“วัน อยู่บำรุง : I am just a man ”

Posted on 25/4/2008 at 11:04

ammorn:::พลังชีวิต



พลบค่ำ ก่อนวันสงกรานต์ บรรดานักข่าวประจำกระทรวงสาธารณสุขได้มีโอกาส “จับเข่าคุย” กับ
“วัน อยู่บำรุง” บุตรชาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในฐานะคนทำงานการเมือง-เลขานุการฯ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง
     


“หนุ่ม” เป็นชื่อเล่นของ “วัน อยู่บำรุง” เขาเองยอมรับว่า ตั้งแต่เข้ามาทำงานการเมือง
ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตอนแรกรู้สึกอึดอัดแต่ไม่กดดัน เพราะเป็นคนชอบการเมือง
มีความใฝ่ฝัน คือ อยาก เป็น ส.ส. อยากพิสูจน์ตัวเอง ยอมรับว่า ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ
ตัวเองแค่  “I am just a man”
 
“ จะผิดจะถูกผมไม่อยากพูดตรงนี้ เพราะทางคดีทางกฎหมายมันได้จบหมดแล้ว
อยากได้รับการยอมรับจากประชาชน อยากพิสูจน์ตัวเอง โดยได้รับการเลือกตั้งเป็น
สส.เพราะที่บ้านตั้งแต่จำความได้ ประชาชนมาหาที่บ้านเยอะ ตลอดทุกวัน
เพราะบ้านริมคลองไม่เคยปิดประตูรั้ว คุณพ่อมีลูกสามคน
บังเอิญมีผมคนเดียวที่หน้าตาเหมือนคุณพ่อมากที่สุด และนิสัยเหมือนคุณพ่อมากที่สุด
เคยตามคุณพ่อไปหาเสียงที่ต่างจังหวัด
 
 ตอนเป็นวัยรุ่นก็ใฝ่ฝัน เพราะตระกูลอยู่บำรุงไม่มีใครรู้จัก
คนที่ทำให้ตระกูลอยู่บำรุงรู้จักกันทั้งประเทศคือพ่อผม ถ้าเกิดลูก ๆ
สามคนไม่มีใครคิดเล่นการเมือง งานตรงนี้ก็จะหายไป ก็เคยลงสมัครเลือกตั้งครั้งแรก ปี
2544 ในนามพรรคความหวังใหม่ โดย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นคนให้โอกาส
ตอนนั้นทุกโพลบอกว่า  ผมได้ มีอยู่โพลเดียว ว่าไม่ได้ สุดท้ายก็ตก แต่ผมเป็นผู้สมัคร
ในพื้นที่กรุงเทพ ฯ ในนามของพรรคคนเดียวที่ได้คะแนนสูงสุด ผมได้ 17,074 คะแนน
ในเขตหนองแขม ทวีวัฒนา”
                                                       

ฝันเป็นจริง ได้ทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นพรีเซ็นเตอร์รณรงค์เรื่อง “ส้วม”
ไม่อายที่ใครจะเรียกว่า “มิสเตอร์ ส้วม” เพราะเป็นคนชอบเดินทางไปต่างจังหวัด
เข้าห้องน้ำบ่อย  เจอห้องน้ำปั๊มสกปรก นั่งไม่สบาย ร้อนก็ร้อน สบู่ก็ไม่มีล้างมือ
ที่แขวนกางเกงก็ไม่มี 
 
 เคยร้องไห้ข้างบ่อปลาคาร์ฟ
“ครอบครัวอยู่บำรุง” เป็นที่จับตามองทางสังคมนั้น  ตอนนี้ชินแล้ว แต่ก่อนกดดัน
จนนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวข้างบ่อปลาคาร์ฟ มีครอบครัว ภรรยา และเพื่อน ๆ เป็นกำลังใจ
คิดว่า ถ้าวันหนึ่งเราผ่านจุดนี้ไปได้ ก็จะทำให้เราแข็งแกร่ง ตอนนี้พูดได้
เพราะมันผ่านไปแล้ว แต่ตอนนั้นร้องไห้ โดยเฉพาะตอนที่น้องยังมีเรื่องอยู่ แล้วศาลตัดสิน
ผมเป็นคนแรกและเป็นคนสุดท้ายที่ศาลสั่งห้ามเข้าสถานบันเทิง  2 ปี มีรายละเอียดเยอะ
ผมยังไม่อยากพูดถึง แต่ก็โดนเพิ่มไปอีกปี  ยอมรับว่า กดดันมาก
 
                        

 
“พ่อไม่ได้บอกว่าให้ไปทำอย่างโน้น อย่างนี้ นอกเสียจากว่า เป็นเรื่องสำคัญ
แต่พ่อจะบอกว่า Learning by doing  ผมถามพ่อตั้งแต่ทีแรก เลขา ฯ รัฐมนตรีต้องทำอะไรบ้าง
พ่อว่า ถ้าทำไม่ได้ค่อยกลับมาถาม ทุกวันนี้ยังไม่ได้ถามพ่อเลย เพราะเราโตแล้ว ต้องค่อย
ๆ ปรับตัว ทุกวันนี้ได้รับความเมตตาจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านไชยา
สะสมทรัพย์ และท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ท่านชวรัตน์ ชาญวีรกูล”
 “ เวลาว่างชอบแตะฟุตบอล  ชอบนักบอลไทย-ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และซิโก้ เกียรติศักดิ์
เสนาเมือง ส่วนทีมในดวงใจคือ ลิเวอร์พูล กรีดเลือดออกมาก็เป็นสีแดง
ลิเวอร์พูลอย่างเดียว”  
 
“หลักในการทำงาน  ความกลัวทำให้เสื่อม เราต้องกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง 
แต่ที่กล้าบ้าบิ่นเกินไป มันคืออดีต ทุกคนต้องมีอดีต ผมไม่ใช่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ก็ไม่ใช่คนเลวอย่างที่สื่อมวลชนสมัยก่อนลง ผมแค่ I am just a man
คนหนึ่งที่รักเพื่อน รักพวก รักพี่รักน้อง”
 
คุณผู้อ่านสามารถฟังเสียงสัมภาษณ์ ชีวิต-งาน : วัน อยู่บำรุง
ซึ่งออกอากาศในรายการพลังชีวิต เอฟ.เอ็ม.100.5 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ได้ตาม Link
ข้างล่างค่ะ 

                                           ฟังเสียงสัมภาษณ์ ชีวิต-งาน : วัน อยู่บำรุง

ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้

Posted on 20/4/2008 at 12:17

ammorn:::พลังชีวิต

ไม่ใช่แฟน....ทำแทนไม่ได้

 

 "ก็อยากดูแลให้มากกว่านี้เหลือเกิน

แต่กลัวจะเพลินจนเผลอทำเกินหน้าที่

ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที

จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ

ห่วงอยู่ไกลไกล เจอหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา

คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้

ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่างและมีบางครั้งที่ต้องขัดใจ

บางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน

คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้......"

 

จั่วหัวแบบนี้ไม่มีเรื่องลับคมในหรอกค่ะ เพียงแต่ช่วงที่หายหน้า หายตาไปจาก blog mcot นั้น

ดิฉันมีภาระกิจหลายอย่าง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้อง "ลงมือทำเอง" แบบว่า แม้แต่แฟนก็ทำแทนไม่ได้ 

กลับมาแล้ววันนี้  พร้อมที่จะนำเรื่องราวด้านสุขภาพมาฝากคุณผู้อ่านค่ะ

หากอยากฟังเสียงสด ๆ ต้องตื่นเช้าหน่อยนะคะ  "พลังชีวิต" ทางเอฟ.เอ็ม.100.5

ตีห้าถึงหกโมงเช้า มาปลุกคุณผู้อ่านทุก ๆ วัน แต่หากตื่นสายก็ไม่ว่ากัน

ฟังรายการย้อนหลังทางหน้า mcot ได้ค่ะ

*****************************************

ถือโอกาสต้อนรับคุณผู้อ่านหลังจากได้ฉลองวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ค่ะ

แน่นอน  ย่อมมี 108 1009 เรื่องมาพูดคุยกันกับเพื่อนที่ทำงาน

ดิฉันก็มีสารพัดเรื่องมาฝากคุณผู้อ่านเช่นกันค่ะ  (หลายเรื่องอาจจะเชย)

อย่างเรื่อง 7 ท่านวดหน้าเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้สดชื่น หายง่วง หายเพลีย

ทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกโดยอธิบดี นพ.ลือชา วนรัตน์

บอกว่า ได้ทำเป็นวีซีดีพร้อมกับท่าฤาษีดัดตนอื่น ๆ  แจกฟรีให้กับผู้สนใจ

ซึ่งน่าเสียดายที่ผลิตไม่ทันช่วงสงกรานต์ หากผลิตเสร็จแล้วจะแจ้งความคืบหน้าทาง blog นะคะ

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่าง 7 ท่านวดหน้าให้ชมตาม link ข้างล่างค่ะ

 

http://news.mcot.net/report/inside.php?value=bmlkPTk3ODkmbnR5cGU9Y2xpcA==

 

หากดูภาพไม่ทัน รายละเอียดทั้ง 7 ท่าดังนี้ค่ะ

ท่าที่ 1 ท่าเสยผม ให้ใช้ปลายนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง กดขอบกระบอกตาบนทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน จากนั้นค่อย ๆ กดพร้อมกับเลื่อนมือทั้ง 3 นิ้ว เรื่อยไปบนศีรษะ ทำต่อเนื่องไปถึงท้ายทอย

ท่าที่ 2 ท่าทาแป้ง ใช้นิ้วกลางทั้งสองข้างกดด้านข้างดั้งจมูกพร้อมกัน ค่อย ๆ กดพร้อมกับเลื่อนนิ้วขึ้นไปจนถึงหน้าผาก และให้ปลายนิ้วกลางจรดกันที่กลางหน้าผาก 

ท่าที่ 3 ท่าเช็ดปาก ใช้ฝ่ามือซ้ายวางทาบบนปาก ให้ปลายนิ้วก้อยวางที่ปลายติ่งหูขวา จากนั้นลากมือมายังด้านซ้ายพร้อมกับเม้มริมฝีปาก ขณะทำให้ฝ่ามือกดแนบสนิทกับปากและแก้ม

ท่าที่ 4 ท่าเช็ดคาง ใช้หลังมือซ้ายวางทาบใต้คาง โดยให้ปลายนิ้วอยู่ที่ติ่งหูขวา จากนั้นลากมือตั้งแต่ติ่งหูขวาไปตามคาง จนถึงใต้หูซ้าย โดยให้หลังมือแนบสนิทขณะทำ

ท่าที่ 5 ท่ากดใต้คาง ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดตรงกลางคาง โดยให้ปลายนิ้วหัวแม่มือตั้งฉากกับคาง ก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อต้านนิ้วมือ ใช้แรงกดพอสมควร นิ่งสักครู่โดยนับ 1-10 ในใจ จากนั้นเลื่อนจุดให้ทั่วบริเวณใต้คาง โดยเลื่อนทีละนิ้วมือ

ท่าที่ 6 ท่าถูหน้าหูและหลังหู ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางทั้งสองข้างคีบหูหลวม ๆ โดยใช้ฝ่ามือแนบกับแก้ม ถูนิ้วมือขึ้นลงแรง ๆ

ท่าที่ 7 ท่าตบท้ายทอย ใช้สันมือทั้งสองข้างปิดหูไว้ ให้ปลายนิ้วทั้งสองข้างวางอยู่บริเวณท้ายทอย ปลายนิ้วกลางจรดกัน กระดกนิ้วมือทั้งสองข้างให้มากที่สุด แล้วตบที่ท้ายทอยพร้อมกันโดยไม่ยกฝ่ามือ

 

ขอบคุณผู้แสดงแบบของเรา คุณจิรัชยา แก้วสนธยา จากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ค่ะ

 

 ส่วน link  http://news.mcot.net/report/inside.php?value=bmlkPTk1MzkmbnR5cGU9Y2xpcA==

 

เป็นโครงการเหนื่อยนัก -พักนวด ของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯร่วมกับปั๊มบางจากค่ะ

มีทั้งนวดตัว นวดขา นวดไหล่  กดจุด 

เห็นหรือยัง.....

ไม่ใช่แฟน ...ทำแทนไม่ได้

ammorn@hotmail.com

 

คิดถึง "หมอหงวน" ผู้บุกเบิกระบบประกันสุขภาพ

Posted on 19/1/2008 at 16:16

" คิดถึง...หมอหงวน"  

บ่ายวันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2551 เวลา 16.30 น.

วงการแพทย์-สาธารณสุข สูญเสียแพทย์ที่มุ่งมั่น บุกเบิกวางระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า

เพื่อ....เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ให้กับคนไทยในยามเจ็บไข้ได้ป่วย

นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการ สปสช. วัย 55 ปี 10 เดือน

ด้วยโรคมะเร็งปอด

แม้จะเป็นคนกรุงเทพฯ แต่การออกค่ายอาสา ขณะเป็นนักเรียนแพทย์

เติบโตในยุคคนเดือนตุลาฯปี 2514- 2519

จึงบ่มเพาะให้มีความใฝ่ฝัน อยากเห็นสังคมที่มีความเท่าเทียม

คนส่วนใหญ่ไม่ถูกทอดทิ้ง โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วย

มีการ "เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข" ในสังคม

************************************************************************

วันที่ 19 - 25  มกราคม 2551

19.00 น.               สวดพระอภิธรรมศพ นพ.สงวนที่ศาลาขจรประศาน์ส

                              วัดชลประทานรังสฤษฏ์ นนทบุรี 

                             -   งดพวงหรีด

 ตั้งกองทุน "นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์เพื่อมิตรภาพบำบัดเพื่อนช่วยเพื่อน" สนับสนุนกิจกรรมมิตรภาพบำบัดในโรงพยาบาล กิจกรรมจิตอาสาและการช่วยเหลือสังคม

***********************************************************************

 บรรดาผองเพื่อนผู้สื่อข่าว มักเรียกนายแพทย์สงวน ด้วยชื่อสั้น ๆ ว่า "หมอหงวน"

มีความเป็นกันเองกับนักข่าว ใจเย็น และ ใจดี

เมื่อครั้งเริ่มระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า...

"30 บาทรักษาทุกโรค" ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ มีปัญหามาก

โดย หมอหงวน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

วาระแรก 4 ปี เมื่อปี 2546

ต้องตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวมากมาย

เพราะเมื่อเริ่มโครงการ ผู้คนในสังคมไม่เข้าใจ หวั่นบริการไม่ได้มาตรฐาน

ปัญหารุมเร้ามากมาย

"หมอหงวน" ทุ่มเทการทำงาน ผลักดันโครงการให้ถึงที่สุด

จนสามารถการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิม..สู่ระบบใหม่

คนไทยกว่า 47 ล้านคนมีหลักประกันสุขภาพอย่างทัดเทียมกัน

 ไม่ว่าคนรวย หรือคนจน  คนในชนบทหรือคนในเมือง

การตรวจพบมะเร็งเยื่อปอดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทั้งที่ไม่สูบหรี่หรือดื่มเหล้า

"หมอหงวน" ก็ไม่เคยท้อแท้กับการทำงานหนัก หรือหมดหวังในชีวิต

แต่ขณะเดียวกัน กลับเรียนรู้ที่จะอยู่กับมะเร็ง แบบที่เรียกว่า "กัลยาณมิตร"

ใช้การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์ทางเลือกเยียวยาการจ็บป่วย

จนวาระสุดท้ายของชีวิต ได้จากไปอย่างสงบ

ท่ามกลางคนที่รัก ...ภรรยา บุตรชายหญิงทั้งสองคน ญาติ มิตร

ขอให้คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ พักผ่อนให้สบาย

เชื่อว่า ต้นแบบดี ๆ จากคุณหมอสงวน จะเป็นแรงใจ

ให้คนรุ่นหลังได้ทุ่มเทการทำงานเพื่อคนยากจน ด้อยโอกาสในสังคม 

เกิด "ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" สำหรับคนไทยจริง ๆ

**********************************************************

 

"ถ้าคิดจะทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ อุปสรรคก็จะยิ่งมาก ไม่มีงานใดที่จะทำสำเร็จได้โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง" ....ศ.นพ.ประเวศ วะสี

"อุปสรรค คือ ชัยชนะที่ยังมาไม่ถึง"....นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว

"การมองโลกในแง่บวกคือพลังของชีวิต"

"เปลวเทียนละลายแท่ง เพื่อทอแสงอันอำไพ ชีวิตมลายไป ทิ้งสิ่งไดไว้ทดแทน"(กลอน)

"ขอเยาะเย้ยทุกยากขวากหนามลำเค็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย"(เพลง)

เหล่านี้คือ ข้อคิดที่ นพ.สงวน ยึดถือปฏิบัติในการทำงาน

เมื่อพบอุปสรรค ปัญหาที่บั่นทอนกำลังใจ ทำให้ท้อแท้ ซึ่งได้บันทึกไว้ใน

หนังสือ"บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" ตีพิมพ์เมื่อปี 2548

 เมื่อเริ่ม 30 บาทฯ คนรวยไม่กล้าใช้บริการ...

คิดด้านบวก......คนจนจะได้มีที่ว่าง เข้าถึงบริการมากขึ้น

กลุ่มหมอ ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน...

คิดด้านบวก....หมอมีความกล้าในการสื่อสารบอกปัญหานำไปสู่แก้ไข

ประกันสังคมปกป้องสิทธิประโยชน์......

คิดด้านบวก...สังคมที่เจริญต้องการความเข้มแข็งของประชาคมกลุ่มต่าง ๆ

ฉันมีความเข้มแข็งเป็นสองเท่า

เพราะฉันมีความบริสุทธิ์ใจ

หนังสือ "พลังแห่งชีวิต"

อำมร  บรรจง ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย

 *********************************************************

 วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2551  เวลา 06.30 น.

เมื่อบ่ายวันที่ 19 มกราคม บุคคลสำคัญ นักการเมือง ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ สปสช.องค์กรภาคเอกชน มิตรที่รักของนายแพทย์สงวน มาร่วมพิธีรดน้ำศพจำนวนมาก จนล้นศาลาขจรประศาน์ส ทั้ง "หมอเลี๊ยบ-นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" คนเดือนตุลาฯ เช่นเดียวกับนายแพทย์สงวนก็มาร่วมงานด้วย

                       ก่อนให้สัมภาษณ์ทีมข่าวโมเดิร์นไนน์ นพ.สุรพงษ์ ต้องทำใจหลายนาที เนื่องจากพอพูดถึงหมอหงวน น้ำตามันพาลจะไหล สุ้มเสียงสั่นเครือ ด้วยความผูกพัน อาลัย ในฐานะรุ่นพี่-รุ่นน้อง เรียนแพทย์รามาฯ ไล่เลี่ยกัน โดยหมอหงวน เป็นรุ่นพี่ อีกทั้งร่วมผลักดันโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาด้วยกัน

"ถือเป็นอิฐก้อนแรก ๆ ที่วางรากฐานให้โครงการมีความมั่นคง" 

***********************************************

บทความบางส่วนของ นพ.วิชัย โชควิวัฒน แพทย์ชนบทและนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาฯ

 

                  เริ่มจากสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ในคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ท่ามกลางการต่อสู้อันแหลมคมระหว่างอุดมการณ์สองขั้ว ที่ต่อสู้กันอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ และหลายกรณีถึงชีวิต ดังกรณีอมเรศ ไชยสะอาด ที่ถูกลอบสังหาร ขณะออกฝึกงานที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา แสง รุ่งนิรันดรกุล ที่ถูกยิงตายขณะยืนรอรถเมล์ในกรุงเทพฯ และนิสิต จิระโสภณ ที่ตกรถไฟตายอย่างมีเงื่อนงำ เป็นต้น สงวนเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ต่อสู้อย่างโดดเด่นอยู่แถวหน้า จนได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งช่วงนั้นนักศึกษามหิดลได้รับการประเมินจากทุกฝ่ายว่า มีนักศึกษาหัวก้าวหน้ามากที่สุดทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ยืนหยัดต่อสู้ในเกือบทุกเวทีและสถานการณ์อย่างไม่เป็นรองใคร ในที่สุดสงวน ต้องเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาที่เผชิญเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาอย่างเจ็บปวด  


                สงวนเป็นหนึ่งในหัวขบวนนิสิตนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ตัดสินใจไม่เข้าป่า แต่สงวนก็ไม่เคยแปรธาตุเปลี่ยนสี หรือละทิ้งอุดมการณ์ คือ ความใฝ่ฝันอันงดงามในวัยหนุ่มสาว แต่ตลอดชีวิตได้ทุ่มเทอุทิศให้แก่การสร้างสรรค์บ้านเกิดเมืองนอนโดยเฉพาะคือ งานสาธารณสุข เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง  

               เริ่มตั้งแต่ตัดสินใจไปเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้การนำของแพทย์ชนบทรุ่นบุกเบิก คือ นายแพทย์ชัย กฤตยาภิชาตกุล และต่อมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในทีมงานของขุนพลสาธารณสุข คือ นายแพทย์ไพจิตร ปวะบุตร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดซึ่งเป็นหัวขบวนของทีมงานสาธารณสุขที่แข็งแกร่งที่โคราช


                 หลายคนคงจำได้ ถึงข่าวการถูกคุกคามระหว่างใช้ชีวิตเป็นแพทย์ชนบท โดยเฉพาะที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เคราะห์ดีที่ทางการฝ่ายความมั่นคงขณะนั้น มีความฉลาดและอดทนเพียงพอ ไม่ตัดสินชะตากรรมคุณหมอสงวนเหมือนที่ตัดสินกับผู้นำนิสิตนักศึกษา กรรมกร ชาวนา และปัญญาชน หลายๆคน ทำให้คุณหมอสงวนรอดจากชะตากรรมอันเลวร้าย กลับเข้าสู่กรุงเทพฯ และสามารถทำงานใหญ่ในระดับประเทศได้ต่อมาตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

                 ช่วงบั้นปลายชีวิต คุณหมอสงวน ถูกรุมเร้าด้วยมะเร็งโรคร้าย ไม่กี่วันก่อนถึงวาระสุดท้าย ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมและเห็นสภาพอันน่าเวทนาของคุณหมอสงวนแล้วก็เกิดวิจิกิจฉาขึ้นในใจเป็นอันมากว่า คนดี ๆ ที่ตลอดชีวิตไม่เคยทำความชั่ว มีแต่สร้างคุณงามความดี สร้างคุณูปการเอนกอนันต์ให้แก่สังคมไทย เหตุใดต้องการล้มป่วยด้วยโรคร้าย ทั้ง ๆ ที่มีพฤติกรรมสุขภาพดีเยี่ยม ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่กลับมาป่วยด้วยโรคที่วงการแพทย์ยังไม่สามารถเยียวยารักษาให้หายขาดในวัยที่ยังสามารถทำงานเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคมได้อีกมาก และช่วงชีวิตสุดท้ายต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดแสนสาหัส จนหลายคนเพียงทนดูก็ยากแล้ว

                 หากเป็นสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคงให้อรรถาธิบายได้ว่า เป็นเพราะบุพกรรมในชาติก่อนปางใดจึงส่งผลให้เป็นเช่นนี้ แต่สมัยนี้คงไม่มีใครมีญาณวิถีเฉกเช่นนั้นที่จะให้คำตอบได้ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นข้อติดใจสงสัยต่อไป เป็นไปได้ไหมว่า ตลอดชีวิตของคุณหมอสงวนที่ทุ่มเททำงานให้แก่ประเทศชาติและประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง คุณหมอต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานสาหัสสากรรจ์มาโดยตลอด แต่ไม่มีใครรู้เห็น ในบั้นปลายชีวิตความทุกข์ทรมานนั้นจึงมาปรากฏให้เห็นแก่บรรดาญาติมิตร เป็นความเจ็บปวดทรมานเสมือนที่พระเยซูได้รับก่อนถูกตรึงไม้กางเขนซึ่งผลที่สุดแล้วดวงวิญญาณก็ขึ้นสู่สรวงสวรรค์


                 ขอให้คุณหมอสงวนจงประสบแต่ความสุขและสู่สุคติให้สัมปรายภพเทอญ

**********************************************************

 บทความของนพ.ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย

 

            “คุณพ่อเป็นวีรบุรุษ” ผมพูดกับลูกสาวของคุณหมอสงวนในเย็นวันหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว

            คุณหมอสงวน หรือ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ คือ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คนแรกและคนปัจจุบัน

            คนไทย 46 ล้านคน เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพก็เพราะงานของคุณหมอสงวนและทีม

            ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า    พวกเรามีสิ่งที่เรียกว่า “บัตรสงเคราะห์” และ “บัตรสุขภาพ”    บัตรสงเคราะห์สำหรับชาวบ้านที่ยากจน   บัตรสุขภาพขายในราคา 500 บาทสำหรับรักษาผู้ป่วยและครอบครัว  ปัญหาคือผู้มีฐานะจำนวนหนึ่งได้ครอบครองบัตรสงเคราะห์และบัตรสุขภาพด้วย  ปัญหาที่ยอมรับไม่ได้มากกว่าคือมีหลายๆครั้งที่ชาวบ้านถือบัตรสงเคราะห์หรือบัตรสุขภาพได้รับการปฏิบัติหรือรักษาพยาบาลเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง  

            แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องโรคภัยไข้เจ็บไม่ควรเป็นเรื่องสงเคราะห์หรือไม่สงเคราะห์  แต่เป็นสิทธิที่คนไทยทุกคนควรมีตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเชิงตะกอน   นั่นคือไม่ว่ายากดีมีจนเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ควรได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน     ไม่สมควรถูกทิ้งขว้างเพียงเพราะไม่มีเงิน

            ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า    คนจนจำนวนหนึ่งไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะกลัวเงินไม่พอ     คนรวยจำนวนหนึ่งต้องจนเฉียบพลันทันทีเมื่อล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงใดๆ     คุณหมอสงวนและทีมช่วยให้คนจนกล้าไปโรงพยาบาล  และช่วยให้คนรวยซึ่งทำงานหนักมาทั้งชีวิตไม่ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับค่ารักษาพยาบาล

            จึงว่าคนไทย 46 ล้านคน เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพก็เพราะงานของคุณหมอสงวนและทีม                   

            เมื่อครั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเริ่มต้นใหม่ๆในปี พ.ศ.2546   หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าถูกโจมตีว่าเป็นหลักประกันชั้นสอง    ได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพเป็นรองข้าราชการและครอบครัวรวมทั้งลูกจ้างประกันสังคม    เมื่อถึงปัจจุบันคนไทยทุกคนไม่ว่าจะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  หรือข้าราชการ หรือลูกจ้างประกันสังคมล้วนได้รับการรักษาด้วยคุณภาพและมาตรฐานค่อนข้างเท่าเทียมกัน     ทั้งนี้ก็ด้วยความเพียรพยายามของคุณหมอสงวนและทีมงานที่ได้ประสานประโยชน์ของผู้ป่วยในกองทุนทั้งสามให้ใกล้เคียงกัน 

            คุณหมอสงวนและทีมไม่ได้เริ่มต้นงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างเลื่อนลอย   ท่านได้เดินทางไปศึกษาเรื่องนี้ในหลายประเทศ   ทำวิจัยและทดลองทำระบบหลักประกันสุขภาพในพื้นที่นำร่องบางจังหวัดของประเทศไทย   ก่อนที่จะขับเคลื่อนเป็นนโยบายระดับชาติภายใต้แนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี    กล่าวคืองานยากๆหรืองานใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต้องเคลื่อนด้วยกันทั้งสามฝ่ายคือฝ่ายวิชาการ  ภาคประชาชน และฝ่ายการเมือง  จึงจะสัมฤทธิ์ผล   คุณหมอสงวนและทีมเคลื่อนย้ายภูเขาได้สำเร็จในที่สุด

 

            ผมพบคุณหมอสงวนครั้งแรกที่ชายหาดหัวหินเมื่อปี 2546   ท่านเสร็จจากการวิ่งออกกำลังกายที่ชายหาดยามเช้า    ผมเสร็จจากการว่ายน้ำออกกำลังยามเช้าเช่นกัน   ก่อนหน้าที่จะได้พบท่านครั้งแรกผมได้แต่ตามอ่านบทความเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของท่านในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน    และนึกนิยมอยู่ในใจว่าใครหนอที่คิดค้นวิธีช่วยเหลือผู้ป่วยครั้งใหญ่เช่นนี้ออกมาได้    เป็นโชคดีมหาศาลของคนไทยที่ในที่สุดก็มีคนเก่งและดีเช่นคุณหมอสงวนและทีม     สามารถใช้คุณธรรมนำความรู้หาญกล้าปฏิรูประบบสุขภาพ    เพื่อให้คนป่วยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพด้วยความเท่าเทียม

            คุณหมอสงวนเขียนหนังสือ  “บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ของสำนักพิมพ์มติชน ความตอนหนึ่งเล่าเรื่องที่ท่านรับแม่ลูกคู่หนึ่งขึ้นรถพยาบาลไปส่งที่โรงพยาบาล   ท่านเขียนว่า

            “เมื่อรถแล่นไปถึงโรงพยาบาลผมก็พบกับสิ่งที่คาดไม่ถึง  คือแทนที่จะได้เห็นเธออุ้มลูกมาให้หมอตรวจ  เธอกลับอุ้มลูกเดินออกจากโรงพยาบาลโดยไม่ยอมเข้ามารับบริการ  ผมจึงเดินตามไปถามว่ามาถึงโรงพยาบาลแล้วทำไมไม่พาลูกไปให้หมอตรวจ   เธออ้ำอึ้งไม่ตอบอยู่พักใหญ่  สุดท้ายคนขับรถของผมซึ่งเป็นคนท้องถิ่นได้สอบถามแทน   จึงได้ความว่าเธอมีเงินพกติดตัวมาเพียง 30 บาท  ตั้งใจจะนำเด็กไปฉีดยากับหมอเสนารักษ์ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลเท่าใดนัก  ซึ่งโดยปกติเขาจะคิดค่ารักษาเพียง 20 บาท  อีก 10 บาทที่เหลือนั้นจะเก็บไว้เป็นค่าโดยสารกลับบ้าน” 

            คุณหมอสงวนและทีมทำงานที่ยากยิ่ง    ท่านพูดเสมอว่าการจะทำงานยากๆให้สำเร็จนั้นต้อง “กัดไม่ปล่อยอย่างอุเบกขา”    ท่านได้พิสูจน์ด้วยชีวิตตนเองว่าท่านมีอุเบกขามากเพียงใดกับการจัดการอุปสรรคของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

            ผมเสียดายเวลาที่ไม่มีบุญได้พบคุณหมอสงวนเร็วกว่านี้  

 

 

 

 


 

ชุบชีวิตใหม่...ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย

Posted on 7/1/2008 at 10:43

ammorn:::พลังชีวิต

 

ชุบชีวิตใหม่...ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย

                      "ถ้าไม่มีมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงก่อตั้งขึ้น ป่านนี้ ไม่รู้ว่า ชีวิตจะเป็นอย่างไร เพราะค่าฟอกเลือด ล้างไตแพงมาก แต่ก่อนไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ค่าล้างไตครั้งละกว่า 2,000 บาท สัปดาห์หนึ่งเราต้องไป 2 ครั้งเดือนหนึ่งต้องไปล้างไตถึง 8 ครั้ง ยังต้องมีค่ารถ ค่าอยู่ ค่ากิน เมื่อมูลนิธิโรคไตฯรับไว้เป็นคนไข้ ผมได้ผ่าตัดเปลี่ยนไตซึ่งมีค่าใช้จ่ายกว่า 2 แสนบาทหลังได้ไตบริจาคจากพี่สาว แต่ไม่ตอ้งเสียค่าผ่าตัดเปลี่ยนไต เพราะมูลนิธิฯดูแลให้หมด เหมือนได้ชีวิตใหม่ เพราะไม่ต้องฟอกไต จะไปไหน มาไหน ใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ ทำให้มีความหวัง" วัชรพงษ์ เศรษฐศักดิ์โก ชายหนุ่มวัยเบญจเพศ กล่าวกับทีมข่าวสำนักข่าวไทย ด้วยความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  หลังได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตเมื่อวันที่ 24  กรกฎาคม 2550

       

 

                        วัชรพงษ์  มีภาวะไตวายระยะสุดท้ายโดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะเรียนวิศวะ ชั้นปีที่ 4 อาการเริ่มจากตามัว เมื่อเข้ารับการตรวจจึงรู้ว่า ไตวายระยะสุดท้าย ต้องฟอกไตอย่างต่อเนื่อง

                  "สมเด็จพระพี่นางเธอฯ ทรงงานหนักมาก ผมติดตามข่าว เห็นท่านไปโน่น มานี่ ตลอด ถือว่า ท่านมีพระคุณต่อผมมาก ให้ชีวิตใหม่ เหมือนกับได้เกิดใหม่ ผมตั้งใจจะบวชเป็นเวลา 1 เดือน ถวายท่าน คือ จะบวชต้นกุมภาพันธ์เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว"

 

                   สามารถติดตามชมพระกรุณาธิคุณต่อผู้ป่วยโรคไตได้ในรายงานพิเศษของสำนักข่าวไทย ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ตามลิ๊งข้างล่างค่ะ

http://news.mcot.net/social/inside.php?value=bmlkPTM3NjUmbnR5cGU9Y2xpcA==

00000000000000000000000000000000000

 

 

                ศ.เกียรติคุณ นพ.พิศิษฐ์ จิรวงษ์ รองประธานมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย คนที่ 2 กล่าวว่า มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นองค์ประธานมูลนิธิเมื่อปี 2519 และได้รับพระกรุณาธิคุณ เมื่อปี 2520 โดยเสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานการประชุมประจำปีของมูลนิธิฯ ทุกครั้ง

                 ปัจจุบันมูลนิธิโรคไตฯ  ตั้งหน่วยไตเทียม 5 แห่ง คือ หน่วยไตเทียมโรงพยาบาลสงฆ์ หน่วยไตเทียมโรงพยาบาลศิริราช  หน่วยไตเทียม กองแพทย์หลวง พระบรมมหาราชวัง  หน่วยไตเทียมกองแพทย์หลวงพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และ หน่วยไตเทียม ที่ตึกศรีสังวาลย์ โรงพยาบาลอานันทมหิดล จ.ลพบุรี ช่วยผู้ป่วยโรคไตจำนวนมาก มีเครื่องฟอกไตเทียม 273 เครื่อง เครื่องระบบทำน้ำบริสุทธิ์ให้ผู้ป่วยควบคุมปริมาณการดื่มน้ำได้ดีขึ้นจำนวน 50 เครื่อง มีผู้ป่วยเข้ารับการฟอกไตนับหมื่นคนและผ่าตัดเปลี่ยนไตแล้วราว 400 คน และในปี 2551 นี้ จะเร่งดำเนินการผ่าตัดเปลี่ยนไตให้ครบ 200 คนในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80/84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

                 “ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย เสียค่ารักษาในการฟอกไตครั้งละประมาณ 2,000-3,000 บาท ฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือเดือนละ 8 ครั้ง ทำให้ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถรับภาระการฟอกไตได้ แต่หลังจากจัดตั้งมูลนิธิโรคไตฯ สามารถช่วยผู้ป่วยที่ยากไร้ เสียค่ารักษาฟอกไตถูกลงเพียงครั้งละ 1,000 บาทเท่านั้น บางรายจัดเก็บเพียงแค่ 500 บาท ขณะที่ผู้ป่วยบางรายที่ยากจนมากก็ไม่ต้องจ่ายค่ารักษา ที่ผ่านมาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายฟอกไตของผู้ป่วยทั้งหมดเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท”ศ.เกียรติคุณ นพ.พิสิษฐ์ กล่าว 

                ศ.เกียรติคุณ นพ.พิศิษฐ์ กล่าวว่า  สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใส่พระทัยติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิโรคไตฯ เป็นระยะ เสด็จเป็นประธานการประชุมทุกครั้ง จะทรงเน้นย้ำให้แพทย์และพยาบาลมีเมตตาต่อคนไข้ ดูแลเอาใจใส่ และขอให้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และจะทรงให้กำลังใจกับผู้ปฏิบัติงาน เสด็จเยี่ยมผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีกำลังใจต่อสู้กับโรคร้ายโดยไม่ถึงพระองค์ ตลอดเวลาร่วม 30 ปี ที่ได้ถวายงานรับใช้ ทรงเป็นผู้ละเอียด รอบคอบและตรงต่อเวลา เป็นแบบอย่างให้กับผู้ปฏิบัติงานทุกคน และยังทรงเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน ตนตั้งใจเป็นแพทย์ที่ดี ซื่อสัตย์ สุจริต มีเมตตา และเอาใจใส่ต่อผู้ป่วยอย่างมากที่สุด เพื่อสานต่อพระปณิธานต่อไปจนกว่าไม่สามารถปฏิบัติงานได้

 

0000000000000000000000000000

พระเมตตาต่อผู้พิการ

Posted on 2/1/2008 at 10:19

 พระเมตตาต่อผู้พิการ

 

                      เช้านี้ระหว่างที่จัดรายการพลังชีวิต ทางสถานีวิทยุ อสมท เอฟ.เอ็ม.100.5 ช่วงราว ๆ ตีห้าครึ่ง กำลังคุยถึงข่าววิทยาการในรอบปี 50 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เห็นข่าวโมเดิร์นไนน์ ทีวี ออกประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ โดยพระองค์ได้เสด็จประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 พระอาการทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 น.ของวันนี้ 2 มกราคม 2551 รวมพระชันษา 84 ปี

                     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพหน้าพระฉายาลักษณ์ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง ในวันนี้ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น.

       

              สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระกรุณาธิคุณและพระเมตตาต่อประชาชนชาวไทยนานับประการ เมื่อครั้งไปรายงานข่าวกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นำขาเทียมพระราชทานไปช่วยเหลือผู้พิการที่จังหวัดพังงา มีทั้งผู้พิการจากความเจ็บป่วย โดยเฉพาะการตัดขาเพราะเป็นโรคเบาหวาน บางคนถูกงูกัด แผลติดเชื้อต้องตัดขา ส่่วนวัยหนุ่ม-สาว เป็นผู้พิการจากอุบัติเหตุจราจร นอกจากนั้น บางส่วนบาดเจ็บจากคลื่นสึนามิ

                    ผู้พิการที่ได้รับพระราชทานขาเทียมจากมูลนิธิขาเทียมในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ถึงกับน้ำตาไหลพราก เมื่อกลับมาเดินได้อีกครั้ง คุณป้าท่่านหนึ่งอายุ 65 ปี เป็นชาวสวน พูดคุยกับดิฉันทั้งน้ำตา ว่า ดีใจเหลือเกินที่ได้ขาเทียม ต่อไปจะไหนมาไหนไม่ต้องเป็นภาระกับลูกหลานอีกแล้ว ที่ผ่านมาแค่จะไปซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้างบ้านก็ยากลำบาก เมื่อเดินได้   จะได้ไม่เป็นภาระต่อลูกหลาน  

                    พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์          

                    http://news.mcot.net/social/inside.php?value=bmlkPTM2MDMmbnR5cGU9Y2xpcA

                   พระกรุณาธิคุณ พระเมตตาต่อปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จะประทับอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป

                          

คุณ....ธาตุอะไร

Posted on 18/12/2007 at 10:08

ammorn:::พลังชีวิต

 

คุณ....ธาตุอะไร

                 วันนี้ อยากชวนคุณผู้อ่าน ย้อนกลับไปดูภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยที่ใช้ดูแลสุขภาพกันบ้างค่ะ ดิฉันเคยคุยกับคุณหมอเพ็ญนภา ทรัพยืเจริญ ปรมาจารย์ด้านแพทย์แผนไทย เมื่อหลายปีก่อน ขณะที่ท่านรับตำแหน่ง รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แต่ปัจจุบัน ท่านย้ายไปรับตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศน์ ค่ะ

                 ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญรุดหน้า นำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เรียกว่า “สเต็ม เซลล์” มารักษาโรคร้ายแรง โรคเรื้อรังที่หมดหวังรักษามาวิจัยใช้ในมนุษย์ ซึ่งแน่นอน ค่าใช้จ่ายก็สูงเป็นเงามตามตัว แต่ก็อยากให้คุณผู้อ่าน ย้อนกลับมาดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย เพราะปู่ ย่า ตา ยาย ของเราใช้ดูแลสุขภาพ ซึ่งผู้ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไป ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น" ทั้งนั้นค่ะ

ธาตุเจ้าเรือน คือ อะไร

                 แพทย์แผนไทย มีความเชื่อว่า การถือกำเนิดของมนุษย์ในครรภ์มารดา เกิดจากอิทธิพลของธาตุไฟ จากนั้นจึงเกิดธาตุอื่นตามมาจนครบธาตุทั้ง 4 คือ “ดิน น้ำ ลม และไฟ” ต่อมาจึงเกิดเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จนครบขันธ์ 5

                 เมื่อครรภ์ครบ 5 เดือน แพทย์แผนไทยถือว่า ชีวิตได้เกิดแล้ว และด้วยอิทธิพลธรรมชาติ ได้แก่ ความร้อน ความเย็นของภูมิอากาศตามฤดูกาล ได้ทำให้ธาตุทั้ง 4 ของแต่ละคนแตกต่างกันไปและเริ่มมีอิทธิพลแล้วในครรภ์มารดา ดังพระคัมภีร์ปฐมจินดากล่าวไว้ว่า “เมื่อตั้งครรภ์ในฤดูอันใด ธาตุอันใด ให้เอาธาตุของฤดูนั้นเป็นที่ตั้งแห่งธาตุกำเนิดของกุมาร กุมารี นั้น ๆ” 

          - ผู้ที่เกิดเดือน 5, 6, 7    มีธาตุลมเป็นเจ้าเรือน

          - ผู้ที่เกิดเดือน 8, 9, 10    มีธาตุน้ำเป็นเจ้าเรือน

          - ผู้ที่เกิดเดือน 11, 12, 1   มีธาตุดินเป็นเจ้าเรือน

          - ผู้ที่เกิดเดือน 2, 3, 4     มีธาตุไฟเป็นเจ้าเรือน

           

          ธาตุดินเจ้าเรือน  จะมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ เสียงดังฟังชัด     ข้อกระดูกแข็งแรง กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ล่ำสัน อวัยวะสมบูรณ์

          ธาตุน้ำเจ้าเรือน  จะมีรูปร่างสมบูรณ์ อวัยวะสมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณสดใสเต่งตึง ตาหวาน น้ำในตามาก ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำงาม กินช้า ทำอะไรชักช้า ทนหิว-       ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง มีลูกดกหรือมีความรู้สึกทางเพศดี แต่มักเฉื่อย              และค่อนข้างเกียจคร้าน

          ธาตุไฟเจ้าเรือน  มักขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง ผมหงอกเร็ว             มักหัวล้าน หนังย่น ผม ขนหนวดค่อนข้างนิ่ม ไม่ค่อยอดทน ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม        มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง ความต้องการทางเพศปานกลาง

          ธาตุลมเจ้าเรือน  จะมีผิวหนังหยาบแห้ง รูปร่างโปร่ง ผอม ผมบาง ข้อกระดูกลั่น  เมื่อเคลื่อนไหว ขี้อิจฉา ขี้ขลาด รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนาวไม่ค่อยได้ นอนไม่คอยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ชัด มีลูกไม่ดก คือ "ความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี"

 

อาหารประจำธาตุเจ้าเรือน

         

                      ธาตุดิน ควรรับประทานอาหารรสฝาด หวาน มัน เค็ม ได้แก่ มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง เผือก ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย เกลือ ฯลฯ

         

                      ธาตุน้ำ ควรรับประทานอาหารรสเปรี้ยว รสขม ได้แก่ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ มะระ สะเดา ฯลฯ

         

                       ธาตุลม ควรรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อน ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา ฯลฯ

         

                ธาตุไฟ ควรรับประทานอาหารรสขม เย็น จืด ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง แตงโม บัวบก ขี้เหล็ก ฯลฯ       

   

                         ลอง...กินอาหารตามธาตุเจ้าเรือนดูบ้างนะคะ สุขภาพที่ย่ำแย่จะได้ดีขึ้น ประการสำคัญใครกลัวเป็นโรค...สมองเสื่อม...อัลไซเมอร์ แพทน์แนะว่า ควรกินผักและ    ผลไม้ ให้มาก อย่างน้อยรับประทานให้ครบ 5 สี ใน 1 วัน

                        ผัก ผลไม้ ในบ้านเรามีหลากหลายทุกฤดู ย่างเข้าเดือนอ้าย(เดือน 1) ขอ แนะนำเมนูกุ้งเผา สะเดาลวก หรือ ปลาดุกย่างแกล้มสะเดาน้ำปลาหวาน

                        แล้วจะรู้ว่า อร่อย....จนลืมอิ่ม เป็นยังไง

ที่มาข้อมูล : http://ittm.dtam.moph.go.th/data_all/articles/article02.htm

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2550

ประหาร...ความเครียด

Posted on 13/12/2007 at 07:08

ammorn:::พลังชีวิต

“ประหาร...ความเครียด”


ช่วงนี้มองไปทางไหนเห็นแต่คนหน้านิ่ว คิ้วขมวด
สารพัดสาเหตุ ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม 

หลายคนเจอสภาพ อยู่แบบ “ชักหน้า ไม่ถึงหลัง”
พาลกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะ


 “เครียด... เครียด.... เครียด..... เครียด......”

 

  ผลของความเครียด....
 จิตแพทย์บอกว่า กระทบสมรรถภาพทางเพศมากที่สุด
 ความต้องการเจริญพันธุ์  ลดน้อยถอยลง....(กระทบการสืบทอดเผ่าพันธุ์แน่ๆๆ)
 การสะสมความเครียดไว้ยาวนาน ท่าจะไม่ดี
 รุนแรงที่สุดอาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์......น่าห่วงนะ


“กิติกร มีทรัพย์” นักจิตวิทยาที่เออร์ลี่จากกรมสุขภาพจิตเมื่อหลายปีที่แล้ว
บอกวิธีประหารความเครียดไว้ 10 ข้อ ในหนังสือ “วิธีคลายเครียด” ชมรมเด็ก พิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 44
แม้จะล่วง 6 ปีมาแล้ว เนื้อหายังน่าสนใจ "พลังชีวิต" นำสาระบางส่วนมาฝากค่ะ


1. ถ้าเครียดก็โวยออกมาเลย !!!   อย่าเก็บงำอ้ำอึ้งไว้ แต่ควรเลือก “คน” โวยหน่อยก็แล้วกัน อาจเป็นเพื่อนรัก ญาติสนิทมิตรสหาย เมื่อได้พูดออกไป ความกังวลใจจะทุเลาค่ะ คำเตือน ถ้ามีเรื่องกับสามี กับภรรยา กับหัวหน้างาน อย่า “โวย” กับคนเหล่านี้ ให้อดทน อดกลั้น และเลือกคนรับฟังทีดี เพราะหาก “โวย” ทันที มีผลร้ายมากกว่าผลดี


2. หนีความเครียดชั่วคราว ถ้าเรื่องราวที่ทำให้เครียดมันรุนแรง หนักหนาสาหัส คับขัน จัดการไม่ได้ทันที ให้หนีไปจากสถานการณ์นั้น ๆ ชั่วคราว คือ หลบเพื่อตั้งหลักก่อน เมื่อพร้อมค่อยมาเผด็จศึก


3. หาทางออกสำหรับจัดการความโกรธแค้นด้วยวิธีของตัวเองไว้เสมอ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ ความโกรธทำให้คนเราทำอะไรโง่ ๆ ได้เยอะ ลองคิดเตรียมไว้ก่อนก็ได้ค่ะ เช่น “พรุ่งนี้เถอะ จะโกรธ ไม่พูดด้วย” พอถึงพรุ่งนี้จริง ๆ ดีกรีความโกรธจะลดลงหรือหายโกรธไปแล้ว


4. ช่างหัวมัน หัวเผือก ยกประโยชน์ให้กับจำเลย อย่าใส่ใจกับเรื่องจิ๊บจ๊อย ช่วยลดความเครียดได้เยอะ


5. พยายามช่วยคนอื่นบ้าง ความสุขจากการ “ให้” มีมากกว่าการ “รับ” ลองนึกถึงความสุขจากการจูงมือคนตาบอดเดินข้ามถนน มันปลื้มปิติอย่างบอกไม่ถูก  ลองไปเป็นอาสาสมัครช่วยงานมูลนิธิ งานสมาคมเพื่อการกุศล(จริงๆ)บ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่า เรามีคุณค่า คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีประโยชน์ ช่วยเหลือคนอื่นได้ ไม่ค่อยเครียดค่ะ


6. เลือกทำดีทีละอย่าง แน่นอน การทำดีมันยากกว่าทำเลว แต่ลองทำดีสักเรื่องก่อนเถอะ อาจเริ่มจากตัวเราเองก่อน เช่น ไม่กินมากจนอ้วน (เป็นการทำดีตรงไหน – ไม่อ้วนก็ลดโรคเบาหวาน ความดันสูง ช่วยชาติประหยัด ไม่ต้องสั่งซื้อยาความดัน เบาหวาน....คิดได้ไงเนี่ย)

 


7. ไม่มีใครทำได้ทุกอย่าง งานทุกอย่างที่ “ฮุบ” มาไว้ที่ตัวเองหมด เพื่อโชว์ผลงานให้เข้าตาเจ้านาย เลิกซะเถอะ เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความเครียด โรคปวดหัว ไมเกรนถามหา คนเครียดมักคิดว่า ตัวเองต้องทำได้ทุกอย่าง และต้องทำแบบ “เพอร์เฟค” สมบูรณ์แบบด้วย ลดความคิดแบบนี้ลงซะบ้าง หัดเชื่อใจคนอื่น เชื่อใจว่า เขามีความสามารถทำได้ เมื่อปล่อยวางได้คุณจะสัมผัสกับความสุข สงบ


8. อย่าติ ตำหนิ อย่างเดียว มนุษย์เราย่อมมีดีบ้าง อย่ามองแต่ข้อเสีย ข้อด้อยเพียงอย่างเดียว มองหลายมุม มองให้เห็นความพิเศษของคนคนนั้น เชื่อว่า ต้องมีดีสักอย่าง


9. ลดการแข่งขัน  บรรยากาศการแข่งขันก่อให้เกิดความเครียด ความคิดที่ว่า เราต้องเป็นหนึ่ง เป็นสองรองใครไม่ได้  เราต้องชนะ ต้องยอดเยี่ยม ต้องได้รับคำชมอย่างเดียว จะยิ่งก่อให้เกิดความเครียด ความจริง “ชีวิต”  มีหลายแง่มุมให้ค้นหา แม้แต่เหรียญยังมีสองด้าน ลองผิดหวังบ้าง จะได้รู้ว่า ความสมหวังเป็นยังไง “ถ้าไม่อกหัก คงไม่รู้รักแท้คืออะไร”  (จำมาจากเวทีหมอลำ) ลองดูนะคะ


10. ทำตัวสบาย ๆ ไม่สุดโต่ง  ไม่ “เว่อร์” หรือ “เฉื่อย” เกินไป ชีวิตจะสุข ไม่เครียด                                                        ให้เดิน “สายกลาง” พอใจ พอเพียง ตามอัตถภาพ

“คนที่กำลังโกรธ
จิตใจและร่างกาย
มักเต็มไปด้วยยาพิษ”

                   ขงจื้อ

คุณผู้อ่าน มีวิธีประหารความเครียดแบบไหนกันบ้าง
อย่าลืม บอกกล่าวกันบ้างนะคะ
           

บอกตามตรง  บางเรื่อง...

พูดนะง่าย   แต่ลงมือทำ   

ยากจริง ๆ ๆ 

ช่วงสุดท้ายของชีวิต ...???

Posted on 10/12/2007 at 06:53

ammorn:::พลังชีวิต

 

ช่วงสุดท้ายของชีวิต.....????

 

                        ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้รับข่าวญาติผู้ใหญ่ทั้งของตัวเอง และเพื่อนร่วมงานที่สำนักข่าวไทยเสียชีวิต หลายคนเล่าให้ฟังว่า ช่วงสุดท้ายของชีวิตของญาติผู้ใหญ่ ก่อนที่ท่านจะจากไปนั้น บางท่านกระฉับกระเฉงขึ้น พุดคุย ซักถามถึงคนโน้น คนนี้ อารมณ์ดี ไม่มีวี่แววว่า จะจากไป.....สุดท้าย ได้รับคำถามว่า อาการช่วงสุดท้ายของชึวิต พอจะมีอะไรเป็นสัญญาณบอกว่า ร่างกายไม่ทำงาน เข้าสู่กระบวนการตาย เพื่อลูกหลานจะได้ทำใจบ้างหรือไม่

                         **********************************************************************************************

"เห็นกันอยู่เมื่อเช้า            สายตาย

สายอยู่สุขสบาย              บ่ายม้วย

บ่ายรื่นชื่นรวยราย           เย็นดับ ชีพแฮ

เย็นเล่นกับลูกด้วย          ค่ำม้วยอาสัญ"

                                                (บทกวีนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)                                       

                   โรคที่ถูกวินิจฉัยว่า "ร้ายแรง รักษาไม่หาย มีแต่จะทรุดลงถึงแก่ความตาย" นั้น  มีแนวคิดใหม่ในการดูแลคือ เน้นที่การดูแลรักษาคน มากกว่า ดูแลรักษาโรค เน้นส่งเสริม คุณภาพที่เหลืออยู่จำกัดของผู้ป่วย มากกว่าเน้นการกำจัดโรคให้หมดไป   ได้มีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ จนกระทั่ง ตายอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

                   งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดี กำหนดจัดบรรยายความรู้เพื่อประชาชนเกี่ยวกับ "การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายทั้งร่างกายและจิตใจ" ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ เวลา 09.00-12.00 น.ที่ห้องประชุมอรรถสิทธิ์เวชชาชีวะ ชั้น 5 ผู้สนใจสำรองที่นั่งเข้าฟังการบรรยายที่คุณสุนันทา คำพอ โทร 0-2201-1091-3 หรือ โทร 0-2201-2126 เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชน นอกจากนั้น ทางโรงพยาบาลรามาธิบดี ยังมี VCD ให้ความรู้ด้านสุขภาพ สอบถามได้ที่โทร. 0-2201-2256 ค่ะ

********************************************************************************************

                ศ.พญ.สายพิณ หัตถีรัตน์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ชุมชน  โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลไว้ว่า อาการช่วงสุดท้ายของชีวิต เป็นสัญญาณบ่งบอก ว่า ร่างกายไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยเกิดเป็นระยะเวลาสั้น- ยาว ไม่เท่ากันในผู้ป่วยแต่ละราย อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป เช่น

             สำหรับอาการช่วงสุดท้ายของชีวิต (Last hours of life) ผ

            1. อ่อนเพลีย ง่วงซึม สติสัมปชัญญะลดลง เมื่อร่างกายผลิตพลังงานได้น้อยลง

            2. มือเท้าเย็น ผิวเป็นจ้ำ การไหลเวียนของเลือดลดลง ส่งผลให้ชีพเต้นเร็ว ความดันเลือดตก ปลายมือ ปลายเท้าเย็น เขียวซีด ผิวเป็นจ้ำๆ

           3. มีปัสสาวะออกน้อยลง สีเข้มขึ้น เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไตลดลง การหายใจผิดปกติ เป็นการหายใจตื้น ๆ หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ หรือหายใจเร็วกระชั้น เนื่องจากภาวะควาเมป็นกรดด่างในเลือดผิดปกติ การใส่ท่อช่วยหายใจหรือสายคาจมูกเพื่อให้ออกซิเจนจึงไม่มีประโยชน์ เพราะผู้ป่วยไม่ขาดอากาศแต่มีภาวะเลือดเป็นพิษ ภายหลังอวัยวะต่าง ๆ เสื่อมสภาพ

            4. กระสับกระส่าย สับสนวุ่นวาย ประสาทหลอน เนื่องจากเลือดเป็นพิษ สารเคมีในเลือดเปลี่ยนแปลง

            5. การดื่มลดลง กลืนลำบาก น้ำลายสอ เสียงเสลดในลำคอมากขึ้น เนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติเริ่มเรรวน อาการไม่อยากกินเป็นอาการแสดงอย่างหนึ่งของกระบวนการตาย ไม่ใช่สาเหตุจากผู้ป่วยดื้อไม่ยอมกินหรือญาติดูแลไม่ดี ยิ่งบังคับให้กินก็ยิ่งรู้สึกผิดทั้งสองฝ่าย ดังนั้นญาติควรให้อาหารในปริมาณเท่าที่ผู้ป่วยอยากกินและกินได้

แน่นอน ทุกคนต้องตาย

แต่เชื่อว่า ไม่มีใครต้องการตายอย่างทุกข์ทรมาน 

ขออวยพรให้สุขภาพแข็งแรง มีพลังชีวิต ค่ะ

และได้รับพรและลาภอันประเสริฐ คือ ความไม่มีโรค 

(อัพเดท 12 ธ.ค.50 พี่ ๆ ที่มีลูกบอกว่า ทำใจไม่ได้ที่มีภาพเด็กปิดท้าย รู้สึกทำร้ายจิตใจ

ชวนให้นึกถึงวาระสุดท้ายของชีวิต 

....จึงขอตัดภาพเด็กออกนะคะ)

                 

 

ธันวาคม...ใคร..อะไร..ที่ไหน

Posted on 6/12/2007 at 06:31

ammorn:พลังชีวิต

 

 

              เผลอแป๊บเดียว  วันเวลาล่วงมาถึงเดือน ธันวาคม เดือนสุดท้ายของปี 2550 แล้วค่ะ แต่มีความรู้สึกเหมือนกับว่า เพิ่งได้ฉลองปีใหม่ไปหมาด ๆ ดูสมุดบันทึกหรือไดอารีที่จดบันทึกเรืื่องราวต่าง ๆ พบว่า ใช้ไปไม่ถึงครึ่งเล่ม แต่อีกไม่นานคงต้องใช้เล่มใหม่แล้วค่ะ  (ไม่ได้บันทึกทุกวันนั่นเอง)

              เดือนธันวาคม มีกิจกรรม งานสัมมนาด้านสุขภาพหลายงานด้วยกันค่ะ รายการพลังชีวิต ซึ่งพบกับคุณผู้ฟังทุกวันเวลา ตีห้าถึงหกโมงเช้าทางคลื่นวิทยุ อสมท 100.5 นำกำหนดการที่น่าสนใจมาแจ้งคุณผู้ฟังเป็นระยะ ๆ ค่ะ  ส่วนคุณผู้อ่านทาง blog ก็จะขยันอัพเดทข่าวให้ติดตามกันค่ะ

             เริ่มกันที่งาน "สานสัมพันธ์ ครั้งที่ 15" ของสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมร่วมคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดในวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม เวลา 08.00 -12.00 น.ที่ห้องประชุมอารี วัลยะเสวี อาคาร 1 โรงพยาบาลรามาธิบดี ดร.ชนิดา ปโชติการ บรรยายเรื่อง อาหารชูสมองสำรองที่นั่งฟรี โทร 0-2201-1713  หรือ 086-990-4207 

             วันที่ 20 ธันวาคม เวลา 08.30 - 12.00 น.งานป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดบรรยายเพื่อประชาชนเรื่อง ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยจิตวิญญาณ วิทยากรคือ ผศ.พญ.สายพิณ หัตถีรัตน์และอาจารย์สุเนตร นุชจะโป๊ะ สำรองที่โทร. 0-2201-1091-3 

            ส่วนการสั่งซื้อวีซีดีความรู้เรื่องสุขภาพ เช่น โรคอ้วนที่ต้องผ่าตัด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  โทรสั่งซื้อได้ที่ 0-2201-2256 ค่ะ  

ยอม........อ้วน-เตี้ย

Posted on 5/12/2007 at 14:18

ammorn:พลังชีวิต

อสมท 100.5 ตีห้าถึงหกโมงเช้า

ยอม อ้วน -  เตี้ย            

         เมื่อวันอังคารมีโอกาสไปสัมภาษณ์รองเลขาธิการ อย. คือ             ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว ซึ่งกำกับดูแลงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านยา หลังจากมีข่าวว่า เด็กอายุ 4 ขวบที่จังหวัดนครสวรรค์ กินยาเจริญอาหาร ยี่ห้อที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า “ยา 42” เด็กคนนี้กินยาต่อเนื่องกัน 2 ปี ช่วงแรกก็ตัวใหญ่ สูงกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ต่อมาพบว่า เด็กคนนี้กลาย “เป็นหนุ่มก่อนวัย” ค่ะ

            อายุแค่ 4 ขวบแต่มีความสูงเท่ากับเด็กอายุ 8 ขวบ รูปร่างอ้วน เสียงแตกห้าว หน้าเต็มไปด้วยสิว พฤติกรรมก้าวร้าว อารมณ์รุนแรง มีขนขึ้นที่หัวหน่าว ที่สำคัญขนาดองคชาติเท่ากับผู้ใหญ่คือ 10 เซนติเมตร พ่อแม่เห็นความผิดปกติ จึงนำมารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2550

            ภญ.วีรวรรณ บอกว่า ยา 42 ที่ชาวบ้านเรียก นั้น จากการตรวจสอบฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนยากับ อย. (ข้อมูลเก่าจริง ๆ ค่ะเห็นได้กระดาษในแฟ้มเหลืองแล้ว เป็นเอกสารที่เก็บมาตั้งแต่ปี 2536 )  เป็นยาชื่อ “อนาโปรมีน ไซรับ” ชื่อภาษาอังกฤษ Anapromine Syrup  เลขทะเบียนตำรับยาที่ 2A 2/36 ผลิตโดย บริษัท สี่สิบสอง แลบอราทอรีส์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สยามเมดิแคร์ จำกัด  ยาอนาโปรมีน ไซรับ เป็นยาสูตรผสมระหว่างยาไซโปรเฮปตาดีน (Cyproheptadine) และยามีแทนไดโนน (Methandienone) ซึ่งเป็นกลุ่มยาอนาโบลิก สเตียรอยด์ (anabolic steroid) 

              ยาตัวนี้ มีสรรพคุณสำหรับผู้ที่เบื่ออาหาร ช่วยกระตุ้นให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น ใช้รับประทานเฉพาะในผู้ใหญ่และห้ามใช้ในเด็ก  เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องจำหน่ายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น เดิมยาสูตรผสมนี้เคยมีการใช้ในเด็กแต่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2532 เนื่องจากพบว่า อาจก่อให้เกิดความผิดปกติต่อการเจริญเติบโตของเด็ก เช่น อวัยวะเพศเจริญผิดปกติ มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ ที่ไม่เหมาะสมกับวัย  เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะเตี้ยกว่าคนปกติ เนื่องจากกระดูกมีการพัฒนาเกินกว่าวัย ที่แท้จริงในช่วงเด็ก 

             อย.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่วนกลางออกตรวจสอบ และมีหนังสือถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ขอให้เข้มงวดตรวจสอบร้านขายยา ไม่ให้จำหน่ายยาดังกล่าวโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ และขอความร่วมมือให้บริษัทผู้ผลิตยา แก้ไขคำเตือนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน 

000000000000000000000000000000000000

000000000000000000000000000000000000

              วันเดียวกันในช่วงบ่าย ศ.นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา กุมารแพทย์ หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ให้ข้อมูลผู้ป่วยเด็กรายนี้ เพื่อให้ความรู้กับประชาชน  ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันกับเด็กคนอื่น ๆ อีก เพราะเด็กที่รับประทานยาชนิดนี้แม้จะดูเหมือนทำให้เด็กเติบโตเร็วและสูงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงแรก แต่ในที่สุดเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะเตี้ยกว่าคนปกติ คือ สูงไม่เกิน 147 เซนติเมตร จะแก้ไขอะไรก็ไม่ได้  สิ่งที่อยากให้ทาง อย.ดำเนินการ คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะพิจารณาให้ผลิตยาดังกล่าวในรูปของยาเม็ดแทนที่จะผลิตในรูปยาน้ำเชื่อมเหมือนในปัจจุบัน เพราะดูเหมือนจงใจจะให้เด็กรับประทาน และเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะต้องทำข้อบ่งชี้ให้ชัดเจนว่าเป็นยาสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดความเข้าใจผิด

             คุณหมอพัฒน์ สันนิษฐาน ว่า ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่กินยาชนิดนี้แต่ไม่ได้มาพบแพทย์ ซึ่งพ่อแม่อาจจะภูมิใจที่ลูกตัวโต และอวัยวะเพศโต เด็กจะได้ไม่เป็นปมด้อย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา คุณหมอบอกว่า ในผู้ใหญ่ การรับประทานยาช่วยเจริญอาหารตำรับนี้ ไม่มีผลต่อการเพิ่มขนาดอวัยวะเพศชายแต่อย่างใด

             ข่าวนี้ ได้รับความสนใจจากสุภาพบุรุษมาก ต่างเข้ามาสอบถามถึง สรรพคุณยาตัวนี้ เมื่อได้คำตอบ ...... ต่างแสดงความผิดหวังไปตาม ๆ กันค่ะ  

แต่แทบทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หากย้อนเวลาได้

ยอม...อ้วน-เตี้ย

           

 

 

เครียด...จากการเมือง

Posted on 29/11/2007 at 07:26

ammornพลังชีวิต

 

หลายท่านเฝ้าติดตามกระแสข่าวการเมืองอย่างใจจดใจจ่อ

ไม่ว่าพรรคไหนปราศรัยหาเสียง ต้องเป็นขาประจำ

กรมสุขภาพจิต เตือนระวังกลุ่มอาการใหม่ ที่เรียกว่า PSS

Political Stress Syndrome

 

                        

                                          

                                                          หรือ กลุ่มอาการเครียดจากการเมือง ค่ะ

กลุ่มอาการ PSS น่าเป็นห่วงในกลุ่มผู้สนับสนุน

ผู้ติดตาม เกรงจะเครียดจนเกินเหตุ

ส่วนผู้สมัคร ส.ส.หรือบรรดานักการเมืองอาชีพ

จิตแพทย์ ไม่ค่อยห่วงเพราะมีภูมิต้านทานทางจิตอยู่แล้ว

****************************************

******************************************

อาการทางกายที่พอสังเกตได้คือ

-           ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้อ ตึงบริเวณขมับ ต้นคอหรือตามแขนขา

-           นอนไม่หลับ หลับแล้วตื่นกลางดึกหรือหลับ ๆ ตื่น ๆ

-           ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

-            แน่นท้อง ปวดท้อง ท้องอืด

-          ชาตามร่างกาย

อาการทางใจ

-    วิตกกังวล ครุ่นคิดตลอดเวลา

-    หงุดหงิดง่าย โกรธ ฉุกเฉียว ก้าวร้าว

-   เบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง

-   สมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่าน หมกมุ่น

ปัญหาสัมพันธภาพกับผู้อื่น

-    ทะเลาะ โต้เถียง ใช้กำลัง

-   เถียงเอาชนะทางความคิดเกี่ยวกับการเมือง

หากมีอาการทั้ง 3 กลุ่มนี้ คำแนะนำคือ

หันเหความสนใจไปเรื่องอื่น

ให้ความสำคัญกับข่าวอื่น ๆ บ้าง

อย่าเกาะติดการเมืองอย่างเดียว

ออกกำลังกาย พักผ่อน นอนให้พอ

หากมีอาการนานเกินกว่า 7 วันควรปรึกษาจิตแพทย์

กรมสุขภาพจิตมีสายด่วนโทร 1323

บริการคำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ 

คุณหมอทิ้งท้ายบอกว่า เรื่องการเมือง ความเชื่อทางศาสนา

คู่รัก สามีภรรยา ไม่ควรถกเถียงกันเรื่องนี้ค่ะ

 

อ้วน...จากนอนไม่พอ

Posted on 26/11/2007 at 13:51
ammorn:::พลังชีวิต

ไม่น่าเชื่อว่า การนอนหลับไม่เพียงพอ

จะส่งผลเสียต่อสุขภาพหลายด้าน

ทั้งหน้าตาซีดเซียว เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ หงุดหงิด เครียด รวมทั้ง โรคอ้วน

มีผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยของรัฐบาลอเมริกัน เผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้

วิทยุเสียงอเมริกา ภาคภาษาไทย รายงานว่า นักวิจัยพบว่าการนอนหลับไม่พอเพียง

จะเป็นผลเสียต่อการเปลี่ยนแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน เป็นเนื้อหนังของร่างกาย

ส่งผลต่อการออกกำลังกายและนิสัยในการรับประทาน

โดยเฉพาะเด็กอายุ 9-12 ขวบ และทำให้เด็กเหล่านั้นกลายเป็นโรคอ้วน

ลองย้อนมาดูลูก หลาน เราสักนิดนะคะ

คนที่อ้วน เป็นเพราะนอนไม่พอ นอนดึกเกินไปหรือเปล่า

งานวิจัยไม่ได้บอกว่า วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน ที่อ้วนเอ๊า...อ้วนเอา

เกิดจากการนอนไม่พอ หรือนอนมากไป

เครียดกับงาน...????

Posted on 21/11/2007 at 14:19

ammorn:::พลังชีวิต

เชื่อว่าหลายท่านคงเคย       จากการทำงาน

แต่หลายคนเถียง ไม่ได้เครียดกับงานซักหน่อย แต่  กับเพื่อนร่วมงาน

หรือบรรยากาศการทำงานมากกว่า จะยังไงก็ตาม

รายการพลังชีวิต เอฟ.เอ็ม.100.5 ตีห้าถึงหกโมงเช้า

22 พฤศจิกายนนี้ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์

มีเคล็ดลับการรับมือกับ       มาฝาก

ติดตามฟังให้ได้นะคะ       

  

คลิปเสียงรายการพลังชีวิต เรื่อง "เครียดกับงาน"

อำมร  

 

เพื่อแผ่นดิน...ศูนย์ความสุขชุมชน

Posted on 20/11/2007 at 20:02

ammorn:พลังชีวิต

ศูนย์ความสุขชุมชน   :   พรรคเพื่อแผ่นดิน

หมอ 19 บาท พฤติชัย ดำรงรัตน์

 วันนี้ 20 พ.ย.50

รายการพลังชีวิตได้คุยกับหมอ 19 บาท นพ.พฤติชัย ดำรงรัตน์

เราเองเคยเห็นคุณหมอ 19 บาทตั้งแต่สมัย เจ๊หน่อย..... คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสวมเสื้อพรรคไทยรักไทย

ช่วงนั้น หมอพฤติชัยเป็นโฆษกกระทรวงสาธารณสุขฝ่ายการเมือง

เลือกตั้งครั้งนี้......

หมอ 19 บาท สวมเสื้อพรรคเพื่อแผ่นดิน คั่วตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคและประธานภาค กทม.

มาฟังนโยบายด้านสาธารณสุข คุณภาพชีวิตของพรรคนี้กันบ้าง

พรรคเพื่อแผ่นดินขออาสาดูแลพี่น้องประชาชนทุกช่วงวัย

ตั้งแต่ตั้งครรภ์ วัยทารก วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ ยันถึงเชิงตะกอน

ให้ทุกคน "กินเป็น อยู่เป็น" ไม่ใช่ กินดี อยู่ดี

นโยบายสวัสดิการสุขภาพจะเร่งพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 47 ล้านคน

ระบบประกันสังคมอีก 8 ล้านคน ให้มีการบริหารจัดการที่ดี

คนรับบริการมีความสุข มีเวลาคุยกับหมอนาน ๆๆๆ 

คนให้บริการทั้ง แพทย์ พยาบาล หมอฟัน ทุกอาชีพ ได้รับค่าตอบแทนเหมาะสม

อาสาพัฒนาสายด่วน...สาธารณสุขฉุกเฉิน โทรเบอร์เดียวทั่วประเทศ

มีรถฉุกเฉินพร้อมเครื่องมือปฐมพยาบาลถึงทีเกิดเหตุโดยเร็ว

เซฟชีวิตในช่วงเวลาทอง....หลอดเลือดสมองแตกตีบตัน ต้องถึงมือหมอใน 30 นาที

ลดอัมพาต พิการ ได้รับการดูแลทันท่วงที....โรคนี้คนเมืองเป็นกันเยอะ  

ที่สะดุดใจคือนโยบายมี "ศูนย์ความสุขชุมชน" ทั่วประเทศ

เป็นแหล่งให้คนสูงวัยได้ทำกิจกรรม มีสันทนาการ มีพยาบาลหรือหมอมาดูแล

ไม่ใช่แก่แล้วนั่งเหงาอยู่บ้าน รอลูกหลาน

 รองรับประชากรไทยที่จะมี "คนสูงวัย" เพิ่มขึ้น

บางส่วนไม่มีลูกหลานดูแล เพราะชื่นชอบชีวิตโสด

บางคนชีวิตทุ่มให้กับงานจนไม่มีเวลามองหาใครสักคน

......ติดตามนโยบายของพรรคเพื่อแผ่นดินอย่างละเอียดได้ในรายการพลังชีวิต

หน้า mcot radio  

หรือ Click ที่นี่ พรรคเพื่อแผ่นดิน...กับศูนย์ความสุขชุมชน เพื่อฟัง Clip รายการ

 เอ....กำลังก้าวสู่กลุ่มสูงวัยหรือเปล่าไม่รู้

จึงสนใจศูนย์ความสุขชุมชน 

 

แพทยสภา จัดเวทีให้พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายด้านสุขภาพมีพรรคการเมืองที่ตอบรับ 4 พรรค
คือ ประชาธิปัตย์ พลังประชาชนชาติไทยและเพื่อแผ่นดิน โดยเรียงลำดับการนำเสนอนโยบายดังนี้

1.นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
2.นพ.วินัย วิริยะกิจจา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย
3.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน
4.นพ.พฤติชัย ดำรงรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

 

นโยบายสุขภาพ-ชาติไทย
นโยบายสุขภาพ-ประชาธิปัตย์
นโยบายสุขภาพ-พลังประชาชน
นโยบายสุขภาพ-พลังแผ่นดิน

ลอยกระทงปลอดเหล้า

Posted on 19/11/2007 at 16:08

 

 

 เช้าวันนี้ น้อง ๆ 5 สถาบันการศึกษา คือ ม.ธรรมศาสตร่ ม.รังสิต ม.รามคำแหง ม.ราชภัฏพระนครและ ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี แถลงข่าว ชวนลอยกระทงปลอดเหล้า ในวันเพ็ญเดือนสิบสอง  ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 24 พ.ย.ขอเชิญชวนร่วมกันลอยกระทงเพื่อสุขภาพดีด้วยนะคะ 

ชวนผู้อ่านทุกท่าน ลอยกระทงปลอดเหล้า และลอยเคราะห์ ลอยความเจ็บป่วยลงแม่พระคงคาค่ะ มีข้อมูลจากกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อปี 49 ค่ะ ร้อยละ 20 ของเยาวชนแลองลอยกระทงด้วยน้ำเมา นำไปสู่ปัญหามั่วสุม ทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุจราจร เฉพาะ ม.ธรรมศาสตร์มีนิสิต 27 คนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เพราะเมา.....ฟังแล้วก็เศร้า

ขอให้ลอยกระทงปีนี้ ทุกท่านมีความสุขนะคะ

อำมร

นโยบายสุขภาพพรรคการเมือง

Posted on 18/11/2007 at 18:03

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ส.ส.23 ธันวาคมนี้ รายการพลังชีวิต จะทยอยสัมภาษณ์ นโยบายด้านสาธารณสุข สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เสนอตัวมารับใช้ประชาชน นำเสนอให้ทราบอย่างต่อเนื่องค่ะ โดยเน้นพรรคที่ส่ง ส.ส.ระบบเขตครบทุกเขต

ประเดิมวันแรก 20 พฤศจิกายนนี้ พรรคเพื่อแผ่นดินส่งตัวแทนคือ นพ.พฤติชัย ดำรงรัตน์ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาค กทม.มาชี้แจงนโยบาย ติดตามรับฟังได้ทางสถานีวิทยุ อสมท เอฟ.เอ็ม.100.5 เวลา 05.00-06.00 น.

ฝากคำถามไว้ได้ใน M blog หรือ อีเมล์ ammorn@mcot.net

ช่วงนี้อากาศหนาว ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

อำมร  บรรจง

แจ้งข่าว-สัมมนาสุขภาพ

Posted on 18/11/2007 at 07:38

              ความคืบหน้างาน "รวมพลังสร้างสุขภาพเพื่อพ่อ" ของกระทรวงสาธารณสุข จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 พฤศจิกายนนี้ เวลา 10.00-19.00 น.เชิญชวนร่วมกิจกรรมตรวจสุขภาพ เอ็กซเรย์ปอด วัดความดัน ตรวจมะเร็งเต้านม ทำฟัน รับปรึกษาปัญหาสุขภาพกาย-ใจ ตรวจความเข้มข้นของเลือด ถ้าตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน คุณหมอบอกว่่าต้องจ่าย 2,000 บาท แต่ภายในงานรับบริการฟรี  มีรถรับส่งด้านหน้าโรงพยาบาลศรีธัญญาและสถาบันบำราศนราดูร ฟรี

 

“ฆาตกรต่อเนื่อง”

Posted on 16/11/2007 at 14:16

  “ฆาตกรต่อเนื่อง” 

                    ข่าว รปภ.โรงพยาบาลแห่งหนึ่งตระเวนทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพถึง 18 ครั้งในรอบกว่า 1 ปี มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บสาหัส 8 ราย ก่อเหตุรุนแรงโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่มีเรื่องโกรธแค้นส่วนตัว เพียงแต่ทนไม่ได้ที่เห็นเพื่อนร่วมอาชีพ “หลับยาม” ผู้ก่อเหตุลักษณะนี้ถือเป็น “ฆาตรกรต่อเนื่อง” หรือไม่

                จิตแพทย์กรมสุขภาพจิต นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ระบุว่า ฆาตกรต่อเนื่องที่ตำรวจจับได้ในต่างประเทศ มักเป็นคนเก็บตัว เงียบขรึม สร้างภาพว่า เป็นคนไม่นิยมความรุนแรง เป็นคนเงียบ ๆ ติ๋ม ๆ สุภาพ อ่อนโยน แทบไม่มีใครเชื่อว่า จะก่อเหตุรุนแรงได้

                 คุณหมอบอกว่า ผู้ที่ก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่อง จะมีความสุขจากการ “ลุ้น” ว่า จะมีใครจับได้หรือเปล่า เป็นแรงผลักดันนำไปสู่การก่อเหตุซ้ำ ๆ เมื่อศึกษาภูมิหลังในวัยเด็ก  คนกลุ่มนี้มักเป็นผู้ถูกกระทำรุนแรง ถูกล่วงเกินทางเพศในวัยเด็ก เติบดตมาด้วยจิตใจที่ถูกบ่มเพาะด้วยความรุนแรง ที่น่าดีใจคือ สังคมไทยเป็นครอบครัวใหญ่ ใครทำอะไร สมาชิกในครัวเรือนจะรับรู้ จึงไม่เอื้อในการก่อเหตุฆาตรกรรมต่อเนื่อง

                    สามารถรับฟังการสัมภาษณ์ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ได้ในรายการพลังชีวิตย้อนหลังที่ www.mcot.net      หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผู้จัดรายการได้ที่ ammorn@mcot.net ค่ะ


อำมร บรรจง

ทักทายกันก่อน

Posted on 4/11/2007 at 14:36

สวัสดีค่ะ

เป็นครั้งแรกที่ได้มี blog เป็นของตัวเอง เชื่อว่า จะเป็นช่องทางในการติดต่อกับผู้ฟังรายการ "พลังชีวิต" ได้อย่างกว้างขวางขึ้นค่ะ จากเดิมหลายท่านต่อว่า ติดต่อผู้จัดได้ยาก

มีภาพน้องคนสวยใน blog ไม่ต้องแปลกใจนะคะ  ถ่ายภาพคู่กับน้องต่าย-ศรีสุดา  วันที่ไปรายงานข่าวพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราชค่ะอย่าลืม พบกันช่วงตีห้าถึงหกโมงเช้า ทาง อสมท เอฟ.เอ็ม.100.5 ค่ะ

มีคำถาม ติ-ชม รายการ ส่งจดหมายคุยกันได้ทางอีเมล์ ammorn@mcot.net หรือฝากข้อความไว้ใน blog ค่ะ

รักทุกคน

อำมร บรรจง


Links

- Home
- My Profile
- Archives
MCOT Public Company Limited. All rights Reserved.2004
Contact Us Tel:02-201-6000 webmaster@mcot.net Tel: 02-201-6145
Powered by Computer Department of MCOT.