึงตี  3 เลยทีเดียว ..และด้วยความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นมือ 1 ด้านพลังงาน บริหารกองทุนฯ จนรู้ตื้นลึกหนาบางผลกระทบตลาดทุน..เรื่องจึงจบได้อย่างสวยงาม...   

 

                ก่อนการเลือกตั้ง 2 วัน พณ.ท่านฯ ลงนามความร่วมมือกับรัฐมนตรีพลังงาน อินโดนีเซีย  ...ยังไม่พอวันรุ่งขึ้นก่อนเลือกตั้ง (22 ธ.ค.) พณฯ ท่านบินไป สปป.ลาว ลงนามเอ็มโอยูขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก 5 พัน เป็น 7 พัน เมกะวัตต์...แหมยังงี้ไม่เรียกว่าฟิตยังไงไหว...ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อวางพื้นฐานด้านพลังงานของไทยมั่นคงยาวนาน.....                              

                     

  

      ....ทำงานหนักอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่าที่บ้านจะมีใครคอยดูแลหรือเปล่า เพราะมาดามอานิก   อัมระนันทน์  ผู้สมัคร สส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ... ก็ต้องหาเสียงตลอด...แต่ที่หงุดหงิดมากสุด ..น่าจะเป็นนโยบายของพรรคต้นสังกัดของภรรยานั่นแหล่ะ .. ..ที่ขัดกับนโยบายปล่อยราคาพลังงานให้เป็นไปตามกลไกตลาด ของ พณ.ท่าน  สุดกู่......

 

....แหม ..อยากรู้จังเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 50.. ท่านจะกาให้พรรคไหนกันน๊า.........

 

 

 

ข้าคือตำนาน ...

Posted on 19/12/2007 at 19:41

           “I Am Legend – ข้าคือตำนานพิฆาตมหากาฬ” 

 

 

 

 

 

 

ไปดูภาพยนตร์ เรื่อง นี้  ตั้งแต่วันเปิดฉายวันแรก  คนดูแยอะมาก ได้ดูที่นั่ง แถวที่ 3 จากหน้าจอ เมื่อยคอเล็ก น้อย ...ดูไปก็งงไป อะไรกันเนี่ย..นิวยอร์กซิตี้ที่หรูหรา กลายเป็นเมืองร้าง ..มีพระเอกตัวดำ ดำ..เหลือ คนเดียว.อยู่อย่างอ้างว้างกับสุนัขคู่ใจ ..ขับรถคันหรู .ออกมาล่ากวาง ตัวใหญ่ในเมือง..ล่าทำไม ..แล้วทำไมมนุษย์ตัวขาวขาว..ต้องหลบอยู่ในความมืดดำ......แล้วพระเอกต้องทดลองอะไรนักหนา..อยู่ในห้องแล็บ .เพียงคนเดียว..นี่คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือ..ดูจนจบก็สนุกดีแม้จะดูห้วนๆไปซักหน่อยก็ตาม...

 

 

 

ต้องยอมรับว่าตัวเองไร้ศาสตร์และศิลป์การดูหนัง..แต่เพื่อนตัวดี..คิดได้เป็นตุเป็นตะ .. ..แล้วยกนิ้วให้หนังเรื่องนี้ ที่ใช้ศิลปะแห่งโลกเซลลูลอยด์..ในการเล่าเรื่องเปรียบเทียบ..ทั้งกรณีใช้พระเอกเป็นคนตัวดำ ..แต่อยู่ในที่สว่าง  ส่วนพวกคล้ายปีศาจ เป็นมนุษย์ ตัวขาว อยู่ในที่มืด. ...เปรียบเหมือน สังคมในเมือง (คนตัวขาว) ลืมตาในความมืดมิด (รักโลภโกรธหลงในวัตถุ)  และจะมืดบอดในความสว่าง ....(ไร้ธรรมะในใจ)

 

       ..ส่วนคนดำ อยู่ในความสว่าง มีอิสระในการที่จะอยู่ ที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นในร้านขายของ ...ร้านขายซีดี. จิตมีอิสระ . ..(คำในธรรม)  .. .พระเอก ตัวดำพยายามฉุดคนตัวขาว เหล่านั้นให้มารับความสว่าง .พ้นความมืดมิด ให้ มีความอิสระเสรี ...---  

 

ตอนจบ ..มีการค้นพบว่าเลือดของพระเอกสามารถช่วย ผู้ติดเชื้อไวรัสได้..ก็เปรียบว่าเลือด เป็นยีนส์ ..คล้ายคลึงกับตำนาน กำเนิดมนุษย์ เมื่อประมาณ ๒ แสนปีที่แล้ว มนุษย์เกือบสูญพันธ์  ..แต่ก็มีเจนเนอเรชั่นใหม่..ที่แข็งแกร่งมาทดแทนเจนเนอเรชั่นเก่า ..ยีนส์ใหม่มีความผิดปกติทางสมองอันน่าประหลาด...ความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ได้เกิดขึ้น..มนุษย์แข็งแกร่งสามารถอยูในทุ่งโล่งแจ้ง.. มีการใช้เครื่องมือในการล่าสัตว์.. (เหมือนในหนังที่พระเอกอยู่ในที่โล่งแจ้งแล้วล่าสัตว์)  แล้วยีนส์เหล่านั้นก็แพร่ขยาย กลบเกลื่อนยีนส์ที่ด้อยกว่า และมาเป็นมนุษยเจนเนอเรชั่นในปัจจุบันนี้ ..

,,..-------

.แฮ่ะ ..แฮ่ะ.. สนุกของเขามั๊ยล่ะ..แต่ตัวข้าพเจ้าก็ยังเง็ง..เง็ง...เง็ง...อะไร

กันน๊า....หนังฝรั่งกับธรรมะ..เข้ากั๊น..เข้ากัน...

                                                                                                        

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------    

                  อาทิตย์ 23 ธ.ค. 50 .อย่าลืมไปสร้างตำนาน ..เลือกตั้งกันนะจ๊ะ ..พรรคที่อยู่รอด คือพรรคที่คุณเลือก และพรรคที่คุณเลือก ก็คือ หน้าหนึ่งของตำนานไทย ..อยากเห็นไปทิศทางใด อยู่กับปากกาในมือคุณ ..ฮิฮิ..

 

---------------------------------------------------------------------------------------------

 "I Am Legend"

 นำแสดง : วิล สมิธ, แซลลี ริชาร์ดสัน, อลิซ บราก้า, อากีว่า โกลด์สแมน
 กำกับการแสดง : ฟรานซิส ลอว์เรนส์

           
เว็บไซต์ทางการไทย

          ผมชื่อโรเบิร์ต เนวิลล์ ผมเป็นผู้รอดชีวิตอยู่ในนิวยอร์ค ซิตี้  ถ้ามีใครอยู่ข้างนอกนั่น...ใครก็ตาม ได้โปรด คุณไม่ได้อยู่คนเดียว

เรื่องย่อ

          โรเบิร์ต เนวิลล์ (วิล สมิธ) เป็นนักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่อง แต่แม้กระทั่งเขาก็ไม่อาจจำกัดวงไวรัสร้ายที่ไม่มีทางยับยั้ง ไม่มีทางรักษา และถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ เนวิลกลายเป็นมนุษย์คนสุดท้ายที่รอดชีวิตอยู่ในนิวยอร์ค ซิตี้ และอาจจะในโลกนี้ เป็นเวลา 3 ปีที่เนวิลล์เพียรส่งสารผ่านคลื่นวิทยุทุกวัน เขาหมดหวังที่จะพบกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ในโลกภายนอก

          แต่เขาไม่ได้อยู่ลำพัง บรรดาเหยื่อโรคระบาดกลายพันธุ์ พวกติดเชื้อซึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด เฝ้าจับตาทุกย่างก้าวของเนวิลล์ และคอยให้เขาพลาด กับความหวังครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติเนวิลล์มีแรงขับในภารกิจเดียวที่เหลืออยู่ของเขา  คือหาทางที่จะกลับข้างผลจากไวรัสด้วยการใช้เลือดที่มีภูมิคุ้มกันของเขา แต่เขารู้ดีว่ามีกำลังเพียงน้อยนิด...และเวลาก็เหลือน้อยเต็มที

 -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

      

 

 

MR ONE-TIME

Posted on 15/12/2007 at 12:19

 

   

หลังศาลปกครองสูงสุด พิพากษาคดี ปตท. ที่ฟ้องร้อง ยื่นข้อมูลไป-มา

นาน 14 เดือน..แล้ววันที่ 14 ธ.ค.50 ศาลก็ได้พิพากษาตามผลที่ทราบกันแล้ว

คือ ไม่เพิกถอน หุ้น ปตท. แต่ให้แยกท่อก๊าซฯ ออกมาเป็นสมบัติของรัฐ....

เพราะใช้อำนาจรัฐในการรอนสิทธิ์ เวนคืน ก็ต้องนำมากลับเป็นของรัฐ

       

           คดี ปตท.

 

ภายหลังรู้คำตัดสิน..ก.พลังงาน ก.คลัง และ ปตท. แถลงข่าวร่วม ..

เป็นที่ทราบกันดีว่า มูลค่าท่อฯที่จะโอนไป จะมากน้อยแค่ไหน ถึงแสนล้าน

หรือเปล่า ขอดูคำพิพากษาฉบับสมบูรณ์ก่อน..เพราะอำนาจของรัฐที่ใช้..

รอนสิทธิ์ท่อ เป็นเฉพาะท่อบนบกเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับท่อในทะเล

ที่มีมูลค่าประมาณร้อยละ 70 ของมูลค่าท่อ 3 เส้นหลักในปัจจุบัน ..                

                                  

                                      ประเสริฐ บุญสัมพันธ์

กระจอกข่าว..ก็ซักไซร้ไล่เลียง..กันอย่างหนัก ว่า การโอนเป็นยังไง แล้วโอนไปทั้งหมด กระทบยังไง ภาษีที่เกิดจากการโอนมากน้อยแค่ไหน ถึงหมื่นล้านตามที่วิเคราะห์หรือเปล่า

คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ บิ๊กบอสใหญ่แห่ง ปตท..(เฮียไฝ) ย้ำว่ามูลค่าเท่าไหร่ก็ต้องรอรายละเอียดคำพิพากษาก่อน ว่าสั่งให้โอนไปให้รัฐมากน้อยเพียงใด แต่มูลค่าสินทรัพย์ ปตท.จะไม่น้อยลงกว่าเดิม เพราะแม้โอนไปแล้ว ปตท.ยังได้สิทธิ์บริหารท่อก๊าซฯต่อ ตามกฏหมาย..การทำธุรกิจเหมือนเดิม.. ส่วนค่าเช่า ก็จะจ่ายเป็นรายปีหรือรายเดือนก็ว่ากันไป ..แต่สิ่งที่เฮียย้ำมากนับเป็น สิบสิบคำ..ที่แถลงข่าวคือ..ภาษีการโอนท่อ..จะมากหรือน้อย..

จะจ่ายเพียง one-time เท่านั้น  ONE -TIME ที่แปลว่า จ่ายครั้งเดียวเท่านั้น เข้าใจมั๊ย..แล้วยังนี้ จะไม่ให้เรียกว่า

MR.ONE-TIME ยังไงไหว..ฮิฮิ..

 แหมแต่ที่สำคัญ ..ตอนแปรรูป ปตท.ปี 2544 หนังสือชี้ชวนก็บอกแล้วว่า จะแยกท่อก๊าซฯ ออกมาเป็นบริษัท ท่อก๊าซฯ ภายใน 1 ปี หากทำตามนั้น ก็เสีย ภาษีหมื่นล้านบาท เหมือนกัน.. รู้งี้ทำตั้งแต่ตอนนั้นดีกว่า..ไม่ต้องมาขึ้น

ศาลฯไม่รู้กี่รอบ..ฮา.. 

 ----------------------- -----------------------------

            

 


Links

- Home
- My Profile
- Archives
MCOT Public Company Limited. All rights Reserved.2004
Contact Us Tel:02-201-6000 webmaster@mcot.net Tel: 02-201-6145
Powered by Computer Department of MCOT.