แสงศตวรรษ Thailand's edition

Posted on 20/4/2008 at 12:56

เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน ภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ” ของผู้กำกับหนังนอกกระแส (หลัก) เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ยืนโรงฉาย ที่พารากอนซีนีเพล็กซ์เพียงโรงเดียว ก็คงจะพ้นโรง ตามที่คุณเจ้ยบอกไว้ว่าจะเข้าฉายนาน 2 สัปดาห์

 

      ผมเลือกไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงเวลาแห่งความรู้สึกสับสนของ ช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ ที่คนเมืองต่างพากันหนีจากกรุงเทพฯ ทิ้งผมอยู่แปลกปลอมกับสิ่งแวดล้อมที่แสนจะไม่คุ้นเคย กะว่าอยากแกล้งชีวิตตัวเองให้ดูสับสนยิ่งขึ้น

        ผมจึงเลือกที่จะไปดูหนังของคุณเจ้ย โดยคิดว่าผมคงไม่น่าจะผิดหวัง เพราะหลังจากชมผลงานหนังนอกกระแสของเจ้ยทั้ง 2 เรื่องก่อนหน้า คือ สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด ผมก็ออกจากโรงไปพร้อมๆกับความสับสน เหตุด้วยยากที่จะตีความภาษาหนังของเจ้ยได้แบบช็อตต่อช็อต

 
       ความน่าสนใจของ แสงศตวรรษ (Syndromes and a Century) ใช่ว่าจะอยู่ที่เป็นผลงานของผู้กำกับที่มีดีกรีระดับคว้ารางวัลหนังเมืองคานน์ หรือ รางวัลศิลปาธรของกระทรวงวัฒนธรรมมาแล้ว แต่หนังใหม่ของคุณเจ้ยเรื่องนี้ มีความพิเศษ ตรงที่ เป็น Thailand’s edition เป็นเวอร์ชั่นฉบับตัดต่อที่คุณ จะได้ชมเพียงที่เดียวในโลก คือที่ประเทศไทยของเรานี้เท่านั้น
              ...ย่อมไม่ธรรมดา

 

                เดิมที แสงศตวรรษ เคยคิดจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่พอเข้ารับการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ซึ่งเป็นขั้นตอนการขออนุญาตตามกฎหมาย ปรากฏว่า งานที่คุณเจ้ยตั้งใจจะทำคลอดด้วยตนเองกับมือ ต้องเจอประกาศิตคมกรรไกร สั่งให้เฉือนอวัยวะสำคัญไป 6 ฉาก คุณเจ้ยก็เลยบอกทำนองว่า อย่ากระนั้นเลย ไปฉายที่อื่นดีกว่า ไม่ฉายก็ได้ที่เมืองไทย ซึ่งครั้งนั้นก็สร้างกระแสความตื่นตัวต่อการตั้งคำถามถึงระเบียบการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ว่าข้อกำหนดที่มีอยู่นั้น มันมีมาตราฐานและบรรทัดฐานอยู่ที่ตรงไหน ยิ่งหากพิจารณาสื่อภาพยนตร์ว่าเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง ที่ ศิลปินผู้สร้าง มีสิทธิ์สร้างสรรค์สื่อสารกับผู้ชม จะดูรู้เรื่องหรือไม่ หรือรู้เรื่องอย่างไร ผู้ชมคือผู้รับและผู้ตีความ

 

        การเข้าฉายในฉบับ Thailand’s edition ครั้งนี้ แม้จะเป็นการเปลี่ยนใจของ คุณเจ้ย ที่ยอมนำหนังที่ผ่านการเซ็นเซอร์ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ก็ถือเป็นการเปล่ง"แสงศตวรรษ"ขึ้นมา่อีกครั้ง โดยอาศัยฟิล์มม้วนเดิม หกฉากที่ถูกคำสั่งให้ตัดทั้งภาพและเสียงออกไป  ถูกแทนที่ด้วยฟิล์มสีดำ รอยข่วน และความเงียบ ตามช่วงระยะเวลาจริงของฉากที่ถูกสั่งหั่น ถูกสั่งเฉือนออกไป เรียกว่า คณะกรรมการเซ็นเซอร์สั่งตัดสองนาที คนดูก็จะดูฟิล์มดำที่น่าอึกอัดเช่นนั้นไปสองนาทีเต็มเลยทีเดียว นับเป็นการตอกย้ำเนื้อหาใหม่ของการถูกเซ็นเซอร์ลงในภาพยนตร์แบบตรงๆ โดยไม่ต้องอาศัยการตีความ

        คุณเจ้ยพูดบนเวทีี่สาธารณะหลายครั้งว่า ที่ยอมทำเช่นนี้กับหนังของตัวเอง เพราะต้องการกระตุ้นสังคมให้้ตระหนักถึงปัญหาการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในบ้านเรา ว่าขืนยังใช้ระบบเซ็นเซอร์อยู่  ..ท้ายที่สุด เราก็ย่อมได้ดูหนังกันแบบนี้

 

      ผมเข้าชม "แสงศตวรรษ" ฉบับหั่นหกฉาก ซึ่งบางช่วงของหนัง ก็ได้ชมฟิล์มดำและความเงียบไปนานกว่าห้านาที ความรู้สึกร่วมเกิดขึ้น เหมือนได้นั่งประท้วงไปกับคุณเจ้ยและคนทำหนังที่เคยออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ...ซึ่งท่าทางจะได้ผลครับ เพราะรอบที่ผมชมอยู่นั้น   มีคุณพี่ผู้ชายคนหนึ่ง วัยประมาณสี่สิบกว่าๆ ลุกจากที่นั่งออกไปโวยวายหน้าโรงกับพนักงานข้างนอก เสียงลอดเข้ามาภายในโรงที่เงียบกริบ ฟังได้ถนัดว่า ทำไมหนังมันตัดเยอะจัง ดูไม่รู้เรื่อง ...ผมก็แอบนึกในใจว่า พี่ พี่ ถึงไม่ตัด บางทีก็ดูไม่รู้เรื่องเหมือนกัน (แต่ความจริงคนขายตั๋วเค้าให้ข้อมูลก่อนซื้อโดยเรายังไม่ทันถามว่า หนังเรื่องนี้มีเซ็นเซอร์ด้วยนะคะ สงสัยจะมีคนไปโวยบ่อย)

 

       แสงศตวรรษ ดำเนินเรื่องส่วนใหญ่เป็นฉากชีวิต ความรัก ความหลังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ด้วยฉากและห้วงเวลาที่เปลี่ยนไป โดยผู้กำกับบอกว่า ต้องการสร้าง “แสงศตวรรษ” ให้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล ‘นิว คราวน์ โฮป’ อันเป็นโครงการเพื่อสำรวจการจดจำของคนว่า ความสุขนั้นสามารถถูกจุดประกายขึ้นได้จากสิ่งเล็กน้อยที่ดูไม่สลักสำคัญ เจ้ยจึงทดลองสร้างชีวิตของพ่อและแม่ (ซึ่งเป็นหมอทั้งคู่)ในช่วงเวลาก่อนที่ตัวเองเกิด รวมถึงสะท้อนชีวิตของผู้คนที่กระทบใจของเค้าในปัจจุบันด้วย

              

        ส่วนหกฉากที่ถูกหั่นไป หาชมได้นอกโรงภาพยนตร์เท่านั้น (You Tube ช่วยท่านได้)

        

       ความจริงฉากที่ถูกตัดไป ไม่ใช่ฉากโป๊เปลือยอะไร ไม่ใช่การพูดตลกใต้สะดือ เหมือนหนังที่ผ่านเซ็นเซอร์ แต่ทำหน้าหนังเหมือนจะเชื้อชวนเด็กให้เข้าไปดูความทะลึ่งของผู้ใหญ่

       ยกตัวอย่างฉากในหนังที่ถูกแทนที่ด้วยฟิล์มดำ มีอาทิ ฉากพระดีดกีตาร์ ฉากหมอดื่มเหล้า ซึ่งตรงหมอดื่มเหล้านี่เอง ที่ยาวนานที่สุด นานกว่าห้านาที


                ฉากพระดีดกีตาร์ ถูกคณะกรรมการเซ็นเซอร์มองว่าไม่เหมาะสม ผมไม่มีประสบการณ์ตรงเคยเห็นพระดีดกีตาร์ แต่เคยเห็นพระเช่าวีดิโอ พร้อมบทสนทนากับเจ้าของร้านถึงหนังเรื่องใหม่ๆ กับพระที่เดินในงานคอมมาร์ทซึ่งเต็มไปด้วยพุทธบริษัท ญาติโยมและเหล่าสีกาที่เดินเบียดเสียดกัน

 


                ฉากหมอดื่มเหล้า... จริงๆแล้วคงต้องบอกว่า ฉากที่อยู่ในภาพยนตร์นั้น เป็นการแอบดื่มกันในห้องภายในโรงพยาบาล เหล่าคุณหมอคงตอบได้ว่า เคยทำเช่นว่านั้นบ้างหรือเปล่า

                แต่สำหรับผมฉากนี้ฮามาก เพราะในวงสนทนา คุณหมอหญิงผู้อาวุโส ซึ่งกำลังดื่มอยู่ (ฉากนี้ถูกตัดไปนะครับ) ได้เอ่ยอ้างถึงเหตุผลของการดื่มเหล้า ในโรงพยาบาลว่า เพื่อจะแก้อาการ”ตื่นกล้อง” เมื่อต้องไปเป็นวิทยากรรับเชิญ ทางสถานีโทรทัศน์

                แหม.. ผมเนี่ยเห็นภาพชัดเลย กรณีนี้เป็นความจริงแน่นอนครับ

 

          

              ผมคิดว่าถ้าเป็นกรณีอื่น ผู้กำกับที่หนังของตัวเองถูกสั่งให้ตัด ก็น่าที่จะเลือกหั่นตามใบสั่ง และมาเย็บปะติดปะต่อสมานแผล ให้ทั้งแน่นและเนียนที่สุด แต่สำหรับเจ้ยแล้ว เขาเลือกที่จะทิ้งบาดแผล จากคมมีดคมกรรไกรเซ็นเซอร์ให้เหวอะหวะ ปล่อยให้เชื้อร้ายที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดคำถามต่อระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน

 

 

            อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุลเคยเขียนในอีเมล์และได้รับการถอดความผ่านทาง http://a-century.exteen.com/20070410/entry ว่า

    
ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่งผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขาพวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผมตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจ

และความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม

ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น

มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป"

                
ผมว่า"แสงศตวรรษ" Thailand’s edition คงทำให้คำกล่าวของเค้า ดูชัดเจนขึ้น

 
ชัยนันต์ สันติวาสะ


chainant.blogspot.com

 
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com

คำสั่งแรกของ นายกฯสมัคร หลังนำ ครม.ใหม่เข้าเฝ้าฯ

Posted on 7/2/2008 at 17:59
              
         คงเป็นช่วงเวลาในวิชาชีพที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่ผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยช่างภาพให้แก่ พี่ี่ประสิทธิ์ แก้วศรีนวม ช่างภาพข่าวสายราชสำนัก ของสำนักข่าวไทย ติดตามเข้าไปทำข่าว นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐสนตรี นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
   
       ความจริงด้วยหน้าที่ของผมแล้ว  คงไม่้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำข่าว ข่าวนี้แหละครับ แตเป็นความบังเอิญในเรื่องของการแต่งเนื้อแต่งตัว ที่ผมเตรียมชุดสูทมาครบ พอหลังอ่านข่าวภาคเที่ยงจบ ก็เลยได้รับหน้าที่เป็น "ผู้ช่วยช่างภาพ" มีหน้าที่ช่วยถือไมโครโฟนและแบกขาตั้งกล้อง เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การบันทึกภาพข่าวสำคัญครั้งนี้ ออกมาเรียบร้อย สมบูรณ์ทั้งภาพและเสียงให้มากที่สุด


โดยส่วนตัวแล้วต้องถือเป็นโอกาสมงคลแก่ชีวิตนะครับ ที่เราแม้ไม่ได้ปฏิบัติงานเป็นผู้สื่อข่าวสายราชสำนัก แต่เมื่อมีโอกาสปฏิบัติงานใกล้ชิดใต้เบื้องพระยุคลบาทเช่นนี้ แม้เพียงครั้ง ย่อมถือเป็นโอกาสที่น่าจดจำ


        สิ่งที่ผมอยากจะเล่าให้คุณผู้อ่านฟัง ก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังการทำงานข่าวเสร็จเรียบร้อย ...ประสานงานการส่งเทปจากพระตำหนักฯ ไปยังจุดถ่ายทอดสัญญาณ จากรถรายงานสดข่าว ที่จอดรออยู่ริมถนนพระราม 5 ไม่ไกลจากรั้วรอบสวนจิตรลดาเท่าไรนัก ... เมื่อภาพข่าวออกอากาศเป็นที่เรียบร้อย ก็ถือว่าหน้าที่ของผมสิ้นสุด เก็บข้าวเก็บของในรถข่าว เพื่อมุ่งหน้ากลับสถานี  โดยรถข่าวของผม ออกมาก่อนหน้าขบวนรถของคณะรัฐมนตรีเล็กน้อย ซึ่งท่าน"บัสพูล" มารถบัสโดยสารคันใหญ่ร่วมกันถึงสองคัน



        ทราบกันดีอยู่แล้วครับว่า เดี๋ยวนายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะนำคณะรัฐมนตรีใหม่เอี่ยมใสกิ๊กชุดนี้ เข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นครั้งแรก หลังบรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง  ... ที่หมายของรถบัสสองคันใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช นั่งเป็นประธานอยู่คันหน้า คือ ทำเนียบรัฐบาล ... เรียกว่าออกจาก พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ทางประตูด้านถนนราชวิถี ก็เลี้ยวซ้ายสองหนเข้าถนนพระราม 5 มุ่งหน้าเข้าทำเนียบรัฐบาลได้ทันท
  
     รถข่าวของผมออกมาก่อนครับ แต่คงไม่ง่ายนักสำหรับขบวนของท่านนายกฯ เพราะรถบนถนนราชวิถีฝั่งขาออกมุ่งหน้าสะพานซังฮี้ ตอนเกือบจะหกโมงเย็น ติดขัดมาก แม้จะเป็นวันตรุษจีนที่ถนนสายอื่นๆอาจจะโล่งก็ตาม ในที่สุดขบวนรถบัสของนายกรัฐมนตรีและ ครม.ทั้งคณะ ติดอยู่บนถนนราชวิถีช่วงหน้าวังนั่นเอง

    

      ก็เข้าใจนะครับว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลที่มากับขบวนรถด้วย ก็คงอยากจะเร่งให้คณะรัฐมนตรีถึงที่หมายโดยเร็ว  เพื่อแข่งกับเวลาที่ ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า เดี๋ยวภาพหมู่คณะรัฐมนตรีที่มีตึกไทยคู่ฟ้า เป็นฉากหลัง จะออกมาไม่สวย   .... แต่การจราจรขณะนั้น จนปัญญาจริงๆครับ เพราะรถติดขัดแบบแยกชนแยก ต่อให้เปิดสัญญาณไฟเขียวที่หัวมุมแยกพระราม 5 ตัดกับราชวิถี ตรงมุมเขาดินกับโรงเรียนวชิราวุธ รถก็ไปไม่ได้อยู่ดีครับ เพราะท้ายแถวของรถบน ถ.ราชวิถี ชนแยกพระราม 5 เลยทีเดียว แต่ฝั่งกลับกัน โล่งครับ รถวิ่งฉิวเลย

       บังเอิญรถข่าวที่ผมนั่งอยู่นั้น มีวิทยุสื่อสาร ชนิดที่ใช้ฟังคลื่นความถี่จราจร เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ...สักพักก็ได้ยินเสียงวิทยุดังขึ้น เดาว่าคงเป็นของรถตำรวจนำขบวนรถบัส ครม.  คงถามไปยังตำรวจจราจร ที่แยกราชวิถี ตัดกับ ถ.พระราม 5 ทำนองว่า
ขอไฟเขียวได้ไหม ซึ่งจราจรก็ตอบตามความจริงผ่านวิทยุมาว่า คงไม่ได้ เพราะรถยังจอดค้างคาสี่แยกอยู่เลย ... แต่จราจรที่แสนดี ก็พยายามคิดแก้ปัญหาให้ โดยบอกให้ขบวนของท่านนายกฯ และ ครม. ขับสวนเลนขาเข้า วิ่งออกมาเลย เดี๋ยวจะกันรถให้ วิ่งย้อนศรมาหน่อย พอถึงแยก จะช่วยตัดรถ ให้เลี้ยวซ้ายผ่านไปได้
  

     เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ผมก็ได้ยินเสียงวิทยุดังขึ้นว่า "วอศูนย์ สร.หนึ่ง ไม่ให้แซง" แปลเป็นภาษาทั่วไปฟังเข้าใจได้ว่า "ท่านนายกฯสั่ง ไม่ให้แซง(ย้อนศรขึ้นไป)"
  

เพียงสั้นๆแค่นี้แหละครับ ที่อาจจะอธิบายความเป็นตัวตนของคุณสมัครได้บ้างพอควร


        ก็อดนึกไม่ได้ว่า บรรดารัฐมนตรีร่วมรถบัสของคุณสมัครบางท่าน อาจหงุดหงิด คิดว่าทำไมหัวเรือใหญ่ถึงไม่ยอมใช้อภิสิทธิ์ ทั้งที่มีรถนำขบวน  ถึงกับลงมือสั่งการกับตำรวจโดยตรงเช่นนี้



   เล่ามาให้ฟัง ...เป็นเบื้องหลังของข่าว เพียงเท่านั้นครับ

   จนกว่าจะได้คุยกันใหม่ครับ
ชัยนันต์ สันติวาสะ

  (ถ้าจะคัดลอกไปลง Web อื่น กรุณาลอกไปทั้งหมดนะครับ
อย่าได้ไปตัดต่อ หรือเขียนข้อความต่อ แล้วลงชื่อผมเลย
ที่เขียน Blog ชิ้นนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์ทางการเมืองที่จะเชียร์ใครเลย
เห็นไปปรากฏใน ห้องราชดำเนิน แล้วเศร้าใจ)

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6311856/P6311856.html

ย้อนยุค..ทีวีขาวดำ

Posted on 5/1/2008 at 07:13
ดูทีวีช่วงนี้ ทำให้ผมนึกถึงทีวีในยุคขาวดำครับ
...
ทุกวันนี้เครื่องรับโทรทัศน์ขาวดำหายากมาก ที่เหลือๆก็มักจะถูกนำไปดัดแปลงทำเป็นตู้ปลาซะหมด วันนี้เลยพาคุณผู้อ่านย้อนความหลังไปในยุคทีวีขาวดำจริงๆ
สมัยนั้นทีวีเค้าไม่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนตอนนี้

... เราเป็นเด็กก็จะจ้องรอเวลาทีวีเปิดสถานี... แต่บางทีก็แอบเปิดเครื่องโทรทัศน์ก่อนเวลา เผื่อว่าสถานีโทรทัศน์จะใจดี แอบฉายหนังให้ได้ชมกันก่อน ...
แต่ก็ผิดหวังทุกครั้งครับ   มีภาพอย่างที่เห็นข้างล่างนี้ ไว้ให้เราชมปลอบใจ



          ผู้ใหญ่บอกว่า ภาพแบบนี้ร้านซ่อมทีวีเค้าชอบ ถ้าสถานีส่งภาพแบบนี้ทั้งวัน เค้าก็จะเปิดเช็คสัญญาณเครื่องรับโทรทัศน์ที่นำมาซ่อมว่า หลอดภาพเป็นไง จอเป็นไง ภาพบิดเบี้ยวรึเปล่า ทางวิชาการ เค้าเรียกว่า Test Card ช่างเครื่องส่งโทรทัศน์เค้าไว้ใช้ประโยชน์ ปรับเช็คสัญญาณภาพขณะออกอากาศ

          พี่ชลิต ลายลิขิต วิศวกรเก่าแก่ของ อสมท  เคยเล่าให้ฟัง ขณะที่ผมยืนดูเครื่องส่งโทรทัศน์เก่า ของช่อง 9 ที่เก็บไว้ ณ โถงอาคารห้องส่งว่า Test Card มีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งบางทีเรียกว่า "Indian Head" หรือ "หัวอินเดียแดง" ..ผมนึกไม่ออกหรอกครับ.. เพราะอาจจะเด็กเกินไป ไม่เคยเห็นหรือจำไม่ได้ เคยเห็นแต่แบบแรกมากกว่า เลยไปค้นหาภาพมาให้คุณผู้อ่านได้ชมกัน อย่างที่เห็นนี้ มีหัวอินเดียแดงจริงๆด้วยครับ 




ก่อนจะลาจากกันวันนี้ ผมมีโลโก้ช่อง 9 ยุคขาวดำมาฝากครับ
อันนี้เป็นโลโก้ประเดิมของ ช่อง 4 บางขุนพรหม สถานีโทรทัศน์ช่องแรกของไทยกันเลยทีเดียว เก่ากว่านี้..ไม่มีแล้วครับ


ชัยนันต์ สันติวาสะ

เซฟเฮ้าส์ การเมือง

Posted on 3/1/2008 at 11:35
อีกด้านหนึ่งของกระแสข่าว...
ที่นอกเหนือจากข่าวเศร้าที่พวกเราคนไทยได้รับรู้ในช่วงต้นปี 2551 แล้ว

....ข่าวการจัดตั้งรัฐบาลของนักการเมืองหลังการเลือกตั้ง  ก็ี่เป็นกระแสต่อเนื่อง ชนิดข้ามเดือนข้ามปี

ทำให้พวกเราหลังจากทำหน้าที่หย่อนบัตรลงคะแนนแล้ว  ยังต้องตามติดชนิดวันต่อวันว่า วันนี้นักการเมืองเค้าไปทานข้าวกันบ้านไหน
อาหารจะอร่อยถูกปาก หรือทานกันอิ่มปากอิ่มท้องกันทั่วหน้าบ้างหรือเปล่า?     หรือมัวแต่พูดคุยหารือกันเครียด จนทำให้รสชาตอาหารพลอยจืดชืด เซ็ง..ยิ่งกว่าการรอคอยเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่

ตัวผมเองไม่ใช่นักข่าวการเมืองกับเค้าหรอกครับ ...แต่เห็นบรรยากาศการเลือกตั้งขึ้นมาทีไร ก็อดนึกถึงสมัยวิ่งรอกทำข่าวเข้าเวรวันเสาร์อาทิตย์
ที่นักข่าวช่องเก้าต้องทำได้ทุกสาย

...เมื่อกว่า 10 ปีก่อน ตัวผมเองเคยเป็นนักข่าวสายภูมิภาค เสาร์อาทิตย์ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ต้องออกทำข่าวทุกประเภท  ข่าวแต่ก่อน ก็ตั้งแต่ปล่อยแถวสายตรวจ จนถึงงานสัมมนาบนโรงแรม หรือแม้แต่ข่าวเข้าบ้านท่านบรรหาร ทานก๋วยเตี๋ยว ก่อนสัมภาษณ์  ก็แอบมีประสบการณ์เล็กๆมาบ้าง

วันนี้จะชวนคุณผู้อ่านคุยเรื่องการตั้งรัฐบาล แต่คงไม่วิเคราะห์หรือมีอินไซด์อะไรมาเล่าให้ฟังหรอกนะครับ อันนี้ต้องให้พี่ๆเพื่อนๆนักข่าวการเมืองเค้า
ส่วนผมจะมาแบบเล่าความหลังสนุกๆ พอเป็นเกร็ดทิ้งไว้บนโลกไซเบอร์...



....หลังปิดหีบเลือกตั้ง ว่ากันว่านักการเมืองเค้าต้องเก็บตัว
อันนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่า คงเป็นเรื่องราวอดีตแบบสิบปีก่อน เพราะตอนนี้ผมก็ไม่ได้ออกไปลงสนามข่าวการเมืองกับเค้าซะแล้ว ..พี่ๆนักข่าวรุ่นก่อนบอกว่า ยิ่งในต่างจังหวัดบางทีผู้สมัครจะหายไป เจอหน้ากันอีกที ก็วันรายงานตัว สส.ที่กรุงเทพฯ นั่นเลย

เห็นว่าบางพื้นที่หากไม่ยอมเก็บตัวไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย โอกาสที่จะได้เลื่อนลำดับให้ผู้มีคะแนนถัดไปได้เป็น สส.ก็พอมีอยู่
หากเอาตัวไปขวางวิถีกระสุนของใครเค้าเข้า

ถ้าเป็นระดับแกนนำพรรคคนสำคัญในกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง ก็ต้องเข้า "เซฟเฮ้าส์" รอเจรจาพูดคุยเรื่องจัดตั้งรัฐบาล ออกมาเจอหน้ากันอีกที ก็พร้อมโควต้าเก้าอี้ แบ่งสรรกันลงตัวเรียบร้อยแล้ว

พูดถึง"เซฟเฮ้าส์"นักการเมือง นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งของ"เซฟเฮาส์" จึงน่าจะเป็นสถานที่ที่ใช้หลบหน้านักข่าว
จะเจรจาต่อรองอะไร หรือจะหักหลังใครจะได้ทำได้โดยสะดวก

"เซฟเฮ้าส"์
ที่เคยใช้เจรจาความการเมืองมาแล้ว ที่จำได้จากข่าว ก็เหมือนจะมีอยู่ที่บ้านแถวถนนสุโขทัยแห่งหนึ่ง แล้วก็ทาวน์เฮ้าส์ของนักการเมืองใหญ่แถบซอยราชครู...อันนี้ฟังเค้ามาเล่านะครับ

แต่ที่เคยเจอกับตัวเอง ก็คือตอนเข้าเวรวันเสาร์อาทิตย์หลังการเลือกตั้งนี่แหละครับ
พี่ บ.ก.มอบหมายให้ไปตามคุณอำนวย วีรวรรณ หัวหน้าพรรคนำไทย ก็ไปรออยู่แถวหน้าบ้าน จำได้ว่าบ้านท่านอยู่ย่านสุขุมวิท รอสักพักคุณอำนวยก็นั่งรถคันหรูออกมา บรรดานักข่าวก็กุลีกุจอขับรถตามชนิด ไม่ยอมให้พลาดสายตา ท่านคงจะไปเข้าเซฟเฮ้าส์ที่ไหนสักแห่งแหละครับ ไม่มีใครทราบได้

รถข่าวช่อง 9 ตอนนั้นใช้มิตซูบิชิ แชมป์ เครื่องพันสาม ก็เรามันทีมตระเวณนี่ครับ ไม่ใช่รถข่าวการเมืองที่ต้องวิ่งตามขบวนนายกหรือ ท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย พอท่านอำนวยขึ้นทางด่วนปั๊บ มุ่งหน้าวิ่งออกเส้นบางนา รถข่าวแต่ละช่อง ซึ่งเป็นรถของทีมข่าวการเมือง(แท้ๆ) ก็ค่อยๆแซงรถของเราไปทีละช่องสองช่อง  ไล่ไปเลย ตั้งแต่ สาม... ห้า ...เจ็ด ... สิบเอ็ด ... ตามด้วยบอกรับสมาชิก ไอบีซี และไทยสกาย  ทิ้งเราไปแบบชนิดไม่เห็นฝุ่น ทั้งที่คนขับของเราเหยียบกันจนมิดแล้ว  เรียกว่า สังขารไม่ให แต่ใจรัก วันนั้นผมเลยหมดสิทธิ์เห็นนักการเมืองใช้เซฟเฮ้าส์จัดตั้งรัฐบาลไปอย่างน่าเสียดาย


ว่าแต่หนนี้เซฟเฮาส์อยู่ที่ไหนล่ะ...จะเป็นที่โรงแรมนิกโก้ ฝั่งเกาลูนของฮ่องกงรึเปล่า?
หรือว่าเดี๋ยวนี้เซฟเฮ้าส์ที่เหมาะที่สุดอาจเป็นในโรงพยาบาล
ยิ่งโรงพยาบาลรัฐยิ่งดี เพราะค่าห้องถูกหน่อย ถูกกว่าห้องอาหารจีนบนโรงแรมตั้งเยอะ

 ...นอกจากจะถูกแล้ว ข้อดียังมี คือถึงยังไงนักข่าว
 ก็คงไม่กล้าฝ่าฝืน คำสั่งคุณหมอและคุณพยาบาล

เปิดประตูห้องเข้าไป
แอบฟังว่าคนไข้กับผู้มาเยี่ยมเค้าคุยอะไรกันแน่

........

โฉมหน้ารัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร
...อีกไม่นานเราก็คงทราบผลกันแล้ว....

ชัยนันต์ สันติวาสะ

ผมมีความฝัน

Posted on 29/12/2007 at 19:47
"I have a dream"

   ผมขอเริ่มต้นด้วยการเลียนแบบประโยคในคำปราศรัยอันอมตะของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของชาวอเมริกันผิวดำ ที่เคยพูดไว้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ... ไม่มีอะไรหรอกครับ...  เพียงแต่จะบอกคุณผู้อ่านว่า "ผมมีความฝัน"..
และกำลังจะเล่าความฝันของผม ให้คุณผู้อ่านได้ฟังกันครับ...


ความฝันของผมเริ่มต้นพร้อมๆกับการเลือกเส้นทางชีวิตเป็น"คนข่าวโทรทัศน์"
เมื่อ 15 ปีก่อน ในองค์กรที่วันนี้พวกคุณเรียกว่า "โมเดิร์นไนน์ทีวี"
หรือ "บมจ.อสมท" หรืออะไรก็ตามแต่จะเรียกแหละครับ

สำหรับผม...ผมชอบมากเลย ที่ผมมได้ีโอกาสมา้ทำงานอยู่กับองค์กรสื่อสารมวลชนที่ครั้งหนึ่ง
เคยเป็น บริษัท ไทยโทรทัศน์ เคยเป็น ช่อง 4 บางขุนพรหม
เป็นสถานีโทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทย
เป็นความรู้สึกดีดี ที่แอบภาคภูมิใจไว้อยู่คนเดียวมานานแสนนานแล้วล่ะครับ

ผมบอกเลยดีกว่า  ก่อนที่อาการของโรคโหยหาอดีตของผม จะทำให้คุณผู้อ่านเกิดอาการเซ็งไปซะก่อนเลยว่า ความฝันของผมนั้น  ก็คือการได้เห็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโทรทัศน์ เกิดขึ้นในประเทศไทย
และคงไม่มีที่ไหนจะเหมาะไปกว่า ดินแดนที่เคยมีรากกำเนิดฝังลึกอยู่ที่นี่
ที่ อสมท แห่งนี้ล่ะครับ


ก่อนหน้านี้ อสมท เคยมีโครงการจะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มาแล้วหลายครั้งครับ แต่ก็ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมในระดับที่เปิดให้ประชาชนผู้สนใจได้มีโอกาสเข้ามาชื่นชม อุปสรรคว่ากันแบบวงใน คงเป็นเรื่องของสถานที่ หรือ ถ้าจะให้เจาะลึกไปมากเกินกว่านั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องของการหา"เจ้าภาพ"ดำเนินการมากกว่า
แต่ไม่เป็นไรครับ สักวันความฝันของผมก็อาจเป็นจริงขึ้นมาก็ได้



      ข้าวของที่จะจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์โทรทัศน์ ผมบอกคุณผู้อ่านเลยว่า ยังพอมีอยู่ครับ แต่สิ่งที่น่าเสียดาย และหาได้ยากกว่านั้น ก็คือบรรดาผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเรา ในยุคแห่งความเหนื่อยยาก ในยุคบุกเบิก (ก่อนยุค"แดนสนธยา" และยุค"เทขายหุ้น") ท่านเหล่านั้นก็ค่อยๆจากพวกเราไป  แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านจากพวกเราไปแบบไม่มีวันกลับนะครับ
แต่หลายท่านเกษียณจากองค์กรเก่าแก่แห่งนี้ไป โดยที่เราไม่ได้มีโอกาสถามท่าน หรือได้บันทึกถ้อยคำบอกเล่าเกี่ยวกับตำนานขององค์กรเก่าแก่แห่งนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรบ้างเลย

..แน่นอนนะครับว่าบางท่าน ก็ไม่มีโอกาสจะเล่าให้พวกเราได้ฟังกันแล้วในวันนี้


     คนยุคช่อง 4 บางขุนพรหมรุ่นบุกเบิก ประเภทข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนวิชา เครื่องส่งโทรทัศน์ ไปเรียนวิชาผลิตรายการโทรทัศน์ เมื่อ กว่า 50 ปีก่อน
ท่านเกษียณไปนานแล้ว  จะเหลือชาวบางขุนพรหมรุ่นหลังสุด ก็แทบจะนับคนได้ และคงเกษียณหมดไปในปีสองปีนี้  ส่วนชาวช่อง 9 บางลำภู (รุ่นหน้าโรงเหล้า ตรอกไก่แจ้) ก็กำลังทยอยเกษียณอายุในปีถ้ดๆไป



แม้ยังเป็นแค่ความฝัน แต่อย่างน้อยผมว่าพื้นที่บนสื่อ New Media ของ Mcot.Net นี้ ก็อาจเป็นสื่อกลางให้พิพิธภัณฑ์โทรทัศน์ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์เสมือนจริงบนโลกไซเบอร์ เกิดขึ้นเป็นเค้าลางๆได้ใช่มั้ยครับ

     ความฝันของผมคงเล่าไม่จบในวันนี้...
แต่ถ้าคุณผู้อ่านแวะมาที่นี่อีกในวันข้างหน้า   ผมอาจมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับโทรทัศน์ไทยในอดีต พาคุณผู้อ่านไปชมกรุสมบัติของช่อง 9 ที่ยังคงเหลืออยู่ให้เราได้หวนคิดถึง หรืออาจพาผู้สนใจไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์โทรทัศน์ ที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ และมักจะมีคู่กับสถานีโทรทัศน์เก่าแก่ระดับตำนานของประเทศนั้นๆอยู่เสมอ...

  
 ถ้าคุณผู้อ่านไม่เบื่อเสียก่อน   เราคงได้พบกันใหม่ครับ


ชัยนันต์ สันติวาสะ

Links

- Home
- My Profile
- Archives
MCOT Public Company Limited. All rights Reserved.2004
Contact Us Tel:02-201-6000 webmaster@mcot.net Tel: 02-201-6145
Powered by Computer Department of MCOT.