หนูน้อยผู้รอความหวัง

Posted on 30/4/2008 at 17:14

                                                                  น้องเนย.... หนูน้อยผู้รอความหวัง

                 น้องเนย วัย 10 ขวบ 8 เดือน จากเด็กที่สดใสร่าเริงเป็นที่รักของคุณพ่อคุณแม่ ดั่งดวงใจ แต่น้องเนยมีปัญหาด้านการถ่ายท้องมาตลอดที่เรียกว่าท้องผูกไม่ถ่าย เป็นอาทิตย์ตั้งแต่เด็กต้องใช้ยาสวนทุกครั้ง อุจจาระที่ถ่ายออกมาจะเป็นเม็ดๆ คล้ายขี้แกะเหนียว มีกลิ่นแรงมาก จนมาบัดนี้ ร่างกายของน้องเนยมีอาการเปลี่ยนไปตลอดทั้งตัวเป็นแผลพุพอง ลำตัวมีอาการช้ำเลือดช้ำหนองบางแห่งแผล เป็นรูและมีน้ำหนองไหลออกมาสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่น้องเนยเป็นอย่างมาก

 

 

 

                

 

              ทางคุณพ่อคุณแม่ของน้องเนยซึ่งเป็นชาวไร่ชาวนาฐานะยากจนไม่มีเงินทอง มากพอที่จะพาน้องเนยไปรักษากับแพทย์เฉพาะทางได้จึงได้รักษาตามมีตามเกิด โดยใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรคที่โรงพยาบาลท้องถิ่น ทางโรงพยาบาลได้ส่ง ตัวน้องเนยมารักษาที่กรุงเทพฯตั้งแต่ วันที่ 16 ธันวาคม 2550 บัดนี้เป็นเวลา3 เดือน 4 วันแล้ว ( 16/12/2550 - 19/3/2551)

 

               อาการน้องเนยยังไม่หาย ทางโรงพยาบาลตรวจพบว่าสิ่งที่น้องเนยเผชิญในตอนนี้คือเส้นเลือดอุดตัน และอีกอย่างหนึ่งคือลำไส้ทะลุหรือลำไส้รั่วจนต้องตัดลำไส้ทิ้งแล้วใช้ถุงยึดติดกับ ลำไส้เพื่อรับของเสียจากร่างกายแทนสร้างความทุกข์ทรมานให้กับน้งเนยเป็น อย่างมากเกินกว่าที่เด็กอายุแค่นี้จะรับไหว อยากรู้เรื่องราวเพิ่มขึ้นโทรสอบถามคุณพ่อดม คุณแม่พนม ของน้องเนย โทร: 087-1657944 อาของหลานเพื่อนผู้รอความหวัง

 

 

บันทึกเจตนารมณ์รธน.เรื่อง"เพศ" เท่าเทียม ไม่แบ่งแยก

Posted on 31/3/2008 at 17:33

    มาตรา 30 ของรธน.50 ระบุว่า

                บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

                ชายและหญิง มีสิทธิเท่าเทียมกัน

                การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ   อายุ ความ พิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรับธรรมนูญ จะกระทำมิได้

                 มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้น เพื่อขจัดอุปสรรค หรือ ส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรค 3

            เจตนารมณ์แนบท้ายมาตรา 30 ระบุว่า เพื่อกำหนดหลักความเสมอภาค และ การไม่เลือกปฏิบัติแก่บุคคลที่มีความแตกต่าง

            รัฐมีหน้าที่ในการขจัดอุปสรรค และ ส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น โดยไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม อันเป็นหลักการสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

            ความแตกต่างเรื่อง"เพศ"นอกจากหมายถึงความแตกต่างระหว่างชายหรือหญิงแล้ว ยังหมายรวมถึงความแตกต่างของบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศ (Sexual Identity) หรือ เพศสภาพ (Gender) หรือ ความหลากหลายทางเพศ (Sexual Diversity) แตกต่างจากเพศที่ผู้นั้นนับถือ

           โดย คณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญ

บริจาคเลือดปฏิบัติ เลือดคนละสี

Posted on 31/3/2008 at 14:13

เมื่อ เลือด ถูกเลือกปฏิบัติ

                กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เตรียมยื่นหนังสือต่อสภากาชาดไทย อย่าเหมารวมคนรักร่วมเพศบริจาคเลือด  ด้านเครือข่ายหลากหลายทางเพศ เตรียมยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เหตุขัดรัฐธรรมนนูญที่ห้ามเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ

            จากกรณีสภากาชาดไทยยืนยันที่จะไม่รับบริจาคเลือดจากกลุ่มคนรักร่วมเพศ โดยยืนยันไม่ตัดข้อสอบถามในข้อ 12 ของแบบฟอร์มการขอบริจาคเลือดที่ระบุว่า ท่านหรือคู่ของท่านมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันใช่หรือไม่ และยังได้เพิ่มข้อความใหม่อีกว่า ท่านหรือคู่ของท่านทั้งชายและหญิงมีเพศสัมพันธ์กับเพศชายด้วยกันใช่หรือไม่อีกด้วย 

            

                   น.ส.นัยนา สุภาพึ่ง ประธานคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาค ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  กล่าวว่า ปลายสัปดาห์นี้ จะทำหนังสือสอบถามและขอแบบฟอร์มดังกล่าว พร้อมด้วยข้อมูลจากสภากาชาดไทยอย่างเป็นทางการ ถ้าพบว่า เรื่องนี้เป็นจริง ว่าสภากาชาดไทยมีการปฏิเสธแบบเหมารวมกับกลุ่มคนรักร่วมเพศ หรือปฏิเสธเหมารวมเมื่อเห็นบุคลิกภายนอกว่าเป็นกลุ่มบุคคลดังกล่าว ตนจะได้ทำหนังสือเสนอแนะว่าไม่ควรปฏิเสธแบบเหมารวม เพราะไม่ว่าจะเป็นบุคคลกลุ่มใด เพศใด ก็สามารถติดเชื้อเอชไอวี ได้ไม่แตกต่างกัน" น.ส. นัยนากล่าว

       

            นอกจากนี้อาจจะเชิญกลุ่มคนรักร่วมเพศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ และสภากาชาดไทยมาทำความเข้าใจต่อไป ที่ผ่านมาทางเครือข่ายความหลากหลายทางเพศได้เข้าแจ้งปัญหานี้ให้คณะกรรมการสิทธิฯทราบอย่างไม่เป็นทางการบ้างแล้ว                 

      

             น.ส.ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ผู้ประสานงานเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ ทางกลุ่มความหลากหลายทางเพศ  ซึ่งประกอบด้วยองค์กรกว่า 10 องค์กร อาทิ สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย กลุ่มบางกอกเรนโบว์ กลุ่มสวิง จะนัดประชุมด่วนหารือถึงปัญหาที่สภากาชาดไทยฯ ปฏิเสธรับบริจาคเลือดจากกลุ่มคนรักเพศเดียวกันและกลุ่มคนรักร่วมเพศ รวมทั้งจะมีการหารือการตัดอัณฑะของเยาวชน ซึ่งในเรื่องการรับบริจาคเลือด เป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นการใช้อคติในการกำหนดกติกาและกฎระเบียบ เพราะผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ว่าจะเป็นเพศใดหรือมีความสัมพันธ์ในลักษณะใด มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้หมด

ที่ผ่านมาทางกลุ่มเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ เคยได้รับร้องเรียนจากเพื่อนของตน ซึ่งเป็นทอมไว้ผมยาว เคยไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทยฯ ก็สามารถบริจาคได้ แต่ล่าสุดหลังตัดผมสั้นก็ถูกปฎิเสธไม่รับการบริจาคเลือด รวมทั้งคนที่มีบุคลิกภายนอกที่เป็นลักษณะ เกย์ เลสเบี้ยน ทอม ดี้ ก็จะถูกปฏิเสธกาiรับบริจาคเลือด
แนวทางที่กลุ่มเครือข่ายความหลากหลายทางเพศจะเคลื่อนไหวที่สำคัญคือ การยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ให้วินิจฉัยว่า กฎระเบียบหรือการปฏิบัติแบบนี้ของสภากาชาดไทยฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากในมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ.2550 ได้บันทึกเจตนารมณ์ว่า ห้ามเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ โดยความหมายของเพศ หมายถึงรวมถึงเพศวิถี วิถีเพศที่แตกต่างจากกระแสหลักด้วย ซึ่งจะรวมถึงกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน กลุ่มรักร่วมเพศ กลุ่มหลากหลายทางเพศ   

 

 

     

          

           ทีี่ผ่านมาและปัจจุบันสภากาชาดไทย มักจัดกิจกรรมรณรงค์ ให้ผู้คนมาบริจาคเลือดมากๆ และนิยมใช้ดารา นักร้อง มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ประกาศข่าว นั่นย่อมสะท้อนว่า ปริมาณเลือดมีไม่มาก และหลายต่อหลายครั้งก็ขาดแคลน ถึงกับต้องขอความร่วมมือสื่อมวลชนขึ้นตัววิ่งแจ้งขอเลือดกรุ๊ปนั้นกรุูปนี้เป็นการด่วน

          ภาพผู้คนแห่แหนมาเข้าแถวรอบริจาคเลือด ช่วยทำให้รู้สึกว่าสังคมนี้ช่างน่าอยู่ ยังมีผู้ใจบุญ เต็มใจช่วยผู้คน สละเลือดในกายตัวเอง เพื่อต่อชีวิตให้อีกคนอยู่เสมอ

         การที่ใครคนหนึ่ง จะบริจาคเลือดตัวเองกับสภากาชาดไทย ต้องถูกตรวจสอบหรือถูกประเมินผ่านรูปลักษณ์ภายนอกว่า สำส่อนหรือไม่ มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน หรือผู้ชายใช่หรือไม่ ย่อมไม่ต่างกับคำถามอมตะที่ว่า "เมื่อคืนนี้คุณเสพเมถุนมาหรือไม่" และมีใครหน้าไหนบ้่างที่จะบอกความจริง แล้วคำตอบที่ได้หรือสิ่งที่เห็นด้วยตา วัดได้จริงหรือ

        

              เป็นความชอบธรรรม หรือรางวัลตอบแทนที่สาสมสำหรับความเสียสละ ความตั้งใจดี ด้วยการประกาศชัดเจนว่า ไม่ต้องการและรังเกียจ เลือด ของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน และ กลุ่มรักร่วมเพศ หรืิอ เลือดของพวกเธอ พวกเขา แตกต่าง จากคนทั่วไป เป็นสีม่วงนั้นหรือ

             ทุกวันนี้เลือดที่สภากาชาดมีอยู่ อาจจะเป็นเลือดจากชายไม่จริงหญิงไม่แท้ทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ก็เป็นได้ เพียงแต่ไม่มีใครทราบ แล้วถ้าในอนาคตเกิดประเทศเรามีชายไม่จริง หญิงไม่แท้ เป็นส่วนใหญ่ หรือทั้งหมด สภากาชาดไทย ไม่ต้องงดหรือปิดรับบริจาคถาวรเลยหรือ

       

           หรือ สโลแกน ที่ว่า "ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ... บริจาคโลหิตช่วยชีวิตผู้อื่นได้" จะตกหล่นข้อความไป

ดิฉันเองเริ่มวิตกจริงๆ ค่ะ ในฐานะหญิงแท้ ว่า ถ้าเกิดต่อไป กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน กับ กลุ่มรักร่วมเพศ ซึ่งหลายคนไม่เปิดเผยตัว เกิดประท้วง บอยคอต ไม่บริจาคเลือด หรือ ระบุว่า จะให้เลือดของตัวเอง กับ ชายไม่จริง หญิงไม่แท้บ้างล่ะ แล้วหญิงแท้อย่างดิฉัน จะทำอย่างไร เกิดต้องใช้เลือดขึ้นมา  ขอเถอะ อย่าให้ถึงวันนั้นเลย

ถึง "รสนา" หญิงเหล็กที่ศรัทธา

Posted on 21/3/2008 at 15:33

                                                                 

                                                "ความพยายามอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า"

                                                               รสนา โตสิตระกูล

              สำหรับดิฉันแล้ว คุณรสนา โตสิตระกูล เป็นผู้หญิงตัวอย่าง ที่น่ายกย่องและศรัทธา สิ่งที่เธอทำมาตลอดยิ่งใหญ่เสมอสำหรับดิฉัน

              และภูมิใจยิ่งขึ้น เมื่อทราบว่า คุณรสนา เป็นรุ่นพี่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. แม้จะไม่ทันกันสมัยเรียนก็ตาม คุณรสนา จบปี 2517 แต่ดิฉัน จบปี 2535

              ในการเลือกตั้งสว.ที่ผ่านมา แม้ดิฉันจะไม่ได้ไปใช้สิทธิ แต่ก็ไม่ลังเลที่จะบอกกับคุณแม่ของดิฉัน ที่ถามว่าเลือกเบอร์ไหนดี ว่า เบอร์ 5 ดีแน่นอน ถ้าว่างหนูก็จะเลือกเบอร์นี้เช่นกัน

              แม้ล่าสุดจะมีใครบางคน ที่ดิฉันไม่อยากให้ชื่อของ "เขา" หรือ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"อยู่ในพื้นที่ตรงนี้ จะออกมาตำหนิคนกรุงเทพฯ ว่าไม่ฉลาดเลยที่เลือกคุณรสนา เป็นสว.กรุงเทพฯ แต่สำหรับดิฉันและแม่แล้ว กลับคิดว่า การเลือกหมายเลข 5 เป็นสว.กทม. เป็นการตัดสินที่ยิ่งใหญ่และถูกต้องแล้ว

             ดิฉัน และ แม่ ยอมเป็นคนกทม.ที่ไม่ฉลาดเลย ของ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" และหากมีโอกาสอีก ก็จะเลือกคนแบบคุณรสนา นี่แหละค่ะ เพราะตระหนักดีว่า เงิน ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ของ มนุษย์ เงินยิ่งมาก คุณธรรมมักต่ำตาม บางทีคนที่ฉลาดมากๆ รวยมากๆ หรือ คนที่คิดว่าตัวเองเก่ง ฉลาดเหลือเกิน อาจไม่มีเวลาแม้แต่จะส่องกระจกก็เป็นได้ 

 "ชาวกรุงเทพส่วนใหญ่สนับสนุนประชาธิปไตยสายกลาง และ เศรษฐกิจแบบตลาดเสรี พวกเขารักความยุติธรรมและเกลียดการคอรัปชั่น, การผูกขาดที่ไม่ยุติธรรม และพฤติกรรมปากว่าตาขยิบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป หรือ ทำให้พวกเขา เป็น "พวกซ้าย" เหมือนที่คุณอ้าง มีคนเดียวที่จะมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องซ้ายได้ ก็คือ "พวกขวาจัด" 
ชาวกรุงเทพฯรู้ว่า ดิฉันไม่ได้ต่อต้านเศรษฐกิจตลาดเสรีที่เป็นธรรม แต่สิ่งที่พวกเขาและดิฉันไม่อาจทนได้ก็คือ ธรรมาธิบาลที่แย่และข้อตกลงแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีเบื้องหลังซ่อนเร้น"

เป็นความรู้สึกของคุณ รสนา ต่อ คนกรุงเทพฯ และ ข้อกล่าวหา ของ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"

          ดิฉันขอสนับสนุน คุณรสนา และ ขอเป็นกำลังใจให้ คุณ เป็น 1 ใน ผู้หญิงที่ดิฉันศรัทธาค่ะ

    เหมือนกับบทเพลง ศรัทธา ของ วงหินเหล็กไฟ เป็นเพลงที่ดิฉันชื่นชอบมากค่ะ

                                                  "ไม่มี ก็คงต้องมีสักวัน 
                                                                 ความฝันเป็นจริงต้องทนสู้ไป 
                                                                    ไม่นาน เราคงจะได้สมใจ
                                                                มุ่งมั่น ทุ่มเทเพียงใดกว่าจะได้มา



          เส้นชัย ไม่มาต้องไปหามัน   รางวัล มีไว้ให้คนตั้งใจ
                 ขวากหนาม ทิ่มแทงก่อนผ่านพ้นไป
        โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายดาย

        ใจสู้หรือเปล่า ไหวไหมบอกมา
           โอกาสของผู้กล้า ศรัทธาไม่มีท้อ



 ที่มา รู้ดีไม่รู้ที่ไป 
   คนเรา มันเลือกเกิดเองไม่ได้
    แต่เรา เลือกได้จะเป็นเช่นไร
       เลือกได้จะทำตามใจด้วยตัวของเรา

 

หลายคน เชื่อในเรื่องโชคชะตา บางคน เชื่อมั่นในตัวเอง

 ชีวิต เรากำหนดของเราเอง
 จะแพ้ชนะไม่เกรงจะสักเท่าไร
      เรื่องราวมากมายบีบคั้น กายและใจโอนอ่อนหวั่นไหว
                        แต่ก็มีเหตุผลสำคัญ ให้บางคนยอมถอดใจ เย......."

                            แต่ไม่ใช่สำหรับ หญิงเหล็กผู้นี้ "รสนา โตสิตระกูล"

รัฐบาลยังไม่สรุปเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

Posted on 20/3/2008 at 15:27
 

คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติยังไม่พิจารณาปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุใหม่

                ที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติยังไม่สรุปเรื่องอัตราการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตีกลับให้ไปศึกษาและทบทวนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใหม่  เผยมีการเสนอแนวทางระบบบำนาญแห่งชาติ ให้เก็บเงินคนในวัยทำงานเดือนละ 200-300 บาทเป็นเงินออมไปเรื่อยๆ แล้วจ่ายให้ภายหลังเมื่ออายุ 60 ปีหรือเกษียณ

                วันนี้ (20 มี.ค.51) นายกิดติ สมานไทย ผอ.สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ (สท.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ครั้งที่ 1/2551 วันนี้ที่ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2551ตามที่คณะอนุกรรมการสรรหาผู้สูงอายุที่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม ซึ่งมีรมว.พม. เป็นประธานได้ดำเนินการสรรหาและมีมติเป็นเอกฉันท์เสนอ

ส่วนแนวทางเสนอปรับเปลี่ยนการจ่ายเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุใหม่ ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยให้ไปศึกษาเพิ่มเติมและหารือกับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรมการปกครองท้องถิ่นด้วย ก่อนนำมาพิจารณาใหม่ในการประชุมเดือนถัดไป โดย แนวทางแรก ที่เสนอให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปทุกคน คนละ 500บาท ต่อเดือน  และให้เปลี่ยนชื่อเป็นระบบบำนาญพื้นฐานนั้น ที่ประชุมส่วนใหญ่มีข้อเสนอแนะติติงว่า อย่าเพิ่งรีบสรุป เพราะคนที่อายุ 80 ปีขึ้นไปไม่ได้ยากจนทุกคน

ส่วนแนวทางที่ 2 ที่เสนอให้เพิ่มอัตราเบี้ยยังชีพจากเดิมที่ให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ต่ำกว่า ปีละ 1 หมื่นบาท คนละ 500 บาท ต่อเดือน  เป็นอัตรา 1,000 บาทต่อเดือนนั้น ที่ประชุมระบุว่าค่อนข้างน่าสนใจ แต่มีการติงเช่นกันว่า ที่ผ่านมาการจ่ายในอัตราเดิมมีปัญหาว่า ไม่ได้จ่ายให้กับผู้สูงอายุที่ยากจนจริงๆ

มีการร้องเรียนว่าส่วนใหญ่กำนัน และผู้ใหญ่บ้านจะรับรองให้กับญาติพี่น้องของอบต. นอกจากนี้ที่ประชุมได้หยิบยก แนวทางใหม่ คือ ระบบบำนาญแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ทำการวิจัยศึกษาอยู่ โดยมีลักษณะเป็น เงินออมแห่งชาติ คือ เก็บเงินกับคนทุกอาชีพในช่วงวัยทำงาน  เดือนละ 200 -300 บาท ออมไปเรื่อยๆ จนเมื่ออายุ 60 ปี หรือเกษียณอายุ ค่อยมีการจ่ายเป็นสวัสดิการให้ นายกิตติกล่าว

 

เสนอ "หมอเสม" ผู้สูงอายุแห่งชาติปี 51

Posted on 19/3/2008 at 16:14
 

                 อนุกก.สรรหาผู้สูงอายุที่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมเสนอชื่อ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ราษฎรอาวุโส เป็นผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2551 เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ 9 เม.ย. ปีนี้ และเตรียมพิจารณาปรับเปลี่ยนเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุใหม่เข้าที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติวันพรุ่งนี้

            วันนี้ (19 มี.ค.51) นางสุนทรี พัวเวส ผอ.สำนักส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ  เปิดเผยว่า  ในการประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ครั้งที่ 1/2551 วันที่ 20 มีนาคม 2551หรือวันพรุ่งนี้ ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ที่ประชุมได้เตรียมวาระพิจารณาเรื่องการคัดเลือกผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2551 โดยคณะอนุกรรมการสรรหาผู้สูงอายุที่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม ซึ่งมีรมว.พม. เป็นประธานได้ดำเนินการสรรหาและมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะเสนอให้ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2551 โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับเข็มที่ระลึกซึ่งออกแบบโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติและประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัลจำนวน 100,000 บาทในพิธีเปิดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติปี 2551 ในวันที่ 9 เมษายน 2551 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น)

สำหรับประวัติศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2454 ปัจจุบันอายุย่าง 97 ปี เป็นคนเขตรองเมือง กทม.ซึงเติบโตท่ามกลางครอบครัวที่พ่อแม่รับราชการ สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิตจากศิริราชพยาบาลในปีพ.ศ.2478 หลังสำเร็จการศึกษาได้เข้ารับราชการสังกัดกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ที่ทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านในชนบทและสร้างผลงานมากมายโดยเฉพาะการรักษาโรคอหิวาตกโรคที่ระบาดในสมัยนั้นและความเชี่ยวชาญด้านสูตินารีเวชจนทำให้ได้รับตำแหน่งผอ.รพ.หญิง กระทั่งปีพ.ศ.2505 ได้ลาออกจากราชการแต่ก็ยังทำงานด้านการสาธารณสุขกับชุมชน กระทั่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้เขารับตำแหน่งรมช.สาธารณสุข สมัยรัฐบาล ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ และดำรงตำแหน่งเป็นรมว.สาธารณสุขในรัฐบาลต่อ ๆ มาอีก 5 สมัย นอกจากนี้ศ.นพ.เสมยังเป็นบุคคลสำคัญในการปฏิรูประบบสุขภาพประเทศไทย โดยเฉพาะการทำให้เกิดโรงพยาบาลชุมชนครบทุกอำเภอและสถานีอนามัยครบทุกตำบลทั่วประเทศ ทั้งนี้ศ.นพ.เสมยังคงมีบทบาทด้านการพัฒนาสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนามเป็น ราษฎรอาวุโส

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ จะได้พิจารณาข้อเสนอการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุใหม่ 2 แนวทาง ได้แก่ แนวทางแรก คือ ให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปทุกคน คนละ 500บาท ต่อเดือน  โดยให้เปลี่ยนชื่อเป็นระบบบำนาญพื้นฐาน ซึ่งจะใช้งบประมาณเพิ่มจำนวน 3,568,458,000 บาท หรือแนวทางที่ 2 คือ  เพิ่มอัตราเบี้ยยังชีพจากเดิมที่ให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 6 0 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ต่ำกว่า ปีละ 1 หมื่นบาท คนละ 500 บาท ต่อเดือน  เป็นอัตรา 1,000 บาทต่อเดือนจำนวน 1,763,966 คน จะต้องใช้งบประมาณต่อปีจำนวน 21,167,592,000 บาท

"บัวลา" บทเพลงต่อต้าน ใครใคร่ค้า... ผู้หญิง

Posted on 17/3/2008 at 15:20

"บัวลา" บทเพลงสะท้อนการสูญเสียที่น่าสลดใจ ของ บัว หรือ อุไรรัตน์ สร้อยมี ผู้หญิงไทยที่ถูกหลอกไปขายตัวในประเทศญี่ปุ่น เธอถูกนักค้ามนุษย์ 3 คน ในอ. หล่มสัก จ. เพชรบูรณ์ หลอกว่าจะพาไปทำงานในร้านอาหารที่ญี่ปุ่นเมื่อ ปี 2543 ท้ายสุดกลับถูกบังคับให้ค้าประเวณีทุกวัน ไม่เว้นแม้วันที่มีรอบเดือน เธอตัดสินใจหนี และมีการต่อสู้ขึ้น ทำให้มาม่าซังเสียชีวิต บัวถูกจับกุม ดำเนินคดี ศาลพิพากษาให้จำคุกในญี่ปุ่น 7 ปี ถัดมาอีก 5 ปีเศษในคุกเธอป่วยเป็นมะเร็งในรังไข่ระยะสุดท้าย จึงถูกปล่อยตัวก่อน เพื่อกลับมารักษาตัวในเมืองไทย เมื่อปี 2548 และเธอได้ยื่นคำร้องขอรับค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญาต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะผู้เสียหายจากการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ โดยกรณีของ บัว นับเป็นคดีแรกที่มีการฟ้องค่าเสียหายทางแพ่งจากขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ น่าเสียใจที่เธอกลับมาซบแผ่นดินบ้านเกิดได้เพียง 8 เดือน ก็ต้องเสียชีวิตไปก่อนที่คดีความจะยุติ ขณะนี้แม่และเพื่อนร่วมชะตากรรมค้ามนุษย์กำลังต่อสู้แทนเธอ โดยได้รับความช่วยเหลือจากทนายความของมูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก (FACE)

                                       

                                              บัว "ฉันไม่ใช่อาชญากร แต่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์"

                "หนทางมืดมน เมื่อรู้ว่าคนที่พามา เขาเป็นแม่เล้าแมงดา

                 หลอกเธอมาบังคับขายตัว อ้างว่าเงินดีใช้ปลดเปลื้องหนี้ให้ครอบครัว

                หลับนอนกับชายปรนเปรอกายตัว มั่งมีดีชั่วในเมืองโตเกียว

                อดทนทำไปแต่ความข้างในมันสุดแค้น คนบ้านเดียวกันทำแสบแสน

                ทิ้งลูกทิ้งแฟนเจ็บแค้นเกินทน  น้ำตาตกในกัดฟันเอาไว้วันห้าหกหน

                เจ็บป่วยต้องจำฝืนทน หวังใครสักคน ฉุดพ้นห้วงเหว

                จนได้มาพบรักวันหนึ่งกับหนุ่มไทย เขามาผูกพันและจริงใจเก็บออมเงินไว้เพื่อไถ่เธอ

                จ่ายเงินหมดแล้ว แต่แล้วสิ่งฝันที่อยากเจอ

                กลายเป็นการฆ่าอย่างพลั้งเผลอ   เพราะมันซิเออผิดสัญญา

                เขาถูกจับขังแต่เธอโชคดีถูกปล่อยตัวมา  ถึงแผ่นดินไทยที่เธอใฝ่หา

                เผชิญชะตากับโรคร้าย  ไม่ถึงขวบปีที่ครอบครัวมีความสุขใจ

                ในการกลับบ้านของคนไกล เพราะ (เมื่อ) เธอจากไป อย่างไม่หวนคืน

               เป็นอุทธาหรณ์ให้สังคมไทยได้ครวญคิด

               คุณค่าของคน คือ ชีวิต มีสิทธิเสรี และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันหลุดสลายหายไปป่นปี้

              ด้วยตัณหาของใครที่มี มองค่าสตรีแค่คุณค่ากาม ... (ซ้ำ***)

เนื้อร้อง -ทำนอง โดย  นิติธร ทองธีรกุล (เอ้ นิติกุล)

                             

นิติธร ทองธีรกุล  ผู้เขียนเพลง บัวลา

       เพลง"บัวลา" เป็นเพลงที่นิติธร ทองธีรกุล หรือเอ้ นิติกุล ผู้ประสานงาน กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ชุมชน แต่งไว้ โดย เขา บอกว่า ได้มีโอกาสเจอกับ"บัว" หรืออุไรรัตน์ สร้อยมี หลายครั้ง ในช่วงที่เธอกลับมาเมืองไทย เพื่อรักษาตัว จากเรื่องราวชีวิตการต่อสู้ รวมถึงการจากไป ได้เป็นแรงบันดาลใจ ให้ชายหนุ่มจังหวัดชัยภูมิผู้นี้ รู้สึกสะเทือนใจ และอยากเขียนเพลงขึ้นมาเพื่อเป็นการไว้อาลัย และเป็นอุทาหรณ์แก่คนอื่นๆต่อไป

     นิติธร ได้ร่วมกับกลุ่มคนทำงานกิจกรรมเพื่อสังคมกลุ่มเล็กๆ ชื่อ"กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ชุมชน" ได้แก่ สมเกียรติ อำนวยสุวรรณ (โครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม มูลนิธิกองทุนไทย) , ภาสกร จำลองราช (นักข่าวอาวุโสนสพ.มติชน) ,ภาสกร อินทุมาร (UNDP) ,นพรัตน์ ละมุล (กลุ่มรักษ์เชียงของ) ,ธัชพล บุญบุตร (ศูนย์คุณธรรม) ,อัญชลี มณีโรจน์ (นักเขียนอิสระ) เอกชัย ปิ่นแก้ว , จันทร์จิรา บุญประเสริฐ ,ศิรดา เฑียรเดช (สนง.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) จัดทำ "ใครใคร่ค้าใคร...ค้า สื่่อเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์" ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

                             

        นอกจากสารคดีเพลงบัวลาแล้ว ยังมีสารคดีเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ทั้งการค้าหญิง และการค้าแรงงานข้ามชาติอีกหลายเพลง เช่น "สาวส่งออก" และ "เขาก็คือคน" ที่น่าสนใจยังมีวีดีทัศน์สารคดี เรื่อง บัวลา และ คนค้าคน รวมทั้งบุ๊คเล็ทที่บรรจุสาระเกี่ยวกับคำนิยาม ความหมาย สถานการณ์การค้ามนุษย์ หน่วยงาน และองค์กรที่ให้การช่วยเหลือ เพื่อรณรงค์เผยแพร่ประสบการณ์ของผุ้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์ในรูปแบบสื่อสาระบันเทิง เหมาะสำหรับหน่วยงาน และองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์

     หากสนใจ"สื่อเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์"ดังกล่าว ติดต่อได้ที่ โทร 08-1650-5712 หรือ อีเมล์ folkco@hotmail.com

หรือ ae_nitikul@hotmail.com 

“โรงเรียนปลอดภัย: สิทธิของเด็กหญิง”

Posted on 13/3/2008 at 10:49

โรงเรียนปลอดภัย: สิทธิของเด็กหญิง

โดย องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

 เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม ที่ผ่านมา องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้รัฐบาล และผู้บริหารโรงเรียนและครูทั่วโลกปฏิบัติการยุติความรุนแรงต่อเด็กหญิง โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิงในโรงเรียนอย่างจริงจังตามรายงานฉบับล่าสุดของแอมเนสตี้ฯที่เผยแพร่ทั่วโลกวันนี้

 

รัฐบาลในหลายประเทศล้มเหลวที่จะคุ้มครองเด็กหญิงแม้ในระดับพื้นฐาน พวกเขาล้มเหลวที่จะบอกแก่สาธารณะว่าความรุนแรงต่อเด็กหญิงในโรงเรียนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้วิดนีย์ บราวน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ของแอมเนสตี้ฯกล่าว

 

โดยแก่นแท้แล้วรัฐบาลทุกประเทศต่างอ้างว่าตนเกลียดชังความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง โรงเรียนเป็นสถานที่ที่รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง และสามารถพิสูจน์คำพูดของตนเองได้โดยการลงมือปฏบัติอย่างจริงจัง

 

รายงาน โรงเรียนปลอดภัย: สิทธิของเด็กหญิงชี้ให้เห็นว่าทำไมความรุนแรงทั้งในและรอบๆสถานศึกษายังคงมีอยู่อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าในประเทศแม็กซิโก จีน หรือประเทศใดเด็กหญิงยังคงเสี่ยงต่อการถูกละเมิดและคุกคามทางเพศระหว่างเดินทางไปโรงเรียน หรือขณะอยู่ภายในรั้วโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

 

เด็กหญิงบางคนพบเจอความรุนแรงมากกว่าใครเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิงที่เป็นชนกลุ่มน้อย เลสเบี้ยน หรือเด็กหญิงพิการ

     

ในรั้วโรงเรียนเด็กหญิงจำนวนมากเผชิญความรุนแรงทางกายภาพ ถูกกลั่นแกล้งหรือดูถูกเหยียดหยาม บางคนถูกเฆี่ยนตีภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับ  เด็กหญิงบางคนถูกคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศโดยเพื่อนนักเรียน หรือถูกยื่นข้อเสนอให้มีเซ็กซ์กับครูเพื่อแลกกับคะแนนสูงๆ และแม้แต่ถูกข่มขืนในห้องพักเจ้าหน้าที่

 

จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับนักเรียนหญิงในประเทศมาลาวิ (ในทวีปแอฟริกา)ในปี 2549 พบว่านักเรียนหญิงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เคยถูกแตะเนื้อต้องตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยครูหรือเพื่อนนักเรียนชาย

 

เช่นเดียวกันในประเทศอเมริกาพบว่า 83 เปอร์เซ็นต์ของเด็กหญิงที่เรียนอยู่เกรด 8-11 (อายุประมาณ 12-16 ปี)ในโรงเรียนของรัฐ เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศ


การทำร้ายเด็กหญิงในโรงเรียนส่งผลกระทบต่อเด็กในทันทีและระยะยาว

ไม่เพียงแต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของเด็กหญิง แต่ภายใต้บริบทของการศึกษา ความรุนแรงอาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กหญิงต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน และหมดหวังที่จะหลุดพ้นจากความยากจนและกระบวนการทำให้เป็นชายขอบทางการเมือง

 

การสร้างหลักประกันว่าเด็กหญิงสามารถเข้าถึงการศึกษาได้เป็นกุญแจดอกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้หญิง การถูกปฏิเสธให้เข้าถึงการศึกษาส่งผลต่อผู้หญิงไปตลอดชีวิตบราวน์กล่าว

 

บ่อยครั้งที่ท่าทีการปฏิบัติทางเพศที่ก้าวร้าวหรือไม่เหมาะสมของนักเรียนชายในโรงเรียนถูกมองเป็นเพียงแค่ เด็กผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละพฤติกรรมดังกล่าวจึงมักไม่ถูกรายงานหรือลงโทษ ส่งผลให้สังคมมองความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กเป็นสิ่งที่พึงยอมรับได้และความก้าวร้าวของเพศชายเป็น เรื่องปกติ

 

ยกตัวอย่างเช่น แอมเนสตี้ฯได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้คนทั่วไปในประเทศไฮดิ พวกเขาเห็นพ้องกันว่าความรุนแรงมีอยู่อย่างแพร่หลายในโรงเรียนแต่มักไม่ถูกรายงาน การลงโทษทางกายของผู้กระทำผิด การเฆี่ยนด้วยไม้ การตีด้วยสายไฟ การบังคับเด็กให้คุกเข่ากลางแดดร้อน การสั่งงดอาหาร การละเมิดทางเพศ การกลั่นแกล้งและทำร้ายทางจิตใจของเด็กผู้หญิงล้วนกระทำโดยครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน

 

โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งมีความเสี่ยงที่นักเรียนจะตกเป็นอันตรายถึงชีวิต การเรียนการสอนยังถูกรบกวนในหลายๆกรณีที่โรงเรียน ครูและนักเรียนตกเป็นเป้าหมายจู่โจมของความรุนแรงที่ใช้อาวุธ ในประเทศอัฟกานิสถาน การเผาโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนหญิงล้วนและการคุกคามหรือล่วงละเมิดเด็กหญิงที่เรียนหนังสือได้เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  ในประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการระบุในเดือนธันวาคม 2549 ว่า มีครูถูกสังหาร 71 คน และโรงเรียน 130 แห่งถูกเผาในช่วงสามปีที่ผ่านมา ครูอย่างน้อย 112 คนได้รับบาดเจ็บ นักเรียนเสียชีวิต 16 คนและอีก 58 คนได้รับบาดเจ็บในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว


ถึงแม้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศกำหนดให้การศึกษาระดับประถมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่โรงเรียนหลายแห่งยังคงเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง การต้องจ่ายค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆเป็นอุปสรรคสำหรับเด็กเป็นจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเด็กหญิงมีโอกาสที่จะไม่ได้เรียนหนังสือสูงกว่าเด็กผู้ชายในกรณีที่ครอบครัวมีฐานะยากจน

 

ดังนั้นแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐ รวมทั้งครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนปฏิบัติตามแผน 6 ขั้นตอน โดยมีใจความหลักได้แก่

·        กำหนดและบังคับใช้กฎหมาย นโยบาย หรือมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการใช้ความรุนแรงต่อเด็กหญิงทุกรูปแบบ รวมทั้ง การลงโทษทางกายของผู้กระทำผิด การใช้คำพูดด่าทอ การทำให้อับอาย การกระทำรุนแรงทางกายภาพ การใช้ความรุนแรงต่อร่างกาย การรบกวนสภาพอารมณ์ การเอาเปรียบและการใช้ความรุนแรงทางเพศ

·        จัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กหญิง  อันประกอบด้วยแนวปฏิบัติสำหรับโรงเรียน การอบรมภาคบังคับสำหรับครูและนักเรียน

·        ครู หน่วยงานการศึกษา  และเจ้าหน้าที่รัฐต้องตอบสนองต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงทีและสร้างหลักประกันว่ามีกลไกติดตามโดยพร้อมหากเกิดความรุนแรงขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องรวมถึง การสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ และมีกระบวนการนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีทางอาญาตามความเหมาะสม และมีบริการให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทางการแพทย์สำหรับเหยื่อหรือผู้รอดพ้นจากความรุนแรง

 

ท้ายสุดแอมเนสตี้ฯเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกที่ทำงานเพื่อมุ่งให้เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (the 2000 Millennium Development Goals)ที่กำหนดโดยสหประชาชาติบรรลุให้ตระหนักเกี่ยวกับความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อเด็กหญิง   แม้เป้าหมายของMDGซึ่งมุ่งที่จะขจัดความยากจน รวมทั้งกำหนดให้การศึกษาระดับมัธยมเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วโลก และส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศนั้น ในความเป็นจริงตัวชี้วัดที่ระบุไว้ใน MDG กลับมองเพียงตัวเลขของเด็กหญิงในชั้นเรียนโดยไม่กล่าวถึงความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้เด็กหญิงต้องออกจากโรงเรียน

 

ในขณะที่แอมเนสตี้ฯสนับสนุนความพยายามให้บรรลุซึ่งเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDG) แอมเนสตี้ฯเชื่อมั่นว่าการที่จะให้ได้มาซึ่งความเสมอภาคทางเพศในด้านการศึกษาจำเป็นต้องสร้างความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างมากที่จะยุติความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนหญิง มันเป็นการยากที่พวกเขาต้องมาเรียนหนังสือหาก เขาเหล่านั้นต้องทุกข์ทรมานกับความรุนแรงที่ต้องเผชิญในโรงเรียนทุกวันวิทนีย์ บราวน์กล่าว

นับตั้งแต่นี้จนถึงปลายปี 2553 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลวางเป้าหมายว่าอย่างน้อยโรงเรียน 600 แห่งทั่วโลกจะประกาศตนเองเป็นโรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็กหญิง สำหรับในประเทศไทย องค์การแอมเนสตี้ฯ ประเทศไทยและองค์กรภาคี ได้แก่ มูลนิธิเพื่อนหญิง สถาบันส่งเสริมสถานภาพสตรี องค์การพัฒนาเอกชนอื่นๆ และหน่วยงานรัฐที่ทำงานด้านเด็ก สตรี และการศึกษาร่วมทำโครงการโดยใช้ชื่อว่า โครงการโรงเรียนน่าอยู่เพื่อหนูปลอดภัยโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

641/8 วราเพลส ลาดพร้าว ซอย 5 ถนนลาดพร้าว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร 02-938-7746 หรืออีเมล์ info@amnesty.or.th; campaign@amnesty.or.th

ปาหิน...ฝันร้ายที่อยากลืม

Posted on 11/3/2008 at 09:50

         "อีกแล้ว กระตุ้นให้เราคิดมากอีกแล้ว เราขอให้ตัวเองช่วยเหลือทุกคน อย่าให้มาโดนก้อนหินอีกเลย"

         "จอน" จุดธุปอธิษฐานต่อภาพถ่ายสามี โจ้ มกจ๊ก อดีตตลกแคระที่ล่วงลับ สำหรับ"จอน"แล้ว ข่าวการปาหินที่เกิดขึ้นหลายแห่งรวมทั้งจังหวัดเพชรบุรีล่าสุด เป็นดั่งฝันร้ายที่ตอกย้ำให้หวนนึกถึงการจากไปของสามี สมชาย จันเจือ หรือ โจ้ มกจ๊ก ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุวัยรุ่นปาหินเข้าใส่รถตู้ที่จังหวัดอยุธยาขณะเดินทางไปแสดงตลกเมื่อกลางดึกวันที่ 26 ตุลาคม ปี 2547ทุกครั้งที่ได้เห็นและได้ยินข่าว เธอต้องจมอยู่กับความทุกข์แสนสาหัสอีก ทั้งที่อยากจะลบและลืมมันไป

         "แค้นคนที่เขาทำร้ายแฟนเรา เป็นจุดเริ่มต้นที่ให้ครอบครัวเราพังทลาย ฝันของเราก็สลายไปหมด เราก็อยากจะค่อยๆลืมไป นึกเสียว่าเป็นความฝัน แต่พอมีข่าวปาก้อนหินกระตุ้นมาอีก โห น้ำตาร่วงเลยทำไมเป็นอย่างนี้ เรายิ่งคิด ยิ่งนอนไม่หลับกลับมาผวาอีก มันเป็นความทรงจำของเราเอง เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ในครอบครัวของเรา"

         เพราะตระหนักดีว่า ความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนรัก และชีวิตที่อยู่โดยลำพังยากแค้นเพียงใด จึงไม่อยากให้ใครทำร้ายและทำลาย ชีวิตใคร ด้วย ก้อนหินที่ไร้ค่า ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับชีวิตที่สูญเสียไป

        "จอน"อยากจะขอไหว้ ขอกราบ อยากให้หยุดเสียที อย่าทำร้ายคนอื่นอีกเลย หยุดได้แล้ว ขอเถอะ ถ้าเป็นครอบครัวตัวเองโดนบ้าง ตัวเองจะเป็นยังไง ก็อยากให้คิดว่า ก้อนหินที่ตัวเองปาไป  จะโดนพ่อ โดนแม่ หรือ โดนลูก ตัวเองต้องคิดว่าเขาจะเป็นยังไง ครอบครัวเขา ถ้าตัวเองโดนเหมือนคนที่ตัวเองปาใส่เขา ครอบครัวตัวเองจะคิดยังไง จะอยู่ยังไง"

        วันนี้"จอน"ยังคงสู้ชีวิตต่อไป หากใครผ่านไปแถวพุทธมณฑลสาย 4 อย่าลืมแวะไปที่ปากทางหมู่บ้านสิวารัตน์ 5 อุดหนุนร้านดวงตา - ดวงใจ ร้านเล็กๆของเธอ ขายของกินอร่อยหลายอย่าง มี หมู-เนื้อแดดเดียว , ยำมะม่วง, กล้วยแขกทอด , น้ำพริกตาแดง และน้ำพริกแมงดา จอนทำเองทุกอย่าง หรือโทรสั่งได้ที่ 087-1559927

      เมื่อถามถึงวัยรุ่นที่ปาหินใส่รถตู้จนทำให้"โจ้"สามีเสียชีวิต ซึ่งถูกจับได้แล้ว อยู่ระหว่างควบคุมตัวในสถานพินิจฯ "จอน"ยอมรับว่า ยังแค้น และเคยคิดอยากจะทำตอบโต้แบบที่สามีถูกกระทำ แต่ก็ทำไม่ลง 

" เพราะเราเห็นว่าเป็นมนุษย์ด้วยกัน เราทำไม่ลงหรอก เขากราบ กราบขอโทษ แต่แค่คำขอโทษมันคืนอะไรกลับไม่ได้แล้ว คนมันไปแล้ว มันไปลับ ไม่อาฆาต แต่ไม่อภัยนะ"  จอนกล่าวเปิดใจปิดท้าย

      สำหรับ "ต้น" วัยรุ่นที่ก่อเหตุปาหิน "โจ้" เสียชีวิต เป็นเยาวชนอายุ 17 ปี ถูกศาลตัดสินให้ควบคุมตัวในสถานพินิจฯต่ำสุด 3 ปี หรือสุงสุด 4 ปี ขณะนี้อยู่ในการดูแลของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก โดย"ต้น"มาอยู่เกือบปีครึ่งแล้ว ได้ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ถึงผลเสียหายของเหยื่อหลายกรณี รวมทั้งผู้เสียหายจากการปาหินด้วย ทำให้ "ต้น"สำนึกแล้วว่าการปาหินตอบโต้เพียงเพราะไม่พอใจที่ถูกเปิดไฟส่องหน้า เป็นความผิดพลาด

      "เขายินดีอยู่ให้ครบตามคำสั่งศาล ที่สำคัญ เขาไม่ต้องการให้สังคมให้อภัยเขา เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันรุนรแงจนเกินไป และถ้าเป็นไปได้ เขาอยากจะชดใช้ความผิดที่มากกว่าที่ศาลสั่ง ด้วยการทำอะไรก็ได้ ที่ให้ผู้เสียหายได้รับประโยชน์จากเขาบ้าง" นางทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษกในฐานะผู้ดูแลต้นกล่าว

     นางทิชา กล่าวด้วยว่า เมื่อ"ต้น"เห็นข่าวการปาหิน ก็จะรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้ง ว่า เขา เป็นกลุ่มแรกๆที่กระทำ และนอกจากโทษถูกกักขังอิสรภาพแล้ว "ต้น"ยังต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดในใจ ยิ่งสำนึกผิดมาก ก็ยิ่งเจ็บปวดมาก

     "แม้เขารู้สึกว่าได้เยียวยาไประดับหนึ่งแล้ว แต่พอได้ยินข่าวแบบนี้อีก ก็เหมือนกับแผลเขาถูกเปิดตลอดเวลา ซึ่งตราบาปนี้มันจะติดตัวเขาไปตลอด นานแสนนานผู้กระทำทุกคนจะต้องรู้นะ ว่าความคึกคะนองของตัวเองนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายที่สูงมาก แม้คุณจะติดคุกไปแล้ว แม้คุณจะถูกจำกัดอิสรภาพตามคำสั่งศาลไปแล้ว แต่ตราบาปที่อยู่ในใจคุณ มันไม่หมด"นางทิชากล่าว

เป็นเสียงสะท้อนจากผู้สูญเสีย และผู้กระทำ ที่ต่างเจ็บปวดจากการปาหิน โดยต่างต้องการเวลาเยียวยาบาดแผลทางจิตใจ ที่อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต


Links

- Home
- My Profile
- Archives
MCOT Public Company Limited. All rights Reserved.2004
Contact Us Tel:02-201-6000 webmaster@mcot.net Tel: 02-201-6145
Powered by Computer Department of MCOT.