ว่าด้วยแอลพีจีอีกแล้ว..
และ 1 ใน 6 มาตรการ 6 เดือน ลดค่าครองชีพ ก็มี เรื่องก๊าซหุงต้ม เฉพาะภาครัวเรือน ชะลอการปรับขึ้นไปอีก 6 เดือน แม้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่..เพราะเจตนารมย์ เจ้ากระทรวงฯก็ประกาศนานแล้วว่า ขอชะลอขึ้นภาคครัวเรือนไปก่อน แต่.ขึ้นเฉพาะภาคขนส่ง-อุตสาหกรรม ที่ล่าของล่าสุด คงจะขึ้นเดือน ส.ค.นี้แหล่ะ ก็ตามกันดู ..เผอิญมีคนส่งข้อมูลมาให้อ่าน..ดังข้อมูลข้างล่างเป็น บุคคลคร่ำหวอดกับ.พลังงานมานาน ก็เห็นว่า..น่าสนใจ..เลยไม่อยากเก็บไว้คนเดียว เอาเผยแพร่ต่อ ก็แล้วกัน..
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การมองให้ครบด้าน..กับพลังงานเรื่อง LPG
ทุกวันนี้จากราคาน้ำมันที่แพงมหาโหดสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนโดยทั่วหน้า ได้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์เรื่องพลังงานไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าเรื่องสถานการณ์ราคาน้ำมัน นโยบายภาครัฐ (LPG, NGV, แก๊สโซฮอล์ E ต่างๆ) จากผู้รู้ นักการเมือง สมาชิกวุฒิสภา นักธุรกิจ เสียงบ่นด่าของผู้บริโภค รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งดูจะจำกัดมุมมองเฉพาะกรอบของตน สร้างความสับสนและเข้าใจผิดกับผู้คนที่ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือถูกต้อง
ด้วยราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่แพงขึ้นจนปาเข้าไปลิตรละกว่า 40 บาทแล้ว ย่อมเป็นธรรมดาที่ผู้บริโภคจะมองไปที่เชื้อเพลิงอื่นที่ถูกกว่า คือ NGV/LPG ซึ่งมีราคาเพียงลิตรละ 8.50 และ 11 บาท แต่การที่รัฐขอร้องให้ช่วยชาติโดยใช้ NGV แทน LPG นั้น ไม่ประสบความสำเร็จ ในเมื่อปริมาณก๊าซและสถานีบริการ NGV ยังไม่เพียงพอ ในขณะที่ค่าติดตั้งเครื่องยนต์ที่แพงถึง 4-6 หมื่นบาท ในสภาวะปากกัดตีนถีบเช่นนี้ ประชาชนจึงต้องเอาตัวรอดก่อน เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น LPG ที่มีค่าติดตั้งเพียง 1-2 หมื่นบาท ซึ่งแม้ว่า LPG จะขึ้นราคาอีก 3 บาทต่อลิตร เพียง 4-5 เดือนก็คุ้มทุนแล้ว
ราคาที่ถูกกว่าน้ำมันได้ทำให้การใช้ LPG ในรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี 2548 ได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 25,000 ตันต่อเดือน เป็น 59,000 ตันต่อเดือนในปี 2551 นอกจากนั้น ราคาก๊าซหุงต้มที่ถูกกว่าน้ำมันเตาที่อยู่ในระดับ 20-25 บาทต่อลิตร ก็ได้ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนมาใช้ก๊าซหุงต้ม เพิ่มจากระดับ 37,000 ตันต่อเดือน เป็น 57,000 ตันต่อเดือน แล้วทำให้การผลิตในประเทศไม่เพียงพอสำหรับบริโภค แล้วประเทศก็เปลี่ยนสถานะจากผู้ส่งออก LPG เป็นผู้นำเข้าเรียบร้อยแล้ว คงหมดเวลาที่จะถามว่าก๊าซผลิตได้ในไทยทำไมต้องนำเข้า ก็พวกเรานั่นเองที่ช่วยกันใช้
ต้นทุนการนำเข้าก๊าซ LPG ในวันนี้ที่สูงถึง 900 เหรียญต่อตัน ในขณะที่รัฐกำหนดราคาจำหน่ายในประเทศที่ประมาณ 330 เหรียญต่อตัน ส่วนต่างของราคา 570 เหรียญต่อตัน (19 บาทต่อกก. หรือ 10 บาทต่อลิตร) ปตท. อาจช่วยแบกภาระในช่วงแรก แต่ในที่สุดแล้ว ผู้รับภาระที่แท้จริงก็คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งก็คือผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้น จึงอยู่ในสภาวะที่คนใช้เบนซินและดีเซลอุ้มผู้ใช้ก๊าซหุงต้ม ซึ่งการนำเข้าอยู่ในระดับ 20,000 ตันต่อเดือน หมายถึงภาระกองทุนฯ 380 ล้านบาทต่อเดือน ผู้ใช้น้ำมันยังต้องรับภาระชดเชยราคาก๊าซหุงต้มอีกส่วนหนึ่งจาก LPG ที่ถูกลักลอบไปจำหน่ายในลาว เขมร เวียดนาม ที่ราคาขายปลีกอยู่ในระดับ 40-50 บาทต่อ กก. แต่บ้านเราเพียง 18.2 บาทต่อ กก.
การแห่เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น LPG ไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภค เป็นธรรมดาของการเอาชีวิตรอดยุคข้าวยากหมากแพง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแลและกำหนดนโยบายให้เกิดความสมดุลใน 3 ด้าน ราคาที่เหมาะสม การมีใช้อย่างเพียงพอ และชีวิตความปลอดภัยของประชาชน ดังนั้น เพื่อให้การบริโภคสมดุลกับการผลิตในประเทศ รัฐจำเป็นต้องหยุดการใช้ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม เพื่อให้เหลือบริโภคในภาคครัวเรือนในราคาต้นทุนการผลิตของประเทศ คือ ต้นทุนเฉลี่ยระหว่างการผลิตจากโรงแยกก๊าซและโรงกลั่น ที่ถูกกว่าราคาตลาดโลก
ดูเหมือนว่ารัฐไม่มีทางเลือกที่ต้องขึ้นราคาก๊าซ LPG เราจึงได้รับการแจ้งข่าวตั้งแต่ต้นปีว่า เดือนกรกฎาคมนี้จะปรับราคาแน่ เป็นสองราคาระหว่างภาคครัวเรือน และภาคขนส่งรวมภาคอุตสาหกรรมด้วย แต่นับจากวันนั้นจนวันนี้ รัฐมีเพียงการให้ข่าวแต่ไม่มีความคืบหน้าของการกำหนดมาตรการปฏิบัติที่รองรับ สิ่งที่ตามมา คือ เมื่อถึงเดือนกรกฎาคม การคาดการณ์การปรับราคา ผสมกับการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่จากรถยนต์และอุตสาหกรรม ประจวบเหมาะกับกระบวนการจัดหาและขนส่งของผู้รับผิดชอบหลักอย่าง ปตท มีปัญหา การขาดแคลนก๊าซหุงต้มในต้นเดือนที่ผ่านมาจึงเกิดขึ้น ซึ่งหากมองถึงต้นเหตุที่แท้จริงจะพบว่า การเพิ่มขึ้นของการใช้มาจากราคาที่บิดเบือน เมื่อการขึ้นราคา LPG ล่าช้า ผสมกับการจัดการของภาครัฐที่ไม่ชัดเจน การขาดแคลนย่อมเกิดขึ้นในที่สุด
การทำงานระดับชาติต้องมองผลกระทบในภาพรวมเป็นหลัก โดยหากมองระหว่างการขาดแคลนและราคา การจัดหาที่เพียงพอต้องมาก่อน คนทำงานนโยบายจึงต้องยอมรับคำด่าว่าทำให้ของแพงก็เพื่อให้มีของใช้ไม่ขาดแคลน แต่สิ่งที่รัฐยังต้องตระหนักต่อไปจากนั้นก็คือ ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การกำหนด LPG สองราคา ให้ราคาในภาคครัวเรือนถูกกว่าภาคขนส่งและอุตสาหกรรม หากมาตรการป้องกันไม่ดีพอ จะทำให้เกิดการลักลอบถ่ายเทหรือติดถังก๊าซหุงต้มในรถยนต์ ซึ่งแม้ผู้ใช้จะพร้อมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง แต่ถูกต้องแล้วหรือ ที่รัฐจะปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงภัย ในอนาคตเราจะเห็นการเอาถังก๊าซหุงต้มต่อเป็นแถวเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม แล้วยังเรื่องทุจริตเงินกองทุนที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องกำหนดมาตรการป้องกันให้ชัดเจนก่อนดำเนินการ ไม่ใช่ ทำไป..แก้ไป..คงไม่ถูกต้อง
อุบัติเหตุจากก๊าซระเบิดแม้ไม่เกิดขึ้นง่าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้มีความเสี่ยงที่สูงขึ้น ข่าวก๊าซระเบิดในวันนี้ได้ยินถี่กว่าในอดีต และยังไม่ได้จำกัดเฉพาะ LPG แม้แต่รถใช้ NGV ก็มีแล้ว ประชาชนคงมองแค่การอยู่รอดของตนเอง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้เขาอยู่รอดด้วยความปลอดภัย หากมองให้ลึกสิ่งที่จูงใจให้ผู้คนปฏิบัติ ก็มาจากนโยบายและมาตราการภาครัฐนั่นเอง ดังนั้น การกำหนดนโยบายและมาตรการจึงจำเป็นต้องมองผลกระทบ และกำหนดมาตรการป้องกันให้ครบถ้วน โดยไม่มุ่งเพียงสร้างภาพหรือกลัวเสียงด่า ถ้ามุ่งทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
ในการแก้ไขปัญหาราคาก๊าซหุงต้ม ได้มีพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เสนอให้ลดราคาจำหน่ายที่ต้นทางคือ ราคา ณ โรงแยกก๊าซ ปตท.และราคา ณ โรงกลั่น เพื่อให้ราคาปลายทางหรือราคาขายปลีก LPG ถูกลง ดูเหมือนภาครัฐจะกำหนดแนวทางไปในทางเดียวกัน โดยมีแนวคิดจะเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ จากก๊าซหุงต้มที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งอาจเป็นไปได้สำหรับโรงแยกก๊าซ เพราะไม่มีทางเลือกที่ต้องแยกก๊าซ LPG ตามกระบวนการผลิต และต้นทุนการผลิตยังเป็นระดับที่รับได้ โดยก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบอยู่ในระดับ 220 บาทต่อล้านบีทียู หรือ 30 เหรียญต่อบาร์เรล
แต่สำหรับโรงกลั่นที่ใช้น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบ ที่ราคาในวันนี้อยู่ในระดับ 140 เหรียญต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่ขายในประเทศอยู่ที่ 330 เหรียญต่อตัน หรือเพียง 40 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งหมายถึงขายแล้วขาดทุนถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล ข้อแนะนำของพรรคการเมืองที่เห็นว่าก๊าซ LPG เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นที่ต้องผลิตอยู่แล้ว การบังคับกำหนดราคาให้ถูกลงไปอีกควรเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรงกลั่นยังมีทางเลือกที่จะนำ LPG ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเตา โดยขณะนี้คาดว่ามีการใช้แทนกันอยู่แล้วส่วนหนึ่ง จากราคาน้ำมันเตาที่สูงกว่า LPG จากการกำหนดราคาของภาครัฐ เช่นเดียวกับการเปลี่ยนเชื้อเพลิงของอุตสาหกรรมทั่วไปที่เป็นอยู่ ปริมาณก๊าซ LPG ที่ผลิตได้จะยิ่งน้อยลง และปัญหาการขาดแคลนการใช้ก๊าซหุงต้มจะยิ่งทวีขึ้น เมื่อการกำหนดราคาไม่เหมาะสม ย่อมกระทบการผลิตและการจัดหาเป็นธรรมดา
การที่โรงกลั่นเลือกใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงและจำหน่ายน้ำมันเตาออกมา ไม่ได้หมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นแต่เป็นภาวะจำยอม ราคาน้ำมันเตาที่ถูกกว่าราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบถึง 20 เหรียญต่อบาร์เรล หมายถึงขายแล้วขาดทุน และยังถูกกระทบจากโรงงานที่หันไปใช้ LPG ที่เป็นของถูกกว่าอีก แล้วทำไมโรงกลั่นถึงอยู่ได้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ที่ค่าการกลั่นของน้ำมันใส คือ น้ำมันเบนซินและดีเซลที่ยังดีอยู่ และก็ไปเข้าทางผู้ชอบพูดถึงกำไรโรงกลั่นที่เลือกดูเฉพาะส่วนต่างของราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันดีเซล หากดูตามนั้นจะเห็นส่วนต่างที่สุดโด่งถึง 35 เหรียญต่อบาร์เรล แล้วสรุปว่าเป็นกำไรของโรงกลั่นซึ่งไม่ถูกต้อง การกลั่นเลือกไม่ได้ที่จะกลั่นน้ำมันเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง ในขณะที่น้ำมันเตา และ LPG ที่กลั่นได้ก็ขายในราคาขาดทุน แต่ที่โรงกลั่นมีกำไรเพราะปริมาณการผลิตของน้ำมันใสที่มากกว่า จึงทำให้ค่าการกลั่นสุทธิเป็นบวก
ใช่ว่าทุกโรงกลั่นจะมีกำไร โรงกลั่นที่มีเทคโนโลยีพื้นฐาน (Hydroskiming) ที่กลั่นน้ำมันเตาได้มาก ต้องหนีตายไปหาโรงกลั่น Complex เพื่อให้ได้ค่าการกลั่นที่ดีขึ้นเพื่ออยู่รอด เช่นที่โรงกลั่นบางจากทำอยู่ในขณะนี้ การลงทุนหมายถึงการกู้และใส่เงินลงไป แม้จะมีกำไรเกิดขึ้นก็ต้องทยอยผ่อนการลงทุน โรงกลั่นไทยออยล์ ระยอง สตาร์ และเอสโซ่ มีการลงทุนไปก่อน และเจอวิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี 2540-2545 ต้องขาดทุนอย่างต่อเนื่อง เริ่มทำกำไรเมื่อปี 2546 จากค่าการกลั่นที่เริ่มฟื้นตัว แล้วก็มีผู้เอากำไรโรงกลั่นออกมาถล่มอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยละที่จะไม่พูดถึงช่วงขาดทุนทั้งที่รู้ดี ซึ่งถ้าโรงกลั่นไม่ขาดทุนเราคงไม่เห็นเชลล์ขายโรงกลั่น และถ้าเชลล์ยอมอึดอีกสักหน่อย ก็คงคืนทุนในช่วงที่ตลาดดีขึ้นไปแล้ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อยามมีกำไรการคืนทุนอย่างรวดเร็วก็เกิดขึ้น ซึ่งโรงกลั่นจะนำรายได้ส่วนหนึ่งไปลงทุนเพื่อขยายกิจการ อีกส่วนหนึ่งเป็นการจ่ายคืนให้กับสังคม ที่รวมถึงการสนับสนุนภาครัฐเพื่อนำไปช่วยผู้ด้อยกว่าในภาวะเศรษฐกิจมหาหื่น แต่การให้หรือการช่วยเหลือภาครัฐนั้น ควรต้องมีหลักการหรือกติกาที่ชัดเจน ไม่ใช่ทำบนความคลุมเครือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักลงทุนไม่ได้กลัวการที่โรงกลั่นต้องเอากำไรไปช่วยเหลือสังคม แต่กลัวความไม่ชัดเจนของภาครัฐที่เข้ามาแทรกแซง ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด ในระดับและรูปแบบไหน นักวิเคราะห์อย่าง merlill lynch ได้จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่ม แม้ตลาดเสรีแต่มีความเสี่ยงจากกฎเกณฑ์ภาครัฐสูง ในขณะที่จีนและอินเดียอยู่ในกลุ่มที่รัฐยังใช้มาตรการชดเชยราคาแต่กลับมีความเสี่ยงต่ำ
คงต้องจบลงที่ภาคประชาชนหรือผู้บริโภค ทุกวันนี้เราอาจมองอะไรที่ใกล้ตัว เพราะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ผู้ใช้ LPG ย่อมไม่ต้องการให้ขึ้นราคา เมื่อมีใครไปแตะว่าจะขึ้นราคา การเกิดความไม่พอใจและต่อว่าจึงเกิดขึ้น อยากให้ทำใจให้กว้าง ถ้าราคาไม่สะท้อนต้นทุน การไม่มีสินค้าใช้อาจเกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องเลือกระหว่างการใช้ของแพงเหมือนเชื้อเพลิงอื่นแต่มีของใช้ หรือ การใช้ของถูกแล้วหาของใช้ไม่ได้ บางครั้งเราอาจยอมรับความเสี่ยงภัยเพื่อมีชีวิตอยู่รอด แต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของเรา สังคมต้องมีความเท่าเทียมและยุติธรรม ความสมดุลของราคาจะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้ใช้ประหยัดและลดการใช้ลง ในขณะที่รัฐต้องมุ่งส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนให้มีความสะดวกสบายพร้อมใช้ เพื่อให้ประชาชนผละจากรถส่วนบุคคลไปสู่การใช้รถขนส่งมวลชนให้มากขึ้น อันจะก่อให้เกิดการประหยัดต่อส่วนรวม