Posted on
19/1/2008
at
16:16
" คิดถึง...หมอหงวน"

บ่ายวันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2551 เวลา 16.30 น.
วงการแพทย์-สาธารณสุข สูญเสียแพทย์ที่มุ่งมั่น บุกเบิกวางระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เพื่อ....เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ให้กับคนไทยในยามเจ็บไข้ได้ป่วย
นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการ สปสช. วัย 55 ปี 10 เดือน
ด้วยโรคมะเร็งปอด
แม้จะเป็นคนกรุงเทพฯ แต่การออกค่ายอาสา ขณะเป็นนักเรียนแพทย์
เติบโตในยุคคนเดือนตุลาฯปี 2514- 2519
จึงบ่มเพาะให้มีความใฝ่ฝัน อยากเห็นสังคมที่มีความเท่าเทียม
คนส่วนใหญ่ไม่ถูกทอดทิ้ง โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วย
มีการ "เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข" ในสังคม
************************************************************************
วันที่ 19 - 25 มกราคม 2551
19.00 น. สวดพระอภิธรรมศพ นพ.สงวนที่ศาลาขจรประศาน์ส
วัดชลประทานรังสฤษฏ์ นนทบุรี
- งดพวงหรีด
ตั้งกองทุน "นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์เพื่อมิตรภาพบำบัดเพื่อนช่วยเพื่อน" สนับสนุนกิจกรรมมิตรภาพบำบัดในโรงพยาบาล กิจกรรมจิตอาสาและการช่วยเหลือสังคม
***********************************************************************
บรรดาผองเพื่อนผู้สื่อข่าว มักเรียกนายแพทย์สงวน ด้วยชื่อสั้น ๆ ว่า "หมอหงวน"
มีความเป็นกันเองกับนักข่าว ใจเย็น และ ใจดี
เมื่อครั้งเริ่มระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า...
"30 บาทรักษาทุกโรค" ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ มีปัญหามาก
โดย หมอหงวน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
วาระแรก 4 ปี เมื่อปี 2546
ต้องตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวมากมาย
เพราะเมื่อเริ่มโครงการ ผู้คนในสังคมไม่เข้าใจ หวั่นบริการไม่ได้มาตรฐาน
ปัญหารุมเร้ามากมาย
"หมอหงวน" ทุ่มเทการทำงาน ผลักดันโครงการให้ถึงที่สุด
จนสามารถการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิม..สู่ระบบใหม่
คนไทยกว่า 47 ล้านคนมีหลักประกันสุขภาพอย่างทัดเทียมกัน
ไม่ว่าคนรวย หรือคนจน คนในชนบทหรือคนในเมือง
การตรวจพบมะเร็งเยื่อปอดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทั้งที่ไม่สูบหรี่หรือดื่มเหล้า
"หมอหงวน" ก็ไม่เคยท้อแท้กับการทำงานหนัก หรือหมดหวังในชีวิต
แต่ขณะเดียวกัน กลับเรียนรู้ที่จะอยู่กับมะเร็ง แบบที่เรียกว่า "กัลยาณมิตร"
ใช้การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์ทางเลือกเยียวยาการจ็บป่วย
จนวาระสุดท้ายของชีวิต ได้จากไปอย่างสงบ
ท่ามกลางคนที่รัก ...ภรรยา บุตรชายหญิงทั้งสองคน ญาติ มิตร
ขอให้คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ พักผ่อนให้สบาย
เชื่อว่า ต้นแบบดี ๆ จากคุณหมอสงวน จะเป็นแรงใจ
ให้คนรุ่นหลังได้ทุ่มเทการทำงานเพื่อคนยากจน ด้อยโอกาสในสังคม
เกิด "ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" สำหรับคนไทยจริง ๆ
**********************************************************

"ถ้าคิดจะทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ อุปสรรคก็จะยิ่งมาก ไม่มีงานใดที่จะทำสำเร็จได้โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง" ....ศ.นพ.ประเวศ วะสี
"อุปสรรค คือ ชัยชนะที่ยังมาไม่ถึง"....นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว
"การมองโลกในแง่บวกคือพลังของชีวิต"
"เปลวเทียนละลายแท่ง เพื่อทอแสงอันอำไพ ชีวิตมลายไป ทิ้งสิ่งไดไว้ทดแทน"(กลอน)
"ขอเยาะเย้ยทุกยากขวากหนามลำเค็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย"(เพลง)
เหล่านี้คือ ข้อคิดที่ นพ.สงวน ยึดถือปฏิบัติในการทำงาน
เมื่อพบอุปสรรค ปัญหาที่บั่นทอนกำลังใจ ทำให้ท้อแท้ ซึ่งได้บันทึกไว้ใน
หนังสือ"บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" ตีพิมพ์เมื่อปี 2548
เมื่อเริ่ม 30 บาทฯ คนรวยไม่กล้าใช้บริการ...
คิดด้านบวก......คนจนจะได้มีที่ว่าง เข้าถึงบริการมากขึ้น
กลุ่มหมอ ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน...
คิดด้านบวก....หมอมีความกล้าในการสื่อสารบอกปัญหานำไปสู่แก้ไข
ประกันสังคมปกป้องสิทธิประโยชน์......
คิดด้านบวก...สังคมที่เจริญต้องการความเข้มแข็งของประชาคมกลุ่มต่าง ๆ
ฉันมีความเข้มแข็งเป็นสองเท่า
เพราะฉันมีความบริสุทธิ์ใจ
หนังสือ "พลังแห่งชีวิต"
อำมร บรรจง ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย
*********************************************************
วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2551 เวลา 06.30 น.

เมื่อบ่ายวันที่ 19 มกราคม บุคคลสำคัญ นักการเมือง ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ สปสช.องค์กรภาคเอกชน มิตรที่รักของนายแพทย์สงวน มาร่วมพิธีรดน้ำศพจำนวนมาก จนล้นศาลาขจรประศาน์ส ทั้ง "หมอเลี๊ยบ-นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" คนเดือนตุลาฯ เช่นเดียวกับนายแพทย์สงวนก็มาร่วมงานด้วย
ก่อนให้สัมภาษณ์ทีมข่าวโมเดิร์นไนน์ นพ.สุรพงษ์ ต้องทำใจหลายนาที เนื่องจากพอพูดถึงหมอหงวน น้ำตามันพาลจะไหล สุ้มเสียงสั่นเครือ ด้วยความผูกพัน อาลัย ในฐานะรุ่นพี่-รุ่นน้อง เรียนแพทย์รามาฯ ไล่เลี่ยกัน โดยหมอหงวน เป็นรุ่นพี่ อีกทั้งร่วมผลักดันโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาด้วยกัน
"ถือเป็นอิฐก้อนแรก ๆ ที่วางรากฐานให้โครงการมีความมั่นคง"
***********************************************

บทความบางส่วนของ นพ.วิชัย โชควิวัฒน แพทย์ชนบทและนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาฯ
เริ่มจากสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ในคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ท่ามกลางการต่อสู้อันแหลมคมระหว่างอุดมการณ์สองขั้ว ที่ต่อสู้กันอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ และหลายกรณีถึงชีวิต ดังกรณีอมเรศ ไชยสะอาด ที่ถูกลอบสังหาร ขณะออกฝึกงานที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา แสง รุ่งนิรันดรกุล ที่ถูกยิงตายขณะยืนรอรถเมล์ในกรุงเทพฯ และนิสิต จิระโสภณ ที่ตกรถไฟตายอย่างมีเงื่อนงำ เป็นต้น สงวนเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ต่อสู้อย่างโดดเด่นอยู่แถวหน้า จนได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งช่วงนั้นนักศึกษามหิดลได้รับการประเมินจากทุกฝ่ายว่า มีนักศึกษาหัวก้าวหน้ามากที่สุดทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ยืนหยัดต่อสู้ในเกือบทุกเวทีและสถานการณ์อย่างไม่เป็นรองใคร ในที่สุดสงวน ต้องเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาที่เผชิญเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาอย่างเจ็บปวด
สงวนเป็นหนึ่งในหัวขบวนนิสิตนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ตัดสินใจไม่เข้าป่า แต่สงวนก็ไม่เคยแปรธาตุเปลี่ยนสี หรือละทิ้งอุดมการณ์ คือ ความใฝ่ฝันอันงดงามในวัยหนุ่มสาว แต่ตลอดชีวิตได้ทุ่มเทอุทิศให้แก่การสร้างสรรค์บ้านเกิดเมืองนอนโดยเฉพาะคือ งานสาธารณสุข เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
เริ่มตั้งแต่ตัดสินใจไปเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้การนำของแพทย์ชนบทรุ่นบุกเบิก คือ นายแพทย์ชัย กฤตยาภิชาตกุล และต่อมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในทีมงานของขุนพลสาธารณสุข คือ นายแพทย์ไพจิตร ปวะบุตร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดซึ่งเป็นหัวขบวนของทีมงานสาธารณสุขที่แข็งแกร่งที่โคราช
หลายคนคงจำได้ ถึงข่าวการถูกคุกคามระหว่างใช้ชีวิตเป็นแพทย์ชนบท โดยเฉพาะที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เคราะห์ดีที่ทางการฝ่ายความมั่นคงขณะนั้น มีความฉลาดและอดทนเพียงพอ ไม่ตัดสินชะตากรรมคุณหมอสงวนเหมือนที่ตัดสินกับผู้นำนิสิตนักศึกษา กรรมกร ชาวนา และปัญญาชน หลายๆคน ทำให้คุณหมอสงวนรอดจากชะตากรรมอันเลวร้าย กลับเข้าสู่กรุงเทพฯ และสามารถทำงานใหญ่ในระดับประเทศได้ต่อมาตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ช่วงบั้นปลายชีวิต คุณหมอสงวน ถูกรุมเร้าด้วยมะเร็งโรคร้าย ไม่กี่วันก่อนถึงวาระสุดท้าย ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมและเห็นสภาพอันน่าเวทนาของคุณหมอสงวนแล้วก็เกิดวิจิกิจฉาขึ้นในใจเป็นอันมากว่า คนดี ๆ ที่ตลอดชีวิตไม่เคยทำความชั่ว มีแต่สร้างคุณงามความดี สร้างคุณูปการเอนกอนันต์ให้แก่สังคมไทย เหตุใดต้องการล้มป่วยด้วยโรคร้าย ทั้ง ๆ ที่มีพฤติกรรมสุขภาพดีเยี่ยม ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่กลับมาป่วยด้วยโรคที่วงการแพทย์ยังไม่สามารถเยียวยารักษาให้หายขาดในวัยที่ยังสามารถทำงานเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคมได้อีกมาก และช่วงชีวิตสุดท้ายต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดแสนสาหัส จนหลายคนเพียงทนดูก็ยากแล้ว
หากเป็นสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคงให้อรรถาธิบายได้ว่า เป็นเพราะบุพกรรมในชาติก่อนปางใดจึงส่งผลให้เป็นเช่นนี้ แต่สมัยนี้คงไม่มีใครมีญาณวิถีเฉกเช่นนั้นที่จะให้คำตอบได้ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นข้อติดใจสงสัยต่อไป เป็นไปได้ไหมว่า ตลอดชีวิตของคุณหมอสงวนที่ทุ่มเททำงานให้แก่ประเทศชาติและประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง คุณหมอต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานสาหัสสากรรจ์มาโดยตลอด แต่ไม่มีใครรู้เห็น ในบั้นปลายชีวิตความทุกข์ทรมานนั้นจึงมาปรากฏให้เห็นแก่บรรดาญาติมิตร เป็นความเจ็บปวดทรมานเสมือนที่พระเยซูได้รับก่อนถูกตรึงไม้กางเขนซึ่งผลที่สุดแล้วดวงวิญญาณก็ขึ้นสู่สรวงสวรรค์
ขอให้คุณหมอสงวนจงประสบแต่ความสุขและสู่สุคติให้สัมปรายภพเทอญ
**********************************************************

บทความของนพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย
“คุณพ่อเป็นวีรบุรุษ” ผมพูดกับลูกสาวของคุณหมอสงวนในเย็นวันหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว
คุณหมอสงวน หรือ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ คือ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คนแรกและคนปัจจุบัน
คนไทย 46 ล้านคน เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพก็เพราะงานของคุณหมอสงวนและทีม
ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พวกเรามีสิ่งที่เรียกว่า “บัตรสงเคราะห์” และ “บัตรสุขภาพ” บัตรสงเคราะห์สำหรับชาวบ้านที่ยากจน บัตรสุขภาพขายในราคา 500 บาทสำหรับรักษาผู้ป่วยและครอบครัว ปัญหาคือผู้มีฐานะจำนวนหนึ่งได้ครอบครองบัตรสงเคราะห์และบัตรสุขภาพด้วย ปัญหาที่ยอมรับไม่ได้มากกว่าคือมีหลายๆครั้งที่ชาวบ้านถือบัตรสงเคราะห์หรือบัตรสุขภาพได้รับการปฏิบัติหรือรักษาพยาบาลเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องโรคภัยไข้เจ็บไม่ควรเป็นเรื่องสงเคราะห์หรือไม่สงเคราะห์ แต่เป็นสิทธิที่คนไทยทุกคนควรมีตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเชิงตะกอน นั่นคือไม่ว่ายากดีมีจนเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ควรได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน ไม่สมควรถูกทิ้งขว้างเพียงเพราะไม่มีเงิน
ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนจนจำนวนหนึ่งไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะกลัวเงินไม่พอ คนรวยจำนวนหนึ่งต้องจนเฉียบพลันทันทีเมื่อล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงใดๆ คุณหมอสงวนและทีมช่วยให้คนจนกล้าไปโรงพยาบาล และช่วยให้คนรวยซึ่งทำงานหนักมาทั้งชีวิตไม่ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับค่ารักษาพยาบาล
จึงว่าคนไทย 46 ล้านคน เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพก็เพราะงานของคุณหมอสงวนและทีม
เมื่อครั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเริ่มต้นใหม่ๆในปี พ.ศ.2546 หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าถูกโจมตีว่าเป็นหลักประกันชั้นสอง ได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพเป็นรองข้าราชการและครอบครัวรวมทั้งลูกจ้างประกันสังคม เมื่อถึงปัจจุบันคนไทยทุกคนไม่ว่าจะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือข้าราชการ หรือลูกจ้างประกันสังคมล้วนได้รับการรักษาด้วยคุณภาพและมาตรฐานค่อนข้างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ก็ด้วยความเพียรพยายามของคุณหมอสงวนและทีมงานที่ได้ประสานประโยชน์ของผู้ป่วยในกองทุนทั้งสามให้ใกล้เคียงกัน
คุณหมอสงวนและทีมไม่ได้เริ่มต้นงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างเลื่อนลอย ท่านได้เดินทางไปศึกษาเรื่องนี้ในหลายประเทศ ทำวิจัยและทดลองทำระบบหลักประกันสุขภาพในพื้นที่นำร่องบางจังหวัดของประเทศไทย ก่อนที่จะขับเคลื่อนเป็นนโยบายระดับชาติภายใต้แนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวคืองานยากๆหรืองานใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต้องเคลื่อนด้วยกันทั้งสามฝ่ายคือฝ่ายวิชาการ ภาคประชาชน และฝ่ายการเมือง จึงจะสัมฤทธิ์ผล คุณหมอสงวนและทีมเคลื่อนย้ายภูเขาได้สำเร็จในที่สุด
ผมพบคุณหมอสงวนครั้งแรกที่ชายหาดหัวหินเมื่อปี 2546 ท่านเสร็จจากการวิ่งออกกำลังกายที่ชายหาดยามเช้า ผมเสร็จจากการว่ายน้ำออกกำลังยามเช้าเช่นกัน ก่อนหน้าที่จะได้พบท่านครั้งแรกผมได้แต่ตามอ่านบทความเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของท่านในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และนึกนิยมอยู่ในใจว่าใครหนอที่คิดค้นวิธีช่วยเหลือผู้ป่วยครั้งใหญ่เช่นนี้ออกมาได้ เป็นโชคดีมหาศาลของคนไทยที่ในที่สุดก็มีคนเก่งและดีเช่นคุณหมอสงวนและทีม สามารถใช้คุณธรรมนำความรู้หาญกล้าปฏิรูประบบสุขภาพ เพื่อให้คนป่วยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพด้วยความเท่าเทียม
คุณหมอสงวนเขียนหนังสือ “บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ของสำนักพิมพ์มติชน ความตอนหนึ่งเล่าเรื่องที่ท่านรับแม่ลูกคู่หนึ่งขึ้นรถพยาบาลไปส่งที่โรงพยาบาล ท่านเขียนว่า
“เมื่อรถแล่นไปถึงโรงพยาบาลผมก็พบกับสิ่งที่คาดไม่ถึง คือแทนที่จะได้เห็นเธออุ้มลูกมาให้หมอตรวจ เธอกลับอุ้มลูกเดินออกจากโรงพยาบาลโดยไม่ยอมเข้ามารับบริการ ผมจึงเดินตามไปถามว่ามาถึงโรงพยาบาลแล้วทำไมไม่พาลูกไปให้หมอตรวจ เธออ้ำอึ้งไม่ตอบอยู่พักใหญ่ สุดท้ายคนขับรถของผมซึ่งเป็นคนท้องถิ่นได้สอบถามแทน จึงได้ความว่าเธอมีเงินพกติดตัวมาเพียง 30 บาท ตั้งใจจะนำเด็กไปฉีดยากับหมอเสนารักษ์ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลเท่าใดนัก ซึ่งโดยปกติเขาจะคิดค่ารักษาเพียง 20 บาท อีก 10 บาทที่เหลือนั้นจะเก็บไว้เป็นค่าโดยสารกลับบ้าน”
คุณหมอสงวนและทีมทำงานที่ยากยิ่ง ท่านพูดเสมอว่าการจะทำงานยากๆให้สำเร็จนั้นต้อง “กัดไม่ปล่อยอย่างอุเบกขา” ท่านได้พิสูจน์ด้วยชีวิตตนเองว่าท่านมีอุเบกขามากเพียงใดกับการจัดการอุปสรรคของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ผมเสียดายเวลาที่ไม่มีบุญได้พบคุณหมอสงวนเร็วกว่านี้