"ทุนนิยม" ทำร้ายวงการบันเทิง

Posted on Monday 4 February 2008 at 10:20

 

"ทุนนิยม" ทำร้ายวงการบันเทิง


สวัสดีครับ  ผมกลับมาอีกครั้งกับ BLOG เรื่องใหม่ หลังจากหายไปนาน...น.น.น.  ที่พาดหัวไว้ว่า  "ทุนนิยม" ทำร้ายวงการบันเทิง  ความจริง...ตั้งใจจะเขียนเรื่องใหม่ตั้งหลายวันแล้ว  แต่เรื่องมันยัง
ไม่โดนเลยไม่เขียนดีกว่า กลัวคุณผิดหวัง  เพราะมันอาจจะไร้สาระเกินไป แต่เรื่องนี้ผมคิดว่าเอามาเล่าก็น่าจะสนุก เลยหยิบมาพูดให้ฟัง

เข้าเรื่องนะครับ ที่หยิบเอาเรื่อง "ทุนนิยม" มาพูดก็เพราะระยะสาม สี่ ปีมานี้ วงการบันเทิงบ้านเราถูกทุนนิยมครอบงำอย่างรุนแรง  และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น  ออกตัวก่อนเลยนะครับว่าสิ่งที่เขียนมันเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งคุณอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว

เริ่มจากเรื่องใกล้ๆ ตัวของผมก่อน นั่นก็คือ รายการข่าวบันเทิงทางโทรทัศน์ เจ้าของรายการมี 2 แบบ คือ สถานีผลิตเอง และผู้จัดที่ได้เวลาดำเนินการ  รู้ไหมครับทุนนิยมเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับข่าวบันเทิงทางโทรทัศน์  มีการทุ่มเงินนับสิบล้านต่อปีเพื่อให้มีการ TIE-IN สินค้าในรายการ

การ TIE-IN ก็คือ แอบโฆษณาแฝงในเนื้อรายการ เช่น ให้ดาราพูดถึงสินค้าแบบเนียนๆ หรือว่ามีการนำสินค้าไปวางตามกิจกรรมต่างๆ


ทำไมสินค้าชอบให้มีการ TIE-IN ก็เพราะจะได้มั่นใจว่าผู้ชมจะเห็นสินค้า และเข้าใจรายละเอียดผลิตภัณฑ์มากขึ้น เนื่องจากผู้ชมอาจจะกดรีโมทเปลี่ยนช่องเมื่อเข้าช่วงโฆษณา  ที่สำคัญการให้ดาราหรือพิธีกรพูดถึงสินค้าเป็นการยัดเยียดเนื้อหาสินค้าให้ผู้ชมรู้แบบไม่ตั้งตัวนั่นเอง  เช่น ดาราบอกว่าเป็นคนหน้ามัน ดังนั้นต้องใช้แป้งยี่ห้อนี้ที่มีส่วนผสมของ OIL-FREE หรือ พระเอกคนนี้ชอบเล่นกีฬามาก ดังนั้นต้องดื่มน้ำยี่ห้อนี่ถึงจะช่วยการเสียเหงื่อได้  อยากรู้เหมือนกันดู  TIE-IN ซึ่งเป็นการขายของในเนื้อรายการแล้วคุณหลงเชื่อแล้วไปสนับสนุนสินค้ากันไหม

กลยุทธ์ TIE-IN นิยมมากในยุคนี้  หาดูได้ตามรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการข่าวบันเทิงที่หวังรายได้เป็นหลัก  แต่ลืมว่ากำลังละเมิดสิทธิของผู้ชมอยู่ ผมว่าน่าละอายนะครับ

ตามระเบียบการโฆษณาทางโทรทัศน์ เป็นที่รู้กันว่า 1 ชั่วโมง มีโฆษณาได้ 10 นาที  แต่บางรายการนอกจากจะโฆษณาเต็มพื้นที่แล้ว ยังเอาเวลาในเนื้อรายการมาขายของอีก แบบนี้คุณว่ามันเอาเปรียบผู้ชมอย่างเราๆ ไหมครับ 

สำหรับทีมข่างบันเทิง สำนักข่าวไทยของผม  รายการไนน์เอ็นเตอร์เทน  เราไม่ชอบการ TIE-IN และไม่สนับสนุน  แต่ก็มีข้อจำกัดอีกมากมายที่บีนคั้น กดดัน ให้เราต้องทำในสิ่งที่เรารู้ว่ามันไม่ควรทำ แต่ยืนยันว่าในแต่ละเดือนเรามี TIE-IN เพียง 1 - 2 ครั้งเท่านั้น ให้อภัยได้ไหมครับ

ความน่ากลัวของทุนนิยมๆไม่ได้มีเฉพาะเรื่อง TIE-IN เท่านั้น ยังมีการซื้อเวลาแบบจริงจังในเนื้อรายการเพื่อขายของหรือสร้างภาพลักษณ์ต่างๆ อันนี้เรียกว่า ขายกันแบบหน้าด้านๆ คือเอาเวลาที่ควรจะเป็นเนื้อรายการยกให้สินค้า 1 - 2 นาที   เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง เช่น มือถือยี่ห้อดังจัดโครงการพิเศษถ้าเป็นสมาชิกแล้วได้สิทธิพิเศษไปดูหนัง ฟังเพลง   ผมว่าอันนี้สินค้าชอบมาก อยากได้เวลาในรายการดังๆ เพื่อนำเสนอเนื้อหาที่อยากบอก  ส่วนเจ้าของรายการก็ชอบเพราะได้เงินอีกทาง   เป็นไงจรรยาบรรณสื่อมวลชนไทยถดถอยลงทุกที

ความน่ากลัวของทุนนิยมในวงการบันเทิงยังไม่จบนะครับ  ในแง่ของดารา ทุกวันนี้ทุนนิยมก็เข้าไปหลอกล่อให้ดาราทำอะไรก็ได้ที่อยากให้ทำ เงินมันคือพระเจ้าจริงๆ  แบบนี้ครับเดี๋ยวนี้เค้ามีการจ้างดาราดังๆ ด้วยค่าตัวแพงๆ บางกิจกรรมนับล้าน เพื่อให้ทำกิจกรรมบางอย่างให้สินค้าของตัวเอง เช่น อาบน้ำกลางสี่แยก  หรือบางทีก็แต่งโป๊เดินโชว์บนเวที  อำนาจเงินมันทำได้ทุกอย่างเห็นไหมครับ อ๋อ ต้องพวกดาราหน้าเงินด้วยเค้าถึงยอมทำอะไรบ้าๆ แบบนี้

การจ้างดาราดังด้วยค่าตัวแพง แล้วให้ทำอะไรหวือหวาเป็นแรงดึงดูดมหาศาลให้บรรดานักข่าวไปร่วมงาน   ไม่ไปก็ไม่ได้เพราะภาพมันเป็นข่าวจริงๆ  เห็นไหมครับสุดท้ายผู้ชมก็ตกเป็นเหยื่อของโฆษณาแฝงตามเคย เพราะยังไงดาราก็ต้องพูดถึงสินค้า หรือไม่ก็ต้องมีเรื่องราวของสินค้าเข้าไปอยู่ในเนื้อข่าวและภาพข่าว

ที่เล่ามานี่คืออำนาจของทุนนิยมที่มีต่อวงการข่าวบันเทิง  ที่นี้มาเล่าเรื่องที่ได้รับผลกระทบจากอำนาจเงินในมุมอื่นๆ บ้าง

ในวงการละคร คุณศัลยา สุขขะนิวัตติ์ นักเขียนบทละครโทนทัศน์ชื่อดังเจ้าของผลงาน คู่กรรม / นางทาส / เกิดแต่ตม /สายโลหิต และอีกมากมายกว่า 60 เรื่องของช่อง 7 เล่าให้ฟังว่า  ทุนนิยมทำให้ละครไทยไม่พัฒนา เพราะตอนนี้ทั้งสถานีโทรทัศน์และผู้จัดละครสนใจแต่ว่าทำยังไงให้คนดูละครมากๆ หวังเรตติ้ง  เพื่อให้โฆษณามาลงเยอะๆ  แต่ไม่ได้สนใจเลยว่าละครที่ออกอากาศได้ทำหน้าที่สะท้อนสังคมและสร้างประโยชน์ให้ผู้ชมหรือไม่   ดังนั้นทุกวันนี้ละครไทยจึงเน้นฉากรุนแรง หวือหวา ตบจูง ลูบคลำ หรือนัวเนียบนเตียงกันมากขึ้น  เนื่องจากมันขายได้จริงๆ เพราะเสพง่ายไม่ต้องคิดมาก

เห็นไหมครับทุนนิยมมันทำให้สภาพสมดุลในวงการบันเทิงเสียไป เพราะใครๆ ก็หวังได้เงินมากที่สุดเป็นสำคัญ  ไม่งั้นตลาดหุ้นเค้าจะสนใจหรือว่า บริษัทมีผลประกอบการเติบโตเท่าไหร่

จริงๆ วงการบันเทิงมีเรื่องทุนนิยมเข้าไปเกี่ยวข้องมากมาย  แต่ถ้าเล่าคงอีกยาว เอาเท่านี้แล้วกัน

ส่วนตัวผมว่าทุนนิยมไม่ได้น่ารังเกียจ  หรือแย่ซะทีเดียว  เพราะความจริงทุนนิยมก็มีส่วนผลักดันให้เกิดรายการดีๆ มากมายในวงการบันเทิง แต่ผู้ผลิตต่างหากที่ไม่รู้จักพอในสิ่งที่ได้  เลยทำให้ทุนนิยมมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น  ผมขอเรียกว่าผู้จัดหน้าเงินครับ

บางคนบอกผมว่า ก็มีเงินมาวางตรงหน้าใครจะไม่เอา  รับได้ครับ แต่ถ้ารับเงินแล้วเอาเปรียบผู้ชม ผมว่าไม่สมควร  ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ชมแสดงออกถึงความไม่พอใจเลย  จึงทำให้ผู้ผลิตรายการที่ไร้จรรยาบรรณอิ่มหนำท้องโตกับรายได้

นี่เป็นแค่เศษเสี้ยวของเรื่องราวที่ผมนำมาเล่า  ผมเองอยู่ในฐานะลูกน้อง ไม่ได้เป็นเจ้าของรายการ อาจจะมองในมุมนี้ มองว่าไม่ควรเอาเปรียบผู้ชม  และคุณหล่ะคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไรครับ  รู้สึกอย่างไรกับทุนนิยม.... อย่าลืมนะครับว่าคุณคือเจ้าของคลื่นความถี่ ทีวีทุกช่อง วิทยุทุกคลื่นพวกเราเป็นเจ้าของ

รบกวนแสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ  ความเห็นของคุณ... จะช่วยเติมเต็มเนื้อหาให้คนคอเดียวกันได้อ่านใน BLOG ของผม




ขอบคุณครับ ||
                   
บอย บันเทิง  boytv9@hotmail.com

Untitled Comment

Posted on Monday 4 February 2008 at 16:08 by Anonymous
เยี่ยมเลยครับ กล้าคิด กล้าแสดงออก คนแบบนี้แหละครับ ที่สังคมไทยกำลังต้องการ
ทำต่อไปนะครับ

ถูกต้องนะคร้าบ

Posted on Monday 4 February 2008 at 16:16 by Anonymous
คูณ boytv9 พูดได้ถูกต้องทุกอย่าง
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่จะแก้ไขอำนาจทุนเหล่านี้ได้อย่างไร เป็นเรื่องน่าคิด
บ่นอย่างเดียวไม่พอ ต้องคิดอ่านแก้ไข ต่อต้าน หรือประท้วงด้วย
การประท้วงไม่ใช่จะประท้วงแต่เจ้าของรายการ แต่ต้องประท้วงผู้อำนวยการสถานีเลยทีเดียว จะนั่งทำทองไม่รู้ร้อนกินเงินเดือนอยู่ได้ยังไง
กรณีสงครามนางฟ้าเป็นตัวอย่าง กว่าหัวหน้าสถานีจะขยับ ก็ต้องมีแรงกดดันจะผู้ชมอย่างมาก
แล้วก็ขยับแค่ น๑๓ มาเป็น น๑๘ เท่านั้น ก็นับว่ายังดี

นี่คือความแตกต่าง

Posted on Monday 4 February 2008 at 17:00 by Anonymous
ดีใจที่อสมท มีคนกล้าหาญแบบนี้ และดีใจที่เจ้านายคุณดึงรายการจาก "คนอื่น" มาให้พวกคุณบอยทำ

เอาข่าวบันเทิงช่อง 9 ให้ดีก่อนดีกว่า

Posted on Monday 4 February 2008 at 18:38 by Anonymous
เอาเรื่องข่าวบันเทิงที่คุณทำให้มีคุณค่าสาระ(ไม่ใช่ข่าวคนโน้นเลิกคนี้แต่งคนนี้กิ๊ก)ก่อนดีกว่าเห็นบันเทิงช่อง 9 ไร้สาระเสียส่วนใหญ่ แต่คอลัมน์ดีๆเช่น วัฒนธรรมศิลปะไม่เห็นค่อยมี ไหนบอกว่าโต๊ะศิลปะวัฒนธรรมและบันเทิงไม่ใช่เหรอจ๊ะ

เห็นด้วยครับกับที่เขียน

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 08:04 by Anonymous
อีกเรื่องนะครับทำไมละครทุกเรื่องต้องมีเรื่องตบตีกรี๊ดกร๊าดทุกเรื่องเลย ตอนนี้ผมเลิกดูละครแล้วครับ

ศึกษาให้ดีก่อนเขียน

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 08:12 by Anonymous
จะพูดถึงทุนนิยมชะโงกดูเงาหัวตัวเองก่อนดีกว่านะน้อง ศึกษาให้ดีก่อนจะพูด แล้วทุกวันนี้ไม่มีช่องไหนไม่หาเงินหรอกจะมีก็ไทยทีพีเอสช่องแรก ถ้าอยากทำรายการบันเทิงดีจริงไม่ต้องถึ่งนายทุนก็ลาออกไปจากช่อง 9 กล้าๆหน่อย(หลายคนเข้าช่องเพราะเอาญาติดกโหติกาฝากเข้ามาไม่ใช่เหรอ)/คนเดือนตุลา

ขอบคุณทุกความเห็น และเสียงตำหนิ

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 10:04 by บอย บันเทิง

ได้อ่านความเห็นจาก 2 ท่าน ดังนี้

**********************************
เอาข่าวบันเทิงช่อง 9 ให้ดีก่อนดีกว่า
Posted on Monday 4 February 2008 at 18:38 by Anonymous
เอาเรื่องข่าวบันเทิงที่คุณทำให้มีคุณค่าสาระ(ไม่ใช่ข่าวคนโน้นเลิกคนี้แต่งคนนี้กิ๊ก)ก่อนดีกว่าเห็นบันเทิงช่อง 9 ไร้สาระเสียส่วนใหญ่ แต่คอลัมน์ดีๆเช่น วัฒนธรรมศิลปะไม่เห็นค่อยมี ไหนบอกว่าโต๊ะศิลปะวัฒนธรรมและบันเทิงไม่ใช่เหรอจ๊ะ


ศึกษาให้ดีก่อนเขียน
Posted on Tuesday 5 February 2008 at 08:12 by Anonymous
จะพูดถึงทุนนิยมชะโงกดูเงาหัวตัวเองก่อนดีกว่านะน้อง ศึกษาให้ดีก่อนจะพูด แล้วทุกวันนี้ไม่มีช่องไหนไม่หาเงินหรอกจะมีก็ไทยทีพีเอสช่องแรก ถ้าอยากทำรายการบันเทิงดีจริงไม่ต้องถึ่งนายทุนก็ลาออกไปจากช่อง 9 กล้าๆหน่อย(หลายคนเข้าช่องเพราะเอาญาติดกโหติกาฝากเข้ามาไม่ใช่เหรอ)/คนเดือนตุลา
**********************************

ขอพูดตรงนะครับ

ผมไม่เคยบอกว่าช่อง 9 ของผมวิเศษ หรือดีไปกว่าใคร แต่เรารู้ว่าเรามีความพอดีอยู่ตรงไหน เราเอาใจผู้ชมทุนกลุ่ม ทั้งคนแก่และวัยรุ่น เพราะเรารู้ว่า TV ต้องตอบสนองความต้องการคนที่หลากหลายวัย ตามที่เรียกกันว่า MASS MEDIA

ผมว่าถ้าใครดูรายการ ไนน์เอ็นเตอร์เทน ที่ผมทำอยู่ จะรู้ว่าเนื้อหาของเรามีทั้งที่เหมือนรายการอื่นๆ และมีทั้งแตกต่าง

เราแบ่งสัดส่วนข่าวแบบนี้ครับ บันเทิงไทย 70% (วงการหนัง 20 % วงการเพลง 20 % ส่วนเรื่อง GOSSIP 10 % ส่วนที่เหลืออีก 20% เป็นเรื่องของข่าวหนักๆ เชิงศิลปะและเจาะลึกวงการ อาทิ ทำไมละครไทยถึงน้ำเน่า / เบื้องหลังการต่อสู้การทำเพลงทางเลือก ของอ.ดนู) ส่วน30 % เป็นข่าวบันเทิงต่างประเทศครับ

ในเมืองไทยมีรายการไหนทำข่าวบันเทิงได้ลึกและแตกต่างไปจากนี้ช่วยแนะนำด้วยครับ

ผมว่าข่าวดารารักเลิก ทะเลาะ มีคุณค่านะครับ ถ้าคนชมไม่ปิดตัวเอง หรือมีจิตใจที่คับแคบ ตัวผมเองเอาชีวิตดารามาสอนเราตั้งหลายเรื่อง และมีอีกหลายคนที่ได้ประโยชน์จากข่าวรักเลิกดารา อย่างน้อยเตือนสติว่า การอกหักเป็นเรื่องปกติของคน ขนาดสวย-หล่อ ยังต้องเสียน้ำตาให้กับความรักเลย ย้ำนะครับว่าทุกข่าวมีค่าครับถ้าเราใช้สมองมองมัน อย่าดูข่าวบันเทิงด้วยดวงตาเพียงอย่างเดียว

สุดท้าย ผมไม่เคยปฏิเสธเรื่องทุน ทุกวันนี้รายการ ไนน์เอ็นเตอร์เทน เติบโตทั้งเรตติ้ง และรายได้ ตลอด 5 ปี ก็เพราะสินค้าต่างๆ สนับสนุน แต่ถ้าทุนจะทำให้อุดมการณ์และจรรยาบรรณหดหายไป ก็อย่าส่งเสริม / ทุนควรอยู่ในที่ที่ควรอยู่

คนที่ทำงานเอเจนซี่และสินค้าหลายๆ คนเคยบอกผมว่า ไนน์เอ็นเตอร์เทน มีเสน่ห์ น่าชม ก็เพราะแบ่งสัดส่วนเรื่องราวดี และไม่มีโฆษณาแฝงมากเกินไป (ยอมรับว่าโฆษณาในเนื้อรายการมี แต่ไม่มากเหมือนรายการอื่นๆ) ผมภูมิใจครับ เพราะขนาดนายทุนยังเข้าใจเรา

ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำ และผมคิดว่าคนเดือนตุลาไม่ใช่คนจิตใจคับแคบครับ

จงขัดแย้งเพื่อพัฒนา

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 10:42 by บ้านนอกไฮโซ
ก็มีทั้งคนเห็นด้วยและแตกต่าง สุดท้ายอยากให้มีข้อสรุปว่าจะพัฒนาอย่างไรให้วงการทีวีบ้านเราตอบสนองประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ให้ผู้บริโภคมากกว่านี้ ทุกวันนี้ต้องหา CD การ์ตูนและสารคดีให้ลูกดูตลอด เพราะทีวี มีรายการที่อยากให้ลูกดูไม่ค่อยมีค่ะ

เห็นด้วยครับ

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 11:23 by Anonymous
สิ่งที่คุณบอยได้แจกแจงถึงระบบทุนนิยมที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบันเทิงหน้าจอทีวีของประชาชน เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีสักช่องหรือสักสถานีที่ยึดมั่นอุดมการณ์ และสานต่อในแนวทางของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ในทางตรงกันข้าม หากสื่ออื่นที่ถูกแทรกแซงด้วยระบบทุนนิยมในแง่ของการโฆษณาแฝง เชื่อเถอะครับว่า ประชาชน ฉลาดพอที่จะรู้ว่า "นี่คือโฆษณา"

คนเดือนตุลา

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 15:57 by Anonymous
เราแบ่งสัดส่วนข่าวแบบนี้ครับ บันเทิงไทย 70% (วงการหนัง 20 % วงการเพลง 20 % ส่วนเรื่อง GOSSIP 10 % ส่วนที่เหลืออีก 20% เป็นเรื่องของข่าวหนักๆ เชิงศิลปะและเจาะลึกวงการ อาทิ ทำไมละครไทยถึงน้ำเน่า / เบื้องหลังการต่อสู้การทำเพลงทางเลือก ของอ.ดนู) ส่วน30 % เป็นข่าวบันเทิงต่างประเทศครับ

ในเมืองไทยมีรายการไหนทำข่าวบันเทิงได้ลึกและแตกต่างไปจากนี้ช่วยแนะนำด้วยครับ

ผมว่าข่าวดารารักเลิก ทะเลาะ มีคุณค่านะครับ ถ้าคนชมไม่ปิดตัวเอง หรือมีจิตใจที่คับแคบ ตัวผมเองเอาชีวิตดารามาสอนเราตั้งหลายเรื่อง และมีอีกหลายคนที่ได้ประโยชน์จากข่าวรักเลิกดารา อย่างน้อยเตือนสติว่า การอกหักเป็นเรื่องปกติของคน ขนาดสวย-หล่อ ยังต้องเสียน้ำตาให้กับความรักเลย ย้ำนะครับว่าทุกข่าวมีค่าครับถ้าเราใช้สมองมองมัน อย่าดูข่าวบันเทิงด้วยดวงตาเพียงอย่างเดียว

ไอ้นอ้งเอ๋ยคนเดือนตุลาไม่คับแคบหรอก ที่เตือนเพระอยากให้มีสติเคยได้ยินสำนวนอาบร้อนมาก่อนหรือเปล่า จะบอกให้นะที่เขียนมานะไม่จริงหรอก เช่นบอกว่าดาราทะเลากันมีประโยชน์มองกลับกันซิ นักข่าวบันเทิงชขอบบอกดาราเป็นคนสาธารณะไม่ใช่เหรอ คนสาธารณะแต่เป็นตัวอย่างไม่ดี ทำไมไม่บอกผู้ชมล่ะสรุปตอนท้ายก็ยังดีว่าอย่าเอาเยี่ยงอย่างไม่ใช่มาบอกว่าเป็นตัวอย่างที่ดีเพราะให้เห็นว่าดารายังอกหักได้เป็นเรื่องปกติ แก้ปัยหาวิเคราะห์ต้องดูต้นเหตุไม่ใช่อกหักแล้วมาดูตัวอย่างดาราเพื่อปลง หากใช้สติสัปปะชัญญะหน่อยคงเข้าใจมากขึ้น

ต่างกันตรงไหน

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 16:28 by หวังดี
การที่คุณบอกว่า ข่าวบันเทิงของช่อง9 ก๊มี TIE-IN เหมือนกัน แต่ไม่มาก คงให้อภัยกันได้ แสดงว่าอะไรครับ หมายความว่า มีข้อเสนอให้จนยากปฏิเสธ หรือ ผู้บริหารขอมาอย่างนั้นหรือ
ถามและยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ถ้าเราเป็นตำรวจจับกุมคดียาบ้า คนมีของอยู่ 100 กับ 1 เม็ด ถือว่าอยู่ในครอบครองเหมือนกันไหม แล้วผิดไหม ก็ผิดเหมือนกัน คนเป็นตำรวจจะจับคนมีร้อยเม็ดแล้วปล่อยคนมีหนึ่งเม็ด อย่างนั้น ใช่หรือไม่ ตรรกะก็คือ การจะวิจารณ์หรือนำเสนอเรื่องใดก็แล้วแต่ เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนั้นก่อน มิเช่นนั้น ความน่าเชื่อถือมันจะไม่เกิด เหมือนพ่อบอกลูกอย่าสูบบุหรี่ กินเหล้า นะ แต่ทั้งสองอย่างพ่อทำให้ลูกเห็นทุกวัน คงเข้าใจนะครับ
คนดีชอบแก้ไข มีคนติดีกว่าตะบี้ตะบันชม

thanks ka

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 17:59 by Anonymous
ขอบคุณไนน์เอ็นฯที่ยังเป็นสื่อที่มีจรรยาบรรณและไม่เห็นแก่เม็ดเงินที่จะเข้ามาทำลายรูปแบบรายการ รายการที่ดีควรเน้นที่ content มากกว่าอย่างอื่น ถ้าเรามั้นใจว่า content เราดีจริงก็ไม่เห็นต้องพึ่งโฆษณาแฝงเลย ว่ามั้ยคะ และขอให้รายการนี้ได้รับความนิยมย่งๆขึ้นไปค่ะ
ช่าเอง

เป็นกำลังใจให้คุณบอยค่ะ

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 18:13 by Anonymous
ขอเป็นกำลังใจให้คุณบอยนะคะ คุณนำเสนอได้เป็นกลางดีแล้ว ไม่ได้เข้าข้างองค์กรตัวเอง และไม่ได้เข้าข้างผู้สนับสนุนด้วย ขอให้คุณบอยเขียนบล็อคต่อไปนะคะ จะติดตามค่ะ แต่ความเห็นต่าง ๆ ก็ฟังไว้เป็นข้อคิดค่ะ ต่างคนก็มีวิธีการนำเสนอความคิดที่ต่างกันไปค่ะ

ป้าแจ๋ว แถวคลองสี่

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 18:45 by Anonymous
เข้าใจนะว่าคุณน้องพยายามนำเสนอให้เป็นกลาง ไม่ได้เข้าข้างองค์กรตัวเอง และไม่ได้เข้าข้างผู้สนับสนุนด้วย แล้วที่บอกว่า "TIE-IN เหมือนกัน แต่ไม่มาก คงให้อภัยกันได้" แสดงว่าในบางครั้งมีผู้บริหารขอมาอย่าง หรือว่าการขายโฆษณามากเกินไปทำให้เนื้อหาข่าวมีน้อยซึ่งยากปฏิเสธแบบนั้นหรือ ก็เอาเป็นว่าพยายามอย่าให้ขายจนทำให้เกิดบ่อยๆ ละกันนะคุณน้อง และขอให้น้องบอยเขียนบล็อคต่อไปนะ จะติดตามค่ะ

คุณบอยสู้ๆ

Posted on Tuesday 5 February 2008 at 20:13 by พันธุมวดี
เข้ามาแอบอ่านและให้กำลังใจคนทำงานนะคะ ไม่ได้อยู่วงการนี้แล้วก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องธุรกิจเท่าไหร่ แต่ว่าเวลาเห็นโฆษณาแฝงในรายการบันเทิงหรือละครแล้วค่อนข้างขำแบบเอือมๆ ที่จริงจะเรียกแฝงก็ไม่ได้เนอะ ออกจะโจ่งแจ้งขนาดนั้น รู้สึกว่ามันดูตลกมากกว่าที่จะน่าสนใจ

ส่วนข่าวของทีมงานไนน์เอนฯคิดว่าแตกต่างจากช่องอื่นๆพอสมควรนะคะ ดูเป็นการรายงานข่าวจริงๆมากกว่าจะโปรโมตละครหรือดารา ทำให้ข่าวดูมีเนื้อหาและมีน้ำหนัก น่าสนใจกว่ารายการข่าวบันเทิงแบบซุบซิบหรือแอ๊บแบ๊วซึ่งเราเห็นว่าน่ารำคาญ

ที่ร่ายยาวมานี่ก็ตามความคิดของเรานะคะ ไม่ใช่ว่ามาถึงก็ตะบี้ตะบันชม เราเองก็เป็นคนทำงาน ถึงจะไม่ใช่สายสื่อมวลชนก็เถอะ เป็นหัวหน้างานมาหลายปี เข้าใจดีถึงความสำคัญของทั้งคำติและคำชม ทั้งสองอย่างนี้ถ้าทำอย่างถูกที่ถูกเวลา คำนึงถึงจิตใจของผู้ฟัง และทำด้วยความเมตตาอย่างแท้จริงแล้วละก็ จะส่งผลดีกับผู้ฟังอย่างยิ่งเลยค่ะ

อ่าน blog ของคน อสมท ทั้งของคุณบอยและของคนอื่นๆแล้วก็ออกจะสงสารอยู่ แทนที่จะเป็นช่องทางในการสื่อสารกับผู้รับสื่อ กลายเป็นเป้านิ่งให้โดนโจมตีซะงั้น อดทนทำใจแล้วกันนะคะ คนเราก็หลากหลายอย่างนี้แหละ

Fredom

Posted on Tuesday 12 February 2008 at 11:30 by Anonymous
จดหมายเปิดผนึกถึงคุณจักรภพ เพ็ญแข
สิ่งที่ท้าทายที่สุดของคุณก็คือการทำลายวงจรอุบาทว์นี้เสีย
10 กุมภาพันธ์ 2551

เรียน คุณจักรภพ

การให้สัมภาษณ์ของคุณเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับการจัดระบบสื่อ ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกเป็นห่วงว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของคุณคืออะไร? เหมือนกับว่าพวกเราได้กลับไปเห็นภาพเดิมๆ อีกครั้ง

อดีตที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ที่อยู่สถานะเช่นคุณ มักจะฉวยโอกาสทำให้คนที่ทำสื่อวิทยุโทรทัศน์ (Broadcast Journalists) เกรงกลัว เพื่อที่จะทำให้สื่อของรัฐ กลายเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่ออย่างไม่ละอายแก่ใจ

สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอก็คือ รัฐมนตรีจะใช้ ‘มือที่มองไม่เห็น’ ปิดกั้นความเห็นของบรรดานักวิจารณ์และฝ่ายค้าน แต่ครั้งนี้ เดิมพันสูงกว่าที่ผ่านๆ มา เมื่อคุณส่งสัญญาณว่าจะเข้าไปแทรกแซงสถานีโทรทัศน์สาธารณะ Thai PBS ที่เพิ่งก่อตั้ง

ปลายปีที่แล้ว ตอนที่คุณยังอยู่อีกฝากหนึ่งทางการเมือง (นปก.-บก.) คุณก็ได้ระบายความขมขื่นใจต่อการที่ไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมจากสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งคุณเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าในช่วงรัฐบาลที่แล้ว คนที่ทำงานทั้งกับกรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท ต่างก็ต้องยอมละทิ้งความเป็นมืออาชีพ และยอมโอนอ่อนให้กับเสียงเรียกร้องต้องการของผู้มีอำนาจทางการเมือง ซึ่งก็เหมือนกับตอนที่พรรคไทยรักไทยมีอำนาจ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ผมได้ไปช่วยฝึกอบรมผู้สื่อข่าว ทั้งของช่อง 9 และช่อง 11 ซึ่งเป็นโครงการที่บีบีซีให้การสนับสนุน ผู้ที่เข้าอบรมส่วนใหญ่สะท้อนว่าเป็นการยากที่จะทำงานให้ได้ตามหลักของการเป็นสื่อที่มุ่งมั่นรับใช้ประชาชน (Public service editorial code) อาทิ ความถูกต้อง ความเที่ยงธรรม ความเป็นกลาง และ ความยุติธรรม ทั้งนี้เนื่องมาจากอิทธิพลจาก ‘มือที่มองไม่เห็น’

สาเหตุที่ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นก็เพราะเห็นว่าครั้งหนึ่งคุณเคยเป็นสื่อมวลชนที่ประสบความสำเร็จ และตอนนี้คุณอยู่ในตำแหน่งที่จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทำลายวงจรอุบาทว์นี้เสีย เพื่อที่จะปลดปล่อยสื่อวิทยุและโทรทัศน์ให้เป็นอิสระ คุณสามารถที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เป็นธรรมขึ้นมาได้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้นำฝ่ายค้านได้แสดงความคิดเห็น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้พูดออกอากาศไปแล้วทุกสัปดาห์ ซึ่งนี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปของสื่อวิทยุโทรทัศน์ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ

สิ่งที่ท้าทายคุณอีกประการหนึ่งก็คือ การยอมให้หลักของการเป็นสื่อที่มุ่งมั่นรับใช้ประชาชนได้ฝังรากลึกลงไปในช่อง 9 และช่อง 11 และต่อต้านแรงกดดันต่าง ๆ ที่จะมาจากคณะรัฐมนตรีโดยที่พวกเขาจะใช้ ‘มือที่มองไม่เห็น’ ชี้นำข่าวและรายการที่เกี่ยวกับข่าว คุณควรจะปล่อยให้คนทำสื่อและผู้บริหารในแต่ละองค์กรได้ทำงานของเขาไปอย่างมืออาชีพ โดยไม่ต้องกลัวเกรงเสียงขู่ว่าจะตกงาน ผมได้เคยมอบคู่มือ หลักการทำงานของบีบีซี ให้กับ คุณปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท

หากคุณแสดงท่าทีว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงทางการเมืองในองค์กรทั้งสอง จะเป็นการช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในหมู่องค์กรที่เฝ้าติดตามการทำงานและเสรีภาพของสื่อในระดับสากลได้อย่างมาก

กระนั้น ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณก็คือ การต้านทานแรงกระตุ้นทั้งหลายที่จะเข้าไปแทรกแซงสถานีโทรทัศน์สาธารณะ หรือ Thai PBS การที่ประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสื่อมวลชนจำนวนมากสูญเสียความน่าเชื่อถือและความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน มีคำกล่าวที่ว่า “สื่อที่เลวย่อมให้กำเนิดการเมืองที่เลว” หรือหากจะกล่าวในทางกลับกันก็คงได้ Thai PBS มีต้นแบบมาจาก บีบีซี ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นสื่อที่เชื่อถือได้มากที่สุด ผมเชื่อว่าหลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี พ.ศ. 2535 หากประเทศไทยมีบริการโทรทัศน์สาธารณะเกิดขึ้นจริง ๆ เราอาจสามารถหลีกเลี่ยงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ได้

ผมยังเชื่อด้วยว่า คุณคือนักการเมืองที่น่านับถือและซื่อสัตย์ แต่คุณพร้อมสำหรับความท้าทายข้างต้นหรือยัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณ

ด้วยความเคารพ
สมชัย สุวรรณบรรณ
เอสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ
Email: somchaiuk@googlemail.com

Untitled Comment

Posted on Thursday 21 February 2008 at 12:16 by Anonymous
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับที่คุณบอยพูดคะ โดยเฉพาะตัวเองถ้ามีรายการที่จงใจขายของจะเลิกดูทันที เพราะถือว่าเอาเปรียบผู้ชม ส่วนมาจะเป็นกับรายการประเภท Talk Show ซึ่งดารารับเชิญพูดแบบโต้งๆเลย ถ้ามีอย่างนี้มาเมื่อไรจะเปลี่ยนช่องทันที ส่วนกรณีที่มาแทรกแซงตามอุปกรณ์ประกอบฉาก จะไม่ค่อยสนใจเท่าไร เพราะมีสิ่งที่เค้านำเสนอเป็น main ให้เราสนใจมากกว่า เช่นรายการข่าวที่เอา Notebook ยี่ห้อต่างๆมาตั้ง บางยี่ห้อของจริง Logo ไม่ใหญ่โตขนาดนั้น แต่จงใจทำ Logo ให้ใหญ่ ให้เห็นซะอย่างงั้น แต่ไม่ซีเรียสสนใจข่าวมากกว่า ดีใจที่คุณบอยกล้าพูดในสิ่งที่เป็นความจริงของวงการทั้งที่คุณบอยอยู่ในวงการนี้ ถ้ามีคนที่กล้าพูดเช่นนี้มากๆ วงการบันเทิงคงดีขึ้นกว่านี้ ที่สำคัญสังคมน่าจะดีขึ้นกว่านี้มากผู้ใหญ่อย่างเราอาจจะคิดได้แต่เด็กๆบางทีเค้าก็อยากจะทำตามคนดังทำตามดารา ขอให้คุณบอยมีจุดยืนที่ดีอย่างนี้ตลอดไปนะคะ เป็นกำลังใจให้คะ

อึดอัดมาก

Posted on Monday 3 March 2008 at 08:06 by Anonymous
อ่านเรื่องที่คุณเขียนนานแล้ว แต่ไม่ได้แสดงความเห็ฯ จนกระทั่งเมื่อคืน ดูเดอะสตาร์ อึดอัดกับการยัดเยียดขายสินค้าตลอดทั้งรายการมาก อย่างนี้ทั้งรายการและช่องกำลังฆ่าตัวตาย และเอาเปรียบคนดูมาก

Untitled Comment

Posted on Friday 7 March 2008 at 21:25 by Anonymous
ลบไปเลยหรือจ๊ะคอมเม้นนะ ไหนบอกว่ายืนหยัดสู้ทุนนิยมตลงจิงอะป่าวเอารถมาจากดาราสาวลูกเสี่ยเจียงในราคามิตรภาพและเข้ามาอสมทงได้เพราะเส้น จะพูดถึงอาไรดูตัวเองก่อนดีกว่านะจ๊ะ

yesindeed

Posted on Monday 24 March 2008 at 10:29 by Anonymous
เดินทีละก้าว ทานแต่พอดี

Last Page | Page 4 of 10 | Next Page

Links

- Home
- My Profile
- Archives
MCOT Public Company Limited. All rights Reserved.2004
Contact Us Tel:02-201-6000 webmaster@mcot.net Tel: 02-201-6145
Powered by Computer Department of MCOT.