น้ำมันดิบ 105 ดอลลาร์ !!!
น่าวิตกมากมาก สำหรับราคาน้ำมันที่สร้างสถิติสูงสุด (นิวไฮ) ไม่หยุดหย่อน
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐเฉียด 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาดีเซลสิงคโปร์ทะลุไปแล้ว 120 ดอลลาร์/บาร์เรล
ผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มอียูชี้ มีโอกาสเห็น น้ำมันดิบ 200 ดอลลาร์ ในอีก 3 ปีข้างหน้า แล้วราคาสำเร็จรูปจะเป็นอย่างไร
...แล้วราคาสินค้าทุกอย่างจะทยานขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพราะเจ้าราคาสินค้าที่ทยอยขึ้นกันทุกวันนี้ ..เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบที่ซักประมาณ 70-80 ดอลลาร์เท่านั้น เงินเฟ้อล่ะ เดือน ก.พ.อยู่ที่ ร้อยละ 5.4 แล้วในอนาคตจะไปอย่างไร แล้วเงินจริงๆ จะเหลือในกระเป๋าหรือเปล่า ..คำว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง..อาจจะดังมากขึ้นมากขึ้น..
เหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการเร่งผลงานให้เกิดขึ้นของรัฐบาลชุดนี้.. ไม่ว่าจะเป็นประชานิยมหรือไม่ก็ตาม จะเห็นได้ว่า เข้ามาไม่เท่าไหร่ ก็ผลักดันโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตาม มติ ครม.4 มี.ค. วันรุ่งขึ้น (5 มี.ค.) รัฐมนตรีก็แข่งกันทำงาน กันขมีขมันน่าชมเชย .ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ที่เดินหน้าเจรจาลดราคาสินค้า รวมทั้งเนื้อสุกร ..รมว.พลังงาน รัฐมนตรีหญิง พูนพิรมย์ ลิปตพัลลภ มาดนิ่มๆ แต่ก็เดินหน้าลดต้นทุนราคาดีเซล จากที่ก่อนหน้านี้ เดินหน้าลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มไปแล้ว ...
แม้แต่ รัฐมนตรีเงา ก.พลังงาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ จากพรรคฝ่ายค้าน ก็เริ่มขยับเช่นกัน โดย รมว.เงาเสนอว่า “สิ่งที่กระทรวงพลังงานต้องกล้าที่จะแก้ไขปัญหา คือ เรื่องราคาก๊าซหุงต้ม ซึ่งนโยบายของกระทรวงพลังงานเรื่องการตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ถังละประมาณ 280 บาท เป็นราคาหลังประกาศลอยตัว ยังไม่น่าเพียงพอในการลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน ผมขอเสนอให้กระทรวงพลังงานลดราคาก๊าซหุงต้มลงมา และตรึงราคาไว้ที่ถังละประมาณ 250 บาท ซึ่งเป็นราคาก่อนประกาศลอยตัว โดยใช้กองทุนน้ำมันช่วยเหลือ เพราะจะใช้เงินกองทุนไม่เกินเดือนละ 200 ล้านบาท โดยขณะนี้กองทุนมีรายได้เดือนละประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการช่วยเหลือชดเชยอยู่แล้ว”

ดีใจจัง..มีคนเสนอหาทางออกแก้ปัญหากันมากมาย..เราในฐานะผู้เสียภาษี..
ไปจ่ายเงินเดือน ครม., สส. ค่อยอุ่นใจหน่อยมี คนทำงานเยอะแยะ. .. แต่ถ้าจะให้ดี.
แต่ละท่าน.ควรจะชี้ผลดี/ผลเสียในระยะยาวด้วย..และต้องพูดความจริงให้หมดว่า...
มาตรการทีเสนอมา.. ดีในระยะสั้นอย่างไร ..และระยะยาวจะเป็นอย่างไร หากเกิดราคา
น้ำมันไปถึง 200 ดอลลาร์/บาร์เรล ..เรายังใข้มาตรการที่ท่านเสนอมาไหวหรือเปล่า...ผล
เสียอะไรจะตามมา
เพราะสิ่งที่น่ากลัว คือ อาจจะตรงกับคำพูดที่ว่า "ซุกไว้ใต้พรหม" ..ก็ได้ ....
ส่วนกรณี ก๊าซหุงต้ม ไทยกำลังจะนำเข้ามาแล้ว จากการกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกในอดีต เพราะราคาในประเทศถูกกว่าตลาดโลก ถูกกว่าน้ำมันมากเหลือเกิน ..การใช้ภาครถยนต์และกองทัพมดจึงขนก๊าซฯไปขายเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้น .. ปัจจุบันไม่มีการนำเงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุนก๊าซหุงต้มแล้ว .. เงินกองทุนน้ำมันขณะนี้มาจากผู้ใช้เบนซิน 91,95 และแก๊สโซฮอล์ 91 และดีเซล หากกลับไปอุดหนุนอีก รอบ ..จะเข้าข่ายผู้ใช้น้ำมันไปอุดหนุนก๊าซหุงต้มอีกครั้ง..ถามผู้ใช้น้ำมันดีกว่า..เห็นด้วยหรือเปล่า..
และเป็นที่ทราบดีก๊าซหุงต้มตลาดโลกราคาประมาณ 800 ดอลลาร์/ตัน ในขณะที่ราคาก๊าซหุงต้มเมืองไทย ที่อุดหนุนราคาโดยโรงกลั่นน้ำมันและ ปตท.ราคาอยู่ที่ 330 ดอลลาร์/ตัน การนำเข้าก๊าซหุงต้มเพื่อนำมาขายในราคาต่ำอยู่แล้ว..ก็ยิ่งขาดทุนมากอีก ..ยิ่งหากไปลดราคาขายปลีกมากกว่านี้.. จะเป็นอย่างไรกันหนอ..

