เรื่องเล่าจากเปรู (2)
เรื่องเล่าจาก เปรู ตอน ๑ ได้เขียนถึงการทำงานของ คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปต่างประเทศรอบ ๒ หลังจากรับตำแหน่ง..ซึ่งเดิมตั้งใจว่าจะไม่เขียนเรื่อง คุณมิ่งขวัญแล้ว..แต่มีผู้ คอมเมนต์มา..ว่าอยากรู้ว่าคุณมิ่งขวัญไปทำอะไรบ้าง..

(ข้าวไทยในฝรั่งเศส)
ก็ขอเล่าย่อ.ๆ อีกครั้งว่า..ไปประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก ..ซึ่งเวทีนี้ เป็นเวทีสำคัญ ที่ให้ความเห็น สนับสนุนเรื่องการเจรจาการค้าในกรอบองค์การการค้าโลกรอบ โดฮา ..ที่เขาคาดกันว่าจะได้ข้อยุติในเร็วๆนี้..เพราะหากไทยตกกระบวน ..อาจจะกระทบต่อการส่งออก.มหาศาลตามมา...และแน่นอน อย่างที่เล่าตอนที่แล้ว..คุณมิ่งขวัญ ได้พูดคุย เสนอขายสินค้าทั้งข้าว ผลไม้ กุ้ง แก่หลายประเทศ..รวมทั้งพบปะระดับ สองต่อสอง (ทวิภาคี) กับ ผอ.ดับบลิวทีโอ และ รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ ต่อจากนั้นก็บินไปเจรจาการค้าต่อกับประธานาธิบดี ชิลี......
(คุยกับยูเอสทีอาร์)
และกลับมาประเทศไทยเมื่อวัน พฤ.ที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) พร้อมกับข่าวที่ขึ้นหน้าหนึ่ง นสพ.เศรษฐกิจ..เรื่องนายกรัฐมนตรี สั่งชะลอข้าวถุงธงฟ้า ราคา ๑๒๐บาท/ถุง..พร้อมกับก่อนหน้านี้ก็ถูกถล่ม.....จากแวดวงนักธุรกิจค้าสินค้าเกษตรยักษ์ใหญ่..
..ฟังคุณมิ่งขวัญ..ระหว่างที่อยู่ในเปรู.เหมือนกับรู้ล่วงหน้า..ว่าจะเป็นเช่นนี้.. โดยเขายังคงย้ำว่าวิธีคิดของเขาไม่ได้ทำให้ข้าวที่ชาวนาขายได้ถูกลง.. ..(แต่อาจไม่ถูกใจคนขายข้าวถุง).เพราะกลไก คือ..เมื่อได้เงินจากการขายข้าวเก่า ของ อคส.หรือข้าวถุงธงฟ้า.. ก็จะนำไปรับซื้อข้าวใหม่ในราคาสูง..กลไกตลาดเดินไปได้.. และยังช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้ต่ำที่ซื้อข้าวธงฟ้าได้ราคาถูก..ใครมีเงินก็ไปซื้อข้าวถุงราคาท้องตลาดทั่วไป...พร้อมกับเดินหน้าเจรจา..คุยเรื่องขายข้าวกับหลายประเทศ..แต่ก็ยอมรับว่าราคาขายข้าวเป็นไปตามกลไกตลาดโลกด้วย...เมื่อหลายประเทศพร้อมส่งออกข้าวได้อีก..แน่นอนราคาย่อมตกลงมาบ้าง..
แต่เมื่อเป็นเช่นนี้...คุณมิ่งขวัญ..ป่านนี้คงทำใจรับสภาพ....ไปแล้ว..เพราะกลไก..ตลาด ..กลไกการเมือง..ซับซ้อนกว่าที่คิด.. “มันเป็นเช่นนั้นเอง”..
วกมาเรื่องเปรู...เขากินข้าว และขนมปังเป็นหลัก .. ช่วงก่อนหน้านี้ หยุดรับซื้อข้าวจากไทยไปพักหนึ่ง..เหตุผลเพราะ มีความเชื่อว่ากินข้าวไทยแล้วจะติดไข้หวัดนก..(ว่าเข้าไปนั่น) .. แต่ตอนหลัง กลับมาเปิดรับซื้อแล้ว..เพราะมีความเข้าใจเรื่องหวัดนกดีขึ้น..แต่ตัวเลขส่งออกยังไม่มากนัก
ไปถาม แม่ค้าในตลาด..ป้าแกบอกว่า ..ข้าวไทย. ไม่เป็นที่ถูกใจของชาวเปรู .. หุงแล้วแข็ง เพราะข้าวที่ขายดูจากเม็ดข้าวแล้วจะเป็นข้าวขาว..หรือข้าวนึ่ง..เข้าตำรา หุงข้าวขาวไม่เป็น..เนื่องจากวิธีหุงข้าวพื้นเมืองของชาวเปรู คือ ข้าว หนึ่ง..น้ำหนึ่ง..รู้อย่างนี้แล้ว.....พี่ไทยคงต้องสอนวิธีหุงด้วย..เพื่อขยายตลาดในอนาคต..
(แม่ค้าข้าวในตลาด)
(หัวแกะ)
(แค็ปหมูเปรู)
ส่วนค่าครองชีพ..ของเขา..คงต้องบอกว่าสูงกว่า เมืองไทย แม้จะมีการอุดหนุนราคาน้ำมันและ แก๊สหุงต้มก็ตาม .ไปกินอาหารหลักในตลาด ชิชารอน.หมูสามชั้นทอด ไก่ทอด..ราคาตกจานละ ๕ โซลเล็ต ประมาณ ๕๕ บาท /จาน แม่ค้าบอกว่าได้ปรับราคาขึ้นมา ๑ โซลเล็ตหลังต้นทุนขึ้นกระหน่ำ (เหมือนเมืองไทยและทั่วโลก)

(ไม่แน่ใจว่า ..หนูพุกหรือไก่) (ชิชารอน.หมูกรอบ.อร่อยมากมาก )
ส่วนน้ำชิชะ หรือน้ำข้าวโพด ตกแก้วละประมาณ ๖ บาท น้ำนี้เขาถือว่าเป็นน้ำสุขภาพคู่บ้านคู่เมืองของเขา..แต่ถ้าน้ำปั่น ผลไม้เพื่อสุขภาพ ก็มีหลากหลายราคามากกว่า ๑.๕โซลเล็ต หรือ กว่า ๑๖ บาท/แก้วขึ้นไป
(น้ำข้าวโพดหมักกับสัปปะรด)
(ตลาดสด..เหมือนเมืองไทย)


ส่วนปั๊มน้ำมัน..มีเบนซินหลายประเภท หลากหลายมากมาก..ทั้งเบนซิน ออกเทน๙๘ ,๙๐ ,๘๔ ราคาสูงสุดประมาณ ๑๗.๕๙ โซเล็ต/แกลลอน.. หรือตกลิตรละ 50 บาท.. ขณะทีรถแท็กซี่ส่วนใหญ่ใช้ก๊าซหุ้งต้มที่ผลิตในประเทศ ..อย่างไรก็ตาม ..ปั๊มของเขาไม่ได้มีความสะดวกสบาย .บริการห้องน้ำฟรี หรือ มีร้านค้าสะดวกซื้อเหมือนของเรา.. แหม..ต้องยกนิ้วให้ ปั๊มของไทยน่ะ..ประเสริฐที่สุดในโลกแล้ว

(รถยนต์มในเมืองอารีกีป้า)
ค่าครองชีพที่สูงขึ้น..ประกอบกับ..คนมีรายได้ต่ำยังมีเป็นจำนวนมาก.. การประท้วงราคาสินค้าแพงจึงเป็นข่าวให้ได้พบเจอบ่อยบ่อย..และหากใครไป.เปรู..ก็จะได้รับคำเตือนตลอดว่า ..ระวังกระเป๋าของท่านให้ดีด้วย....
...แต่เปรู..มีอะไรที่น่าค้นหา..อีกมากมาย.

