แสงศตวรรษ Thailand's edition

เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน ภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ” ของผู้กำกับหนังนอกกระแส (หลัก) เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ยืนโรงฉาย ที่พารากอนซีนีเพล็กซ์เพียงโรงเดียว ก็คงจะพ้นโรง ตามที่คุณเจ้ยบอกไว้ว่าจะเข้าฉายนาน 2 สัปดาห์
ผมเลือกไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงเวลาแห่งความรู้สึกสับสนของ ช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ ที่คนเมืองต่างพากันหนีจากกรุงเทพฯ ทิ้งผมอยู่แปลกปลอมกับสิ่งแวดล้อมที่แสนจะไม่คุ้นเคย กะว่าอยากแกล้งชีวิตตัวเองให้ดูสับสนยิ่งขึ้น
ผมจึงเลือกที่จะไปดูหนังของคุณเจ้ย โดยคิดว่าผมคงไม่น่าจะผิดหวัง เพราะหลังจากชมผลงานหนังนอกกระแสของเจ้ยทั้ง 2 เรื่องก่อนหน้า คือ สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด ผมก็ออกจากโรงไปพร้อมๆกับความสับสน เหตุด้วยยากที่จะตีความภาษาหนังของเจ้ยได้แบบช็อตต่อช็อต
ความน่าสนใจของ แสงศตวรรษ (Syndromes and a Century) ใช่ว่าจะอยู่ที่เป็นผลงานของผู้กำกับที่มีดีกรีระดับคว้ารางวัลหนังเมืองคานน์ หรือ รางวัลศิลปาธรของกระทรวงวัฒนธรรมมาแล้ว แต่หนังใหม่ของคุณเจ้ยเรื่องนี้ มีความพิเศษ ตรงที่ เป็น Thailand’s edition เป็นเวอร์ชั่นฉบับตัดต่อที่คุณ จะได้ชมเพียงที่เดียวในโลก คือที่ประเทศไทยของเรานี้เท่านั้น
...ย่อมไม่ธรรมดา
เดิมที แสงศตวรรษ เคยคิดจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่พอเข้ารับการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ซึ่งเป็นขั้นตอนการขออนุญาตตามกฎหมาย ปรากฏว่า งานที่คุณเจ้ยตั้งใจจะทำคลอดด้วยตนเองกับมือ ต้องเจอประกาศิตคมกรรไกร สั่งให้เฉือนอวัยวะสำคัญไป 6 ฉาก คุณเจ้ยก็เลยบอกทำนองว่า อย่ากระนั้นเลย ไปฉายที่อื่นดีกว่า ไม่ฉายก็ได้ที่เมืองไทย ซึ่งครั้งนั้นก็สร้างกระแสความตื่นตัวต่อการตั้งคำถามถึงระเบียบการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ว่าข้อกำหนดที่มีอยู่นั้น มันมีมาตราฐานและบรรทัดฐานอยู่ที่ตรงไหน ยิ่งหากพิจารณาสื่อภาพยนตร์ว่าเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง ที่ ศิลปินผู้สร้าง มีสิทธิ์สร้างสรรค์สื่อสารกับผู้ชม จะดูรู้เรื่องหรือไม่ หรือรู้เรื่องอย่างไร ผู้ชมคือผู้รับและผู้ตีความ
การเข้าฉายในฉบับ Thailand’s edition ครั้งนี้ แม้จะเป็นการเปลี่ยนใจของ คุณเจ้ย ที่ยอมนำหนังที่ผ่านการเซ็นเซอร์ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ก็ถือเป็นการเปล่ง"แสงศตวรรษ"ขึ้นมา่อีกครั้ง โดยอาศัยฟิล์มม้วนเดิม หกฉากที่ถูกคำสั่งให้ตัดทั้งภาพและเสียงออกไป ถูกแทนที่ด้วยฟิล์มสีดำ รอยข่วน และความเงียบ ตามช่วงระยะเวลาจริงของฉากที่ถูกสั่งหั่น ถูกสั่งเฉือนออกไป เรียกว่า คณะกรรมการเซ็นเซอร์สั่งตัดสองนาที คนดูก็จะดูฟิล์มดำที่น่าอึกอัดเช่นนั้นไปสองนาทีเต็มเลยทีเดียว นับเป็นการตอกย้ำเนื้อหาใหม่ของการถูกเซ็นเซอร์ลงในภาพยนตร์แบบตรงๆ โดยไม่ต้องอาศัยการตีความ
คุณเจ้ยพูดบนเวทีี่สาธารณะหลายครั้งว่า ที่ยอมทำเช่นนี้กับหนังของตัวเอง เพราะต้องการกระตุ้นสังคมให้้ตระหนักถึงปัญหาการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในบ้านเรา ว่าขืนยังใช้ระบบเซ็นเซอร์อยู่ ..ท้ายที่สุด เราก็ย่อมได้ดูหนังกันแบบนี้
ผมเข้าชม "แสงศตวรรษ" ฉบับหั่นหกฉาก ซึ่งบางช่วงของหนัง ก็ได้ชมฟิล์มดำและความเงียบไปนานกว่าห้านาที ความรู้สึกร่วมเกิดขึ้น เหมือนได้นั่งประท้วงไปกับคุณเจ้ยและคนทำหนังที่เคยออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ...ซึ่งท่าทางจะได้ผลครับ เพราะรอบที่ผมชมอยู่นั้น มีคุณพี่ผู้ชายคนหนึ่ง วัยประมาณสี่สิบกว่าๆ ลุกจากที่นั่งออกไปโวยวายหน้าโรงกับพนักงานข้างนอก เสียงลอดเข้ามาภายในโรงที่เงียบกริบ ฟังได้ถนัดว่า ทำไมหนังมันตัดเยอะจัง ดูไม่รู้เรื่อง ...ผมก็แอบนึกในใจว่า พี่ พี่ ถึงไม่ตัด บางทีก็ดูไม่รู้เรื่องเหมือนกัน (แต่ความจริงคนขายตั๋วเค้าให้ข้อมูลก่อนซื้อโดยเรายังไม่ทันถามว่า หนังเรื่องนี้มีเซ็นเซอร์ด้วยนะคะ สงสัยจะมีคนไปโวยบ่อย)

ส่วนหกฉากที่ถูกหั่นไป หาชมได้นอกโรงภาพยนตร์เท่านั้น (You Tube ช่วยท่านได้)
ความจริงฉากที่ถูกตัดไป ไม่ใช่ฉากโป๊เปลือยอะไร ไม่ใช่การพูดตลกใต้สะดือ เหมือนหนังที่ผ่านเซ็นเซอร์ แต่ทำหน้าหนังเหมือนจะเชื้อชวนเด็กให้เข้าไปดูความทะลึ่งของผู้ใหญ่
ยกตัวอย่างฉากในหนังที่ถูกแทนที่ด้วยฟิล์มดำ มีอาทิ ฉากพระดีดกีตาร์ ฉากหมอดื่มเหล้า ซึ่งตรงหมอดื่มเหล้านี่เอง ที่ยาวนานที่สุด นานกว่าห้านาที

ฉากพระดีดกีตาร์ ถูกคณะกรรมการเซ็นเซอร์มองว่าไม่เหมาะสม ผมไม่มีประสบการณ์ตรงเคยเห็นพระดีดกีตาร์ แต่เคยเห็นพระเช่าวีดิโอ พร้อมบทสนทนากับเจ้าของร้านถึงหนังเรื่องใหม่ๆ กับพระที่เดินในงานคอมมาร์ทซึ่งเต็มไปด้วยพุทธบริษัท ญาติโยมและเหล่าสีกาที่เดินเบียดเสียดกัน

ฉากหมอดื่มเหล้า... จริงๆแล้วคงต้องบอกว่า ฉากที่อยู่ในภาพยนตร์นั้น เป็นการแอบดื่มกันในห้องภายในโรงพยาบาล เหล่าคุณหมอคงตอบได้ว่า เคยทำเช่นว่านั้นบ้างหรือเปล่า
แต่สำหรับผมฉากนี้ฮามาก เพราะในวงสนทนา คุณหมอหญิงผู้อาวุโส ซึ่งกำลังดื่มอยู่ (ฉากนี้ถูกตัดไปนะครับ) ได้เอ่ยอ้างถึงเหตุผลของการดื่มเหล้า ในโรงพยาบาลว่า เพื่อจะแก้อาการ”ตื่นกล้อง” เมื่อต้องไปเป็นวิทยากรรับเชิญ ทางสถานีโทรทัศน์
แหม.. ผมเนี่ยเห็นภาพชัดเลย กรณีนี้เป็นความจริงแน่นอนครับ

ผมคิดว่าถ้าเป็นกรณีอื่น ผู้กำกับที่หนังของตัวเองถูกสั่งให้ตัด ก็น่าที่จะเลือกหั่นตามใบสั่ง และมาเย็บปะติดปะต่อสมานแผล ให้ทั้งแน่นและเนียนที่สุด แต่สำหรับเจ้ยแล้ว เขาเลือกที่จะทิ้งบาดแผล จากคมมีดคมกรรไกรเซ็นเซอร์ให้เหวอะหวะ ปล่อยให้เชื้อร้ายที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดคำถามต่อระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน

ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่งผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขาพวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผมตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจ
และความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม
ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น
มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป"
ผมว่า"แสงศตวรรษ"
ชัยนันต์ สันติวาสะ







ก่อนหน้านี้ อสมท เคยมีโครงการจะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มาแล้วหลายครั้งครับ แต่ก็ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมในระดับที่เปิดให้ประชาชนผู้สนใจได้มีโอกาสเข้ามาชื่นชม อุปสรรคว่ากันแบบวงใน คงเป็นเรื่องของสถานที่ หรือ ถ้าจะให้เจาะลึกไปมากเกินกว่านั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องของการหา"เจ้าภาพ"ดำเนินการมากกว่า

