ปลาซาบะดอง - ปลาซาบะย่างซีอิ๊ว - ข้าวผัดอเมริกัน - สลัดเนื้ออบ

Posted on 15/5/2008 at 06:55

   

 

ปลาซาบะดอง
 
ส่วนผสม
- ปลาซาบะ 1 ตัว หนักประมาณ  1  กก.
- เกลือป่น 1/4 ถ้วย
- น้ำตาลทราย 3 ชต.
- น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 2 ถ้วย
- เหล้าสาเก 1/2 ถ้วย
 
วิธีทำ
- ล้างปลาซาบะให้สะอาด นำมาตัดหัว ควักไส้ออก แล้วนำไปล้างน้ำอีก 1-2 ครั้ง ให้เลือดหมด และสะอาด
- ผึ่งไว้ให้สะเด็ดน้ำ หรือเอาผ้าสะอาดไม่มีขน ซับน้ำให้แห้ง
- พอปลาแห้งแล้ว ใช้มีดคม ๆ แล่เอาเฉพาะเนื้อไว้ (เป็นชิ้นใหญ่ ยังไม่ต้องหั่น)
- ผสมเกลือ น้ำส้มสายชู น้ำตาล เหล้าสาเก คนให้น้ำตาลละลาย
- นำเนื้อปลาใส่ลงในภาชนะที่จะใช้ดอง (แนะนำเป็นภาชนะเคลือบ หรือภาชนะที่เป็นแก้ว)  แล้วนำน้ำสำหรับดองเทใส่ลงไป
- ดองไว้ประมาณ 1 วัน  ก็นำมาทานได้
- เวลาจะทาน ก็หั่นเป็นชิ้นพอคำ  นำไปแช่เย็น พร้อมกับแตงญี่ปุ่น+หัวไชเท้า+แครอท ซอยเป็นเส้นฝอย ๆ
- เสริฟพร้อมน้ำจิ้มปลาดิบ และวาซาบิ
====================
 

ปลาซาบะย่างซีอิ๊ว
 
ส่วนผสม
- ปลาซาบะ 1 ชิ้น หนักประมาณ  200 กรัม (สำหรับ 1 จาน).
- ขิงแก่ทั้งเปลือกย่าง แล้วหั่นบาง ๆ  1 แง่ง  (ราว ๆ  2 ขีด)
- แครอททั้งเปลือย่าง แล้วหั่นบาง ๆ 1 หัว
- หอมใหญ่หั่นแว่น 2 หัวใหญ่
- กระดูกปลาย่างพอสุก 1 ตัว  (หรือราว ๆ 200 กรัม)
- ปลาแห้ง (ที่ใช้สำหรับทำน้ำซุปของญี่ปุ่น)  1 กำมือ
- น้ำตาลทราย 2 1/2 - 3  ถ้วย
- เหล้าสาเก 1 ถ้วย
- ซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 ถ้วย
 
วิธีทำ
- เริ่มต้นต้องทำน้ำซีอิ๊วสำหรับหมัก + ราดบนตัวปลาก่อน โดยน้ำเหล้าใส่ในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟกลาง ๆ ตั้งไปสักแป๊บจนหมดกลิ่นแอลกอฮอล์
- แล้วก็ใส่ส่วนผสมอื่นตามลงไป (ยกเว้นปลาแห้ง)  ตั้งไฟกลางไปเรื่อย ๆ จนน้ำจิ้มเริ่มเหนียว  จึงใส่ปลาแห้งลงไป ตั้งต่ออีก 5นาที  ก็ยกลง กรอง เอาแต่น้ำ
- นำปลาซาบะที่ล้างทำความสะอาด และซับน้ำให้แห้งแล้ว มาบั้งพองาม 
- เคล้าปลากับน้ำซอสประมาณ หมักไว้ 15 นาที
- พอได้กำหนดเวลา ก็นำปลาไปย่างจนสุกเหลือง  (หรือหากอบในเตาอบ ใช้ไฟ 200 องศาซี ราว 20 นาที)
- พอย่างปลาสุก นำออกมาทาหรือราดด้วยน้ำซีอิ๊วที่เราทำไว้
- เวลาทานก็บีบมะนาวลงไปสักหน่อย จะทำให้ปลาซาบะย่างซีอิ๊วอร่อยยิ่งขึ้น
====================
 

ข้าวผัดอเมริกัน
 
ส่วนผสม
- ข้าวหุงสวย ๆ  1 ถ้วย
- เนยเค็ม 1 ชต.
- หอมใหญ่สับละเอียด 1/2 ถ้วย
- เนื้อไก่ไม่เอาหนัง หรือ แฮมหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 1/4 ถ้วย
- สับปะรดหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก   2 ชต.
- ลูกเกด 2 ชต.
- มะเขือเทศหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก 2 ชต.
- เมล็ดถั่วลันเตาต้มสุก (นิ่ม) 2 ชต.
- ข้าวโพดต้มสุก 1 ชต.
- ซอสมะเขือเทศ 2 ชต.
- ซอสพริก 1/2 ชต.
- เกลือป่น 1 ชช.
- วูสเตอร์ซอส 1 ชช.
 
วิธีทำ
- เริ่มแรกก็นำเนยใส่กระทะ ตั้งไฟกลางๆ  พอเนยละลาย ก็ใส่หอมหัวใหญ่ลงไปผัด จนหอมใหญ่นิ่มและมีกลิ่นหอม
- จากนั้นใส่เนื้อไก่หรือแฮมที่เราหั่นไว้แล้ว ลงไป  ผัดให้เนื้อไก่สุก
- เติมเกลือ  ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก วูสเตอร์ซอส  ลงไปผัดให้เข้ากัน
- ใส่ข้าว ถั่วลันเตา และส่วนผสมอื่นทั้งหมด ผัดให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ
- ทานคู่กับไก่ทอด , ไส้กรอกทอดหรือลวก , และผัก (แครอท ถั่วลันเตา) ผัดกับเนย
====================
 

สลัดเนื้ออบ
 
ส่วนผสม
- เนื้อสันใน 1/2 กก
- เกลือป่น 1 ชช.
- พริกไทยป่น 1 ชช.
- ซอสปรุงรส 1 ชต
- วูสเตอร์ซอส 1 ชช
- น้ำมันพืช  1/2 ถ้วย
- หัวหอมใหญ่สับหยาบ 1/4 ถ้วย
- เหล้า   2 ชต.
 
วิธีทำ
-  เริ่มต้นก็หั่นเนื้อหนาประมาณ 2 นิ้ว  โดยหั่นตามขวาง
-   ผสมส่วนผสมทั้งหมด หมักกับเนื้อ หมักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ในตู้เย็น
 
วิธีทำให้เนื้อสุก ทำได้ 2 วิธี คือ
ทอด - น้ำมันใส่กระทะ ใส่เนื้อทอดพอสุก
อบ -   โดยการวางเนื้อบนตะแกรง รองด้วยถาด น้ำเข้าอบไฟ 400 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 15 – 20 นาที ข้างนอกควรเป็นสีน้ำตาล แต่ข้างในนุ่ม
 
เวลาทำเป็นสลัดเนื้ออบ ก็ใช้ผักกาดแก้ว หอมใหญ่ แตงกวา มะเขือเทศ หั่นเป็นชิ้นพอประมาณ  แล้วราดด้วยน้ำสลัดแบบใสค่ะ ^^

กุ้งผัดผงกะหรี่

Posted on 14/5/2008 at 06:03

   

 

 
 
 
 

ส่วนผสม
กุ้งสด  วันนี้จุ๋มใช้กุ้งแชบ๊วย 6 ตัวใหญ่คะ หนัก 3 ขีดกว่าได้ค่ะ
หัวหอมใหญ่ 1 หัว
ขึ้นฉ่าย 6-7 ต้น
ต้นหอม 2 ต้น
พริกชี้ฟ้าสีแดง 1 เม็ด
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ 2 ฟอง  จุ๋มใช้เบอร์ 2 ค่ะ  ส่วนมากซื้อเบอร์นี้เพราะใช้ทำขนมค่ะ
ผงกะหรี่ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
นมสดจืด 1/4 ถ้วยตวง
นมข้นจืด 1/4 ถ้วยตวง
เหล้าจีน 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา - 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
 

 

กุ้งสด  ล้าง  ปอกเปลือก  ผ่าหลังเอาขี้มันออกค่ะ  จุ๋มไม่ได้ไว้หางกุ้งนะคะ  กุ้งแชบ๊วยนี้ตัวใหญ่มาก  ขี้เยอะมากด้วย  แต่เนื้อมันเด้งดึ๋งมาก ๆ  คนซื้อมาให้บอกกิโลละ 500 บาท  ไม่ได้กินนานแล้วนะนี่เพราะมันแพง
 

 

หัวหอมใหญ่  ต้นหอม  ขึ้นฉ่าย  พริกชี้ฟ้าสีแดงค่ะ
 

 

หัวหอมใหญ่  ปอกเปลือกออก  ล้าง  หั่นตามชอบค่ะ
 

 

ต้นหอม  ตัดราก  ตัดปลายออก  ล้าง  หั่นท่อนขนาด 1 นิ้วค่ะ  ส่วนโคนต้นสีขาวเก็บไว้รวมกับหัวหอมใหญ่นะคะ  ส่วนสีเขียวก็แยกไว้ซีกหนึ่ง
 

 

ขึ้นฉ่าย  ตัดรากออก  ล้าง  โดยเฉพาะโคนต้น  ดินสะสมเยอะมาก ๆ  หั่นท่อนขนาด 1 นิ้วค่ะ
 

 

พริกชี้ฟ้า  ปลิดขั้วทิ้ง  ล้าง  หั่นแฉลบ ๆ ค่ะ  ถ้าไม่มีใช้พริกขี้หนูเม็ดใหญ่สีแดงแทนก็ได้นะคะ  ตอนนี้พริกแพงมาก  พริกขี้หนูกิโลละ 100-150 บาท  จะเป็นลม
 

 

กระเทียม  ปอกเปลือกออก  ล้าง  ทุบ  สับหยาบ ๆ ค่ะ
 

 

ตอกไข่ใส่ชามผสม  หรือกะละมังอะไรก็ได้ค่ะ  ใหญ่ ๆ หน่อย
 

 

ใส่เครื่องปรุงลงไปตามชอบ  ฮ่าฮ่าฮ่า  ใส่อะไรเท่าไรดีนี่สิ
 

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ  ถ้าไม่ชอบหวานลดลงนะคะ  เหลือ 2 ช้อนชาพอ
 

 

น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
 

 

ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนโต๊ะ
 

 

ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
 

 

น้ำมันพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
 

น้ำมันพริกเผามีขายนะคะ  เป็นขวด ๆ ของพันท้ายนรสิงห์ก็มีค่ะ  จะมีแต่น้ำมันพริกเผาล้วน ๆ  ถ้าไม่ใส่สีมันก็ไม่จ๊าบค่ะ
 

 

เหล้าจีน 1/2 ช้อนโต๊ะ  ไม่มีก็ไม่ต้องใส่ค่ะ  ขาดกลิ่นไปเท่านั้นเองคะ
 

 

นมสดรสจืด 1/4 ถ้วยตวง
 

 

นมข้นจืด 1/4 ถ้วยตวง
 

 

น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ  จุ๋มใช้ยี่ห้อ "ฉั่วฮะเส็ง" ค่ะ
 

 

ผงกะหรี่เกือบ ๆ 1 ช้อนโต๊ะค่ะ  ใส่น้อยไม่ค่อยหอม  ใส่มากไปอาจขมได้
 

 

บรรยายมาเสียตั้งนาน  สุดท้ายมารวมกันหมดในนี้
 

 

เอาตะกร้อมือคน ๆ ให้เข้ากัน  ถ้าไม่มีตะกร้อมือก็หาอย่างอื่นตามแต่จะสะดวกคนแทนไปนะคะ
 

 

กระทะสะอาดตั้งไฟ  ใส่น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะค่ะ  ไฟกลางค่ะ
 

 

น้ำมันอุ่นเอากระเทียมลงไปเจียวพอให้หอมค่ะ
 

 

กระเทียมหอมแล้วใส่หอมใหญ่และต้นหอมส่วนสีขาวลงไปผัดพอเริ่มใสคะ
 

 

หอมใหญ่เริ่มใสใส่กุ้งลงไปผัดต่อ  ไฟแรงค่ะ
 

 

ผัดให้กุ้งพอสุกแต่ยังไม่ต้องสุกหมด
 

 

เทส่วนผสมที่เราผสมไว้เมื่อกี้ลงไปสักครึ่งนึง  ผัดให้เข้ากัน
 

 

ไข่มันก็จะสุกแล้วเป็นก้อนแบบนี้นะ  ฮือ  อยากให้มันเป็นข้น ๆ เฉย ๆ  ทำไม่ได้สักที  แต่ไม่เป็นไร  มันอร่อยค่ะ  รับประกัน
 

 

ใส่ผักทั้งหลายลงไปเลยคะ
 

 

ผัดให้ผักสลบค่ะ  ไม่สลบก็จับมันตบเลยคะ
 

 

เทส่วนผสมที่เหลือเมื่อกี้อีกครึ่งนึงลงไปเลยคะ
 

 

แล้วก็รีบผัดพอให้น้ำมันข้น ๆ พอแล้วคะ  ปิดเตาได้เลย  ของจุ๋มสุกจนไข่เป็นลูกแล้วคะ  เริ่มข้นปิดเตาได้เลยเพราะกระทะยังร้อน  จุ๋มมัวแต่ห่วงถ่ายรูปด้วยค่ะ  ฮ่าฮ่าฮ่า
 

 
ตักใส่จานได้เลยคะ

คำชี้แจง

Posted on 10/5/2008 at 19:43

 

ก่อนอื่นขอชี้แจงอะไรสักนิดหน่อยนะคะ เพราะได้เข้าไปอ่าน comment ของทุก blog ที่เขียนมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ค่ะ บางคนอาจจะรู้สึกไม่พอใจที่มาเขียน blog ในเรื่องของอาหารที่นี่ ขออนุญาตชี้แจงให้ทุกท่านทราบไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่ทำงานใน MCOT เอง หรือบุคคลนอกองค์กรนี้นะคะ

ดิฉันได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งใน MCOT ให้มาให้ข้อมูลในเรื่องของอาหาร พูดง่าย ๆ ตรง ๆ คือมาทำงานให้กับ MCOT นี่ละคะ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดที่เขียนนี้ใช้ประกอบในการจัดรายการวิทยุคลื่นนึงซึ่งสังกัดอยู่ใน MCOT นี้  เนื้อหาตามที่คุณผู้ฟังขอมาค่ะ ซึ่งเขาสามารถนำไปปฏิบัติ ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อยู่เสมอ ๆ สามารถนำไปทำกินได้ในเองในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเวลานี้  หรือใครที่สนใจอยากหัด อยากทำอาหาร แต่ยังไม่กล้าเพราะไม่เคยทำ  ไม่เคยมีพื้นฐาน จะได้มีความมั่นใจมากขึ้นในการทำ  โดยใช้ blog นี้เป็นแนวทาง หรือบางคนขอเพื่อนำสูตรไปฝึกทำและประกอบอาชีพ

ดิฉันเองก็ไม่อยากให้ชื่อของดิฉันเรียงติดกันเป็นพรืดเหมือนกัน แต่ด้วยระบบของการเขียน blog ที่นี่เองค่ะที่ไม่ได้ทำให้แสดงเฉพาะ blog ล่าสุดที่เขียนขึ้นมาเพียง blog สุดท้ายชื่อเดียว ในความเป็นจริงแล้วสามารถจัดการให้เป็นแบบนั้นได้ค่ะ  ดิฉันเข้าไปแก้ไขเองไม่ได้ในส่วนนี้ หวังว่าทุกท่านคงเข้าใจนะคะ  จริง ๆ แล้วทุก blog ของทุกท่านไม่ได้หายไปไหน  เพียงแค่ click คำว่า M-Blog บนมุมขวา  หรือ click ที่เมนูบาร์ด้านบน  ก็จะแสดงผลทุก blog ของทุกท่านให้เห็นค่ะ

ในแง่ของคนทำงานแล้ว ย่อมต้องทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดนะคะ

เราลองมาจับมือกันสร้างสรรค์ผลงานเพื่อผู้ฟังและผู้ชมโดยใช้ blog เป็นสื่ออีกทางหนึ่ง ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรให้คุ้มค่า  และลองแจ้งไปที่ฝ่าย IT ของ MCOT สิคะ ว่าให้จัดการระบบ running เวลา new entry blog ใหม่  ให้โชว์ login ของชื่อซ้ำกันเพียงครั้งเดียว  ดีกว่าที่จะมา comment โดยใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุดังเช่นที่บางคนกระทำอยู่ ในขณะที่ดิฉันเขียน blog เกี่ยวกับอาหารดิฉันก็อ่านทุก blog ของที่นี่นะคะ  ทุก blog ให้ประโยชน์หรือแง่คิดแก่ผู้อ่านเสมอ  เพียงแต่จะในแง่มุมไหนเท่านั้นเองค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ปลากะพงสามรส

Posted on 10/5/2008 at 12:51

 

 
 
เมนูนี้มีคนขอมาหลายครั้งหลายครา  เป็นอะไรที่อร่อยค่ะ  หากว่าใครชอบกินปลากะพงแล้ว  คงไม่ปฏิเสธ "ปลากะพงทอดราดน้ำปลา" และ "ปลากะพงสามรส" เป็นแน่แท้ 

อะไรที่มี "สามรส" ในความคิดจุ๋มแล้วนั้น  ปรุงยากกว่าอาหารอื่น ๆ  เพราะมันต้องให้กลมกล่อม  ตัวจุ๋มเองกินมาตั้งหลายร้าน  แต่ละร้านก็แตกต่างกันไปนะคะ  ขึ้นกับว่าร้านนั้นเค้าจะมีแบบฉบับในอาหารแต่ละจานของเค้ายังไง 

บางร้านบอกว่า "ปลากะพงสามรส" หรือ "ปลากะพงทอดราดพริก" คือเมนูเดียวกัน  แต่บางร้านบอกว่าต่างกัน 

จุ๋มเคยไปกิน "ปลากะพงสามรส" จากร้านอาหารที่อยุธยาร้านนึงค่ะ  อร่อย  น้ำราดเค้าจะออก  เปรี้ยว  หวาน  และเค็ม  แล้วจุ๋มก็ถามเจ้าของร้านว่า "ปลากะพงสามรส" กับ "ปลากะพงทอดราดพริก" ที่นี่นั้น  ต่างกันอย่างไร  เค้าตอบมาว่า "ปลากะพงสามรส" จะไม่มีรสเผ็ด  แต่ "ปลากะพงทอดราดพริก" จะมีรสชาติเผ็ดกว่า 

วันนี้ขอทำ "ปลากะพงสามรส" เลียนแบบร้านที่จุ๋มกล่าวถึงนี้นะคะ 

 
"ส่วนผสมปลากะพงสามรส"
 
ปลากะพง 1 ตัว (ตัวที่เห็นหนัก 700 กรัมค่ะ)
กระเทียม  จุ๋มใช้กลีบกลาง 25 กลีบ  ใส่เพิ่มได้ค่ะเป็น 30 กลีบก็ได้  จุ๋มว่ามันน้อยไปสำหรับวันนี้  และจุ๋มบดพริกกับกระเทียมแหลกไป  มันยิ่งเลยมองไม่เห็นไปกันใหญ่
พริกชี้ฟ้าสีแดง 2 เม็ด (เม็ดใหญ่มาก)  หากเม็ดเล็กเพิ่มปริมาณขึ้นนะคะ
พริกชี้ฟ้าสีเขียว 2 เม็ด (เม็ดธรรมดา)  เพิ่มเป็น 3 เม็ดก็ได้ค่ะ
มะขามเปียก
น้ำตาลทราย
เกลือป่น
น้ำมันพืช
น้ำเปล่า
 
ปล. ในรูปจะเห็นเป็นพริกที่ผ่าเอาเม็ดออกและหั่นแล้ว  จุ๋มลืมถ่ายรูปตอนแรกค่ะ 

 
ปลากะพง  ขอดเกล็ด  ควักเหงือก  ควักไส้และพุงออกให้หมด  บั้งลำตัว  ล้างน้ำ  พักให้สะเด็ดน้ำค่ะ  หากทำไม่เป็นให้แม่ค้าที่ตลาดทำให้นะคะ  จุ๋มทำปลาเป็นตั้งแต่อยู่มัธยมแล้วค่ะ  ดูแม่  แล้วแม่ก็ให้หัดทำ  แต่ไม่รวมถึงการทุบหัวปลาเป็น ๆ นะคะ  ไม่เคยค่ะ 

 
กระเทียม  ปอกเปลือกนอกออกบ้าง  ล้างน้ำ  พักให้สะเด็ดน้ำ 
พริกชี้ฟ้า  ล้างน้ำ
 
 
พริกชี้ฟ้า  ตัดขั้วทิ้งไป  ผ่าตามยาวของเม็ดพริกแบ่งเป็น 2 ซีก  ใช้ปลายมีดเลาะไส้และพริกทิ้งไป  หั่นพริกเป็นท่อนสั้น ๆ 

หากว่าชอบแบบเผ็ดหน่อยให้คงเหลือเม็ดพริกไว้บ้าง  หรือจะเพิ่มด้วยพริกขี้หนูเม็ดใหญ่ลงไปอีกก็ได้ค่ะ  แต่ที่บ้านจุ๋มชอบกินแบบนี้นะคะ  ก็เลยทำแบบนี้ 

 
มะขามเปียก  จุ๋มใช้ประมาณเท่านี้ค่ะ 

 
มะขามเปียกเอาน้ำใส่นิดหน่อยพอประมาณ  ขยำ ๆ คั้น ๆ ให้ได้น้ำมะขาม  เอาเศษ ๆ และรกมะขามทิ้งไปค่ะ  คั้นข้น ๆ นะคะ  ไม่ใช่ใส ๆ 

 
พริกกับกระเทียมที่เตรียมไว้ใส่เครื่องบดแห้ง  บด ๆ ให้ละเอียดพอประมาณ  ให้หยาบกว่าในภาพนะคะ  อันนี้ละเอียดไปหน่อย  กดเครื่องบดเพลินไปหน่อย 

 
น้ำมะขามเปียกใส่ถ้วยใบย่อม ๆ อันนี้ต้องกะเอาค่ะ  จุ๋มใช้ประมาณ 1/3 ถ้วย  ใส่น้ำตาลทรายลงไป  ประมาณ 6-7 ช้อนสั้น  ไม่พูนนะคะ  แบบพอดี ๆ  เกลือป่นนิดหน่อย  ประมาณ 1 ช้อนชากว่า ๆ  คน ๆ รวมกันให้น้ำตาลและเกลือป่นละลาย  ชิมรสดูพอเป็นแนวทางไว้ก่อน  จริง ๆ จะใส่ทุกอย่างตอนเจียวกระเทียมกับพริกในกระทะแล้วก็ได้  แต่มันกะลำบากว่าใส่อะไรไปเท่าไรแล้วนะคะแบบนั้น  อันนั้นต้องใช้ความชำนาญในการทำ 

 
กระทะสะอาดใบนึงตั้งไฟ  ใส่น้ำมันพืชลงไปกะว่าให้ท่วมตัวปลาที่จะทอด  ใช้ไฟกลาง  รอน้ำมันร้อน 

 
น้ำมันร้อนแล้ว  หยิบปลาลงไปทอดให้เหลืองทีละด้าน  ไม่ต้องกลับไปกลับมาบ่อยครั้ง  จุ๋มกลับด้านละ 1 ครั้งเท่านั้น  และกลับอีกทีเพื่อทอดผิวนอกให้กรอบตอนสุดท้าย 

 
ปลาด้านล่างเหลืองสวยดีแล้ว  ก็กลับอีกด้านทอดให้เหลืองสวยเสมอกัน  สุดท้ายเร่งไฟนิดหน่อยเพื่อให้ข้างนอกกรอบ 

 
ทอดปลาเสร็จแล้วตักใส่จานพักไว้ก่อน 

 
เทน้ำมันที่ทอดปลาในกระทะออกบ้าง  เหลือน้ำมันไว้ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ  ตั้งไฟต่อ  ไฟกลางไปทางอ่อน  ไม่ต้องแรงมาก 

 
น้ำมันอุ่น  ไม่ต้องรอให้ร้อน  เอากระเทียมกับพริกพี่บดไว้ลงไปเจียวให้หอม  แต่ไม่ต้องเหลือง
 
 
ใช้ตะหลิวคนบ่อย ๆ หากว่าไฟแรงไปลดไฟลงอ่อนได้
 
 
กระเทียมและพริกหอมดีแล้ว  ใส่น้ำปรุงรสที่เราผสมไว้เมื่อกี้ใส่ 

 
เทน้ำเปล่าลงไปประมาณ 1/2-3/4 ถ้วย  คน ๆ ผัด ๆ  ลองชิมรสดู  หากว่าอ่อนไปก็ปรุงเพิ่ม  ให้รสตามชอบ  จะเป็น  เปรี้ยว  หวาน  เค็ม  หรือเปรี้ยว  เค็ม  หวาน  อันนี้แล้วแต่ความชอบนะคะ  หากรสอ่อนไปเพิ่มส่วนผสมทีละน้อย  ค่อย ๆ ปรุงไปค่ะ  จุ๋มเพิ่มไปอย่างละนิดหน่อย  อันนี้ทำยากให้รสชาติดี ๆ เหมือนปรุงแกงส้ม  อย่าใส่อะไรทีเดียวพรวดพราด  มันจะแก้ลำบาก  และเผื่อว่าน้ำงวดรสชาติจะเข้มขึ้นด้วย  ตอนที่น้ำเริ่มงวดลดไฟลงอ่อนหน่อย  ระวังจะไหม้ 

 
เคี่ยวจนข้นชนิดที่ว่าไปราดบนตัวปลาแล้วไม่ไหลนะคะ  ก็ปิดเตาได้เลย  มันจะต้องเหนียว ๆ หน่อย  ตามร้านบางร้านชอบใส่แป้งมันหรือแป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไป  เพื่อช่วยให้ข้น  แต่จุ๋มไม่ได้ใส่นะคะ  ข้นโดยธรรมชาติที่ว่าเราใส่เครื่องปรุงเยอะและใช้เวลาในการเคี่ยวนิดหน่อย 

 
ก็ตักไปราดบนตัวปลาที่ทอดเอาไว้  โรยผักชีนิดหน่อย  ยกไปเสิร์ฟได้ค่ะ  จานนี้รสชาติน้ำราด  เปรี้ยว  หวาน  เค็ม  ค่ะ 

 
 
หากว่ากลัวว่าจะเสียเวลาในการปรุงน้ำสามรสแล้ว  ให้ทำดังนี้ค่ะ  ทำน้ำสามรสรอไว้ก่อน  ล้างกระทะให้สะอาด  แล้วทอดปลา  จากนั้นอุ่นน้ำสามรสแล้วนำมาราดก็ได้ค่ะ 

ทอดปลาให้ได้ที่  ข้างในสุกแต่ไม่แข็ง  ข้างนอกกรอบ  และน้ำสามรสที่เข้มข้น  ไม่ใส  จะทำให้ได้ "ปลากะพงสามรส" ที่อร่อยแล้วค่ะ

สาคูไส้หมู

Posted on 7/5/2008 at 05:17
 
 
• ส่วนประกอบ •
- เนื้อหมูบด 1/2 ถ้วย
- หัวไชโป๊ 3/4 ถ้วย
- หอมใหญ่ 1 ถ้วย
- ถั่วลิสงคั่ว โขลกหยาบ ๆ 1/2 ถ้วย
- รากผักชี 3-4 ราก
- กระเทียม 5-6 กลีบ
- พริกไทย 10-15 เม็ด
- น้ำตาลปี๊บ
- น้ำปลาดี
- น้ำมันพืช สำหรับผัด
 
 
รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกรวมกัน
 
 
ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปสักประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ
พอน้ำมันร้อน ตักเครื่องที่เราโขลกไว้แล้ว ใส่ลงไปเลยค่ะ ผัดจนหอมเหลือง
 
 
จากนั้นก็ใส่หมูสับลงไปค่ะ  แล้วใช้ตะหลิวยี ให้กระจาย
 
 
ผัดจนหมูเริ่มสุก ก็ใส่หอมใหญ่ที่เราหั่นชิ้นเล็ก ๆ หรือสับหยาบ ๆ ไว้แล้วลงไปเลยค่ะ ... ผัดให้เข้ากัน
 
 
พอหอมใหญ่สุก ก็เริ่มทำการปรุงรส โดยใช้น้ำตาลปี๊บ กับน้ำปลาเนี่ยแหละค่ะ  สัดส่วนเอาตามชอบนะคะ .. ปรุงไป ชิมไปเลยค่ะ  แต่ว่าให้หวานเค็มกว่าที่ต้องการสักนิด  เพราะเดี๋ยวพอห่อด้วยแป้งสาคูแล้วจะจืดลงอีกหน่อยอ่ะค่ะ
 
 
พอชิมรสได้ที่ ใส่หัวไชโป๊ว กับถั่วลิสงลงไปเลยค่ะ
 
 
แล้วก็ผัดให้เข้ากัน .... จากนี้ก็ผัดต่อไปจนเหนียว ขนาดพอปั้นได้
อ้อๆๆ ระวังไหม้นิดนะคะ
 
 
เนี่ยอ่าค่ะ ผัดจนให้เหนียวประมาณนี้ หรือเหนียวกว่านี้นิดหน่อย
แต่อย่าให้มีน้ำแฉะ ๆ นะคะ ไม่งั้นจะปั้นไม่ค่อยได้
 
 
หน้าตาไส้สาคูค่ะ
 
 
ต่อมาเราก็มาเริ่มทำแป้งเพื่อจะปั้นกันค่ะ
 
พิมใช้แป้งประมาณ 2.5 ขีด เพราะทำกินคนเดียว
ฝัดแป้งสาคู เอาผงและฝุ่นออก จากนั้นล้าง 1 น้ำค่ะ
แล้วก็เอาแป้งสาคูไส้ภาชนะไว้ เทน้ำธรรมดาเนี่ยแหละลงไปให้พอท่วมแป้ง
พักไว้ราว 1 ชม. ค่ะ แล้วก็มาใช้มือขยำเบา ๆ ให้แป้งเกาะกันอีกที
 
นี่หน้าตาแป้งสาคู กับน้ำ ... อ้อๆ  แป้งสาคูพิมเลือกใช้เม็ดเล็กที่สุดนะคะ
 
ส่วนเม็ดใหญ่ๆ เห็นนิยมเอาไปทำซุปสาคูมากกว่า
 
 
ภาพนี้ ... ตอนใส่น้ำแช่ไว้  แล้วสาคูก็พองตัว (อืด) มาได้สักแป๊บนึงแล้วค่ะ
 
 
นี่ก็ภาพตอนนวด/ขยำแป้งเรียบร้อยแล้วค่ะ 
อ้อ ไม่ต้องขยำแรงนะคะ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันไปหมด
ทำให้เวลานึ่งออกมาแล้ว ดูไม่สวย ไม่เป็นเม็ดสาคูอ่าค่ะ ^^
 
 
ขาดส่วนประกอบสำคัญอีกอย่าง คือ กระเทียมเจียวและน้ำมันกระเทียมเจียว
 
 
ถ้าปกติพิมเจียวไว้ทำอย่างอื่น ก็จะไม่เอาน้ำมันเลยค่ะ จะซับน้ำมันจากกระเทียมเจียวออก
เก็บไว้แต่กระเทียมเจียวอย่างเดียว  แต่ถ้าตอนนี้ เอานำมันไว้ด้วยนะคะ
เพราะจะไว้ใช้พรมสาคูไม่ให้ติดกัน และให้มีกลิ่นหอมมากขึ้น ^^
 
 
ต่อมา เราก็มาเริ่มปั้นสาคูกันค่ะ วิธีปั้นง่ายมาก จริง ๆ นะคะ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ ช่วยเลย
 
ขั้นแรกก็หยิบแป้งมาหน่อยค่ะ ประมาณสักเท่าหัวแม่โป้งของเรา แล้วก็แผ่ ๆ แป้งออก
ไม่ต้องกดให้แน่นนะคะ - -" .... แล้วก็เอาไส้ปั้นก้อนใส่ลงไป ให้ขนาดพอเหมาะกับแป้ง
 
 
แล้วก็ห่อแป้งให้เป็นลูกกลมๆ  อย่างนี้ค่ะ
ขยำ ๆ เบาๆ  พอให้แป้งติดกันสนิทนะคะ ไม่ต้องคลึงจนกลมเนียนเป็นเนื้อเดียวกันอ่า
ไม่งั้นเดี๋ยวพอนึ่งมาแล้ว จะดูไม่สวยจ้า
 
 
จากนั้นก็เอาวางเรียงลงในซึ้ง พยายามอย่าวางทับรูนะคะ ^^" ...
 
ป.ล. ก้นซึ้ง ปูใบตองหรือไม่ก็ทาน้ำมันไว้ด้วยนะคะ กันสาคูติดค่ะ
 
ป.ล. ลืมบอกไปนิดว่า ระหว่างปั้น ให้ใช้มือจุ่มน้ำเป็นระยะ ๆ ค่ะ จะได้ไม่ติดแป้งสาคู
ไม่งั้นแล้วจะออกมาดูเละเทะอย่างที่พิมทำบางลูก เนี่ยแหละค่ะ - -"
 
 
แต่น...แต้น...แต๊นนน
 
และแล้วเมื่อเรานึ่งผ่านไป 10-15 นาที ก็จะได้สาคูหน้าตาแบบนี้ออกมาจ้า
 
ป.ล. ตอนนึ่งสุกแล้ว ให้เราพรมน้ำมันกระเทียมเจียวหน่อยนะคะ จะได้ไม่ติดกันอ่ะ

เส้นใหญ่กรอบราดหน้า

Posted on 4/5/2008 at 05:52
 
 
 
 
 
 
 
ส่วนผสม
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่
เนื้อสัตว์ตามชอบ  วันนี้แม่ครัวใช้หมูสับและกุ้งสด
ผักตามชอบ  วันนี้แม่ครัวใช้ดอกกะหล่ำ  ผักคะน้า  ข้าวโพดอ่อนและมะเขือเทศเหลือในตู้เย็น
กระเทียมสับ
แป้งมันหรือแป้งข้าวโพด
เต้าเจี้ยวน้ำ
ซีอิ๊วขาว
น้ำตาลทราย
รสดีหรือคนอร์ (ตามแต่จะใช้)
น้ำเปล่าหรือน้ำซุป
พริกไทยป่น
 
 
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่  เวลาซื้อหากมันใหม่ ๆ มันจะนิ่ม  หากเริ่มเก่าจะแข็งขึ้น  และกลิ่นไม่ค่อยจะดี  เวลาซื้อดูด้วยนะคะ  ซื้อมาแล้วเอามีดหรือกรรไกรตัดให้เส้นสั้นลง  1 เส้นตัด 2 ส่วนค่ะ  แล้วคลี่ออกมาอย่าให้เส้นติดกัน  เพราะหากเส้นติดกันเวลาทอดแล้วจะไม่กรอบค่ะ  มันจะกรอบบ้างไม่กรอบบ้าง
 
 
หมูสับ  ใครจะใช้หมูชิ้นแล้วหมักด้วยซีอิ๊วขาว  ใส่แป้งมัน  ใส่ไข่ขาวหรืออะไรก็ตามชอบเลยนะคะ  แล้วแต่จะชอบหรือในตู้เย็นมีอะไรใส่ได้หมดค่ะ
 
 
กุ้งสด  ล้างน้ำ  ปอกเปลือก  ผ่าหลังหรือไม่ผ่าตามสะดวก
 
 
กระเทียม  ปอกเปลือกนอกออก  ล้างน้ำ  ทุบและสับหยาบ
 
 
ผักตามชอบ
 
ดอกกะหล่ำ  ตัดโคนออก  ริดส่วนใบ ๆ ถ้ามันเหลืองทิ้งไป  ถ้ามันเขียวจริง ๆ กินได้นะคะ  จะเลือกทิ้งหรือเลือกกินตามชอบ  ผ่าเป็นช่อเล็ก ๆ ล้างแล้วสงให้สะเด็ดน้ำ
 
ผักคะน้า  เกลาโคนแก่ ๆ ทิ้ง  ริดใบเหลือง ๆ แก่ ๆ ออก  ล้างและหั่น
 
ผักอื่น ๆ ก็ทำตามสภาพผักแต่ละชนิดนะคะ  จะใส่เห็ดฟาง  ถั่วลันเตา  บรอคโคลี่  อะไรได้หมดค่ะ  อยากกินอยากทำอะไรก็ตามชอบค่ะ
 
 
กระทะสะอาดตั้งไฟ  รอกระทะร้อนจึงใส่น้ำมันพืชลงไป  ปริมาณน้ำมันมากพอที่จะทอดนะคะ  ไม่ใช่ใส่นิดเดียว  แบบนั้นไม่กรอบแน่แถมจะเลี่ยนอีก  รอน้ำมันร้อน  ใช้ไฟกลางค่ะ
 
 
น้ำมันร้อนแล้วหยิบก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ใส่ลงไปทีละชิ้น  พยายามคลี่ให้มันแผ่ ๆ  และพยายามอย่าให้มันทับกันค่ะ  เดี๋ยวมันจะไม่กรอบ  ใส่เส้นลงไปแล้วปล่อยมันไว้อย่างนั้นก่อน  ไม่ต้องคน  ไม่ต้องเขี่ยค่ะ  หากเอาตะหลิวไปคนแล้วเส้นจะทับกันเพราะเส้นมันยังนิ่มอยู่  พอเส้นแข็งแล้วถึงพลิกกลับด้าน  และทอดต่อจนเหลืองเสมอกันทั้งสองด้านค่ะ  หากไฟอ่อนไปเร่งขึ้นได้นิดนึงนะคะ  ใช้ระยะเวลาพอควรในการทอด  มันจะไม่เหลืองปุปปับค่ะ
 
 
ทอดจนเหลืองเสมอกันทั้งสองด้าน  ตักขึ้นใส่กระชอนพักให้สะเด็ดน้ำมัน  แล้วไปซับด้วยกระดาษซับน้ำมันอีกทีก็ได้ค่ะ
 
 
กินกี่คนก็กะ ๆ เอานะคะ  เพราะจุ๋มไม่ได้ชั่ง ตวง วัด ให้เลยค่ะ  ใช้กะเอากะทำไปชิมไปค่ะ
 
ทอดเสร็จพักไว้
 
 
ก่อนทำน้ำราดหน้า  เตรียมแป้งมันหรือแป้งข้าวโพดละลายน้ำไว้ก่อนค่ะ
 
 
กระทะใบเดิม  เทน้ำมันที่ทอดก๋วยเตี๋ยวออก  ใส่น้ำมันใหม่ลงไปประมาณ 2-3 ช้อนคาว  รอน้ำมันอุ่น  ไฟกลางไปทางอ่อนค่ะ
 
 
น้ำมันอุ่นแล้วเอากระเทียมลงไปเจียวพอหอมค่ะ
 
 
กระเทียมหอมแล้วใส่หมูสับลงไป  เร่งไฟขึ้นนิดนึง  ใช้ตะหลิวขยี้ให้หมูสับกระจายไม่เป็นก้อนใหญ่ ๆ  ผัดให้หมูสับสุกประมาณ 60 เปอร์เซนต์
 
 
แล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำซุปตามลงไป  เร่งไฟให้แรง  รอเดือดค่ะ
 
 
ใส่เครื่องปรุงรสตามชอบ  รสดี  เต้าเจี้ยวน้ำ  ซีอิ๊วขาว  น้ำตาลทราย  ทำไปชิมไปค่ะ  ไม่ได้ตวงให้เลยค่ะ
 
 
ชิมดูให้มีเค็มมีหวาน  เดือดอีกทีใส่ผักที่สุกยากก่อนค่ะ  ในที่นี้ดอกกะหล่ำ
 
 
คะเนว่าดอกกะหล่ำสุกไปครึ่งทาง  ใส่ผักที่สุกยากต่อ  ในที่นี้ก้านคะน้า
 
 
สักพักใส่ผักใบ  คือ  ใบคะน้าและมะเขือเทศ
 
 
กดให้ใบผักจมน้ำด้วยนะคะ  รอเวลาพักนึงใส่กุ้งสด
 
 
กุ้งสดเปลี่ยนสีหมด  ชิมดูอีกครั้ง  ไม่พอรีบปรุงเพิ่ม  เตรียมตัวใส่แป้งข้าวโพดหรือแป้งมันละลายน้ำ  ก่อนใส่เอาช้อนคนก้นถ้วยอีกครั้งเพราะแป้งชอบนอนก้น  ลดไฟลงอ่อน  มือซ้ายเทแป้ง  มือขวาคนไปด้วยกันแป้งเป็นก้อนในกระทะค่ะ
 
 
ดูว่าข้นตามชอบ  ปิดเตาค่ะ
 
 
จะเสิร์ฟพร้อมกันหรือแยกกันก็ตามชอบนะคะ  แต่เส้นใหญ่ทอดจะกรอบทนกว่าเส้นหมี่ขาวทอดและบะหมี่ค่ะ  อร่อย  ขอบอก  ยิ่งถ้าได้กินแบบมันกึ่งกรอบกึ่งนิ่มนะคะ  สุดยอดค่ะ
 
 
 
เวลาเสิร์ฟอย่าลืมเอาพริกไทยป่นโรยน้ำราดหน้าด้วยนะคะ
 
 
รวมร่างค่ะ  ใครจะเติมน้ำส้ม  พริกป่น  อะไรตามสะดวกนะคะ
 
 
Enjoy your life ค่ะ 

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

Posted on 1/5/2008 at 05:54
 
 
 

ส่วนผสมปลาหมึกผัดไข่เค็ม
 
ปลาหมึกสด ประมาณ 300 กรัม
ไข่แดงเค็ม 3 ฟอง
ต้นหอม 1 ต้นใหญ่
พริกชี้ฟ้าสีแดง 1 เม็ด
กระเทียม 6-7 กลีบใหญ่
น้ำมันหอย
น้ำปลาดี
ซีอิ๊วขาว
น้ำตาลทราย
น้ำมันพริกเผา
พริกไทยป่น
น้ำเปล่าหรือน้ำซุป
น้ำมันพืช
 

 

จุ๋มใช้ปลาหมึกกล้วยนะคะ  แต่ big size คะ  วันก่อนไปทำธุระแล้วแวะตลาด  เจอปลาหมึกกล้วยยาวเท่าศอก  หรือศอกกว่า ๆ ขึ้นไป  ตาโตเลยจุ๋ม  ตัวนึงหนักไม่ต่ำกว่า 1/2 กิโล  กิโลละ 180 บาทค่ะ  จุ๋มซื้อตัวเดียวค่ะ  ตัวนี้หนัก 6 ขีดกว่า 100 บาท  สดมาก ๆ
 

 

อยากจะกินปลาหมึกให้อร่อยต้องเลือกที่สดค่ะ  ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่  เลือกที่ตัวยังแข็ง  สีผิวมันยังไม่คล้ำมาก  ยิ่งถ้าได้ขาว ๆ แล้วละก็ยิ่งสด  ถ้าเอามือไปจับแล้วมันดูด ๆ จะดีมากเลยคะ
 

ไม่รู้ปลาหมึกในเมืองไทยมี่กี่ชนิดกัน  แต่เท่าที่จุ๋มรู้จัก  มีหมึกกล้วย  หมึกกระดอง  หมึกสาย  แล้วหมึกอะไรอีกน๊อ
 

เมื่อสัก 8-9 ปีก่อน  ตอนโน้นจุ๋มมีโอกาสได้ไปออกเรือตกปลาทะเลน้ำลึกด้วยนะคะ  แถวสัตหีบโน่น  ปลาหมึกที่ตกได้จากทะเลเลยแล้วเอามาย่างเลย  โฮ๊ะ โฮ  อย่างหวาน  แต่ภาษาคนตกปลาเค้าจะเรียกไดร์หมึกค่ะ  เค้าจะเปิดไฟส่องเป็นราวเลย  จะเห็นหมึกว่ายน้ำเข้าหาแสงไฟ  ตัวใสมาก ๆ
 

ปลาหมึกเฉือนตาทิ้ง  ควักเศษสกปรกข้างในตัวออกให้หมด  จะลอกเยื่อมันออกหรือไม่ลอกตามสะดวก  จะหั่นตามขวางลำตัวหรือผ่าแล้วบั้งแบบจุ๋มก็ตามสะดวกและสามารถค่ะ  พอดีหมึกที่จุ๋มซื้อมาตัวใหญ่คะ  จุ๋มลอกเยื่อมันออก  เฉือนตาทิ้ง  ผ่ากลางลำตัวตามยาว  เอาเศษสกปตกในตัวออก  บางทีมีปลาเล็กปลาน้อยค่ะ  ล้าง  บั้งด้านในตัวแล้วหั่นเป็นชิ้น  หนวดถ้าใหญ่มากก็หั่นคะ  จะมีปากมันแข็ง ๆ เอาออกไปคะ  จะทำแบบไหนขึ้นกับขนาดตัวหมึกและความสามารถนะคะ
 

 

อันนี้ส่วนตัวมันคะ
 

 

นี้ส่วนหนวดค่ะ
 

 

ไข่แดงของไข่เค็ม  จุ๋มซื้อแบบดิบมาค่ะ  ตามร้านที่ขายไข่ร้านใหญ่ ๆ บางทีจะมีเฉพาะไข่แดงเค็มขายคะ  คือไข่มันแตกแล้วนั่นเอง  แล้วเค้าก็เอาไข่ขาวทิ้งไป  เก็บแต่ไข่แดงมาขายเรานั่นเอง  แต่บางทีหายากหน่อย  จะมีมากตอนเทศกาลทำบ๊ะจ่างคะ  ถ้าซื้อที่ตลาดจะราวฟองละ 4-5 บาทค่ะ  แต่เคยเห็นที่ตามซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ ๆ มีแพ็คขายแบรนด์ดัง ๆ นะคะ  ราคาจำไม่ได้คะ
 

บางคนอาจจะใช้ไข่แดงของไข่เค็มที่ต้มแล้วคะ  แต่จุ๋มมีแบบนี้ในตู้เย็นเลยเอามาใช้ซะ  ซึ่งจริง ๆ แล้วกะว่าจะไปปั้นกับหมูสับแล้วมาพันกับหมี่ซั่วแล้วเอาไปทอด  เพื่อจะมาโพสต์ให้  แต่จุ๋มยังไม่ได้ทำสักที  ฮ่าฮ่าฮ่า
 

ในภาพจะเห็น 4 ฟองนะคะ  จุ๋มว่า 4 ฟองเยอะไป  3 ฟองพอแล้วคะ  แต่แฟนจุ๋มชอบมัน ๆ ก็เลยใส่ 4 ฟองเลย  บางคนใส่พอเป็นกระสัยก็แค่ฟองสองฟองก็พอแล้วคะ  แล้วแต่ความชอบนะคะ
 

 

จานนี้กระเทียม  ต้นหอมและพริกชี้ฟ้าสีแดงค่ะ
 

 

กระเทียม  ปอกเปลือกนอกออก  ล้าง  ทุบ  สับหยาบ ๆ ค่ะ
 

 

พริกชี้ฟ้าสีแดง  ปลิดขั้วออก  ล้าง  หั่นแฉลบ ๆ ค่ะ  ถ้าไม่มีใช้พริกขี้หนูเม็ดใหญ่สีแดงแทนได้ค่ะ
 

 

ต้นหอม  ตัดโคนตัดปลายทิ้ง  ล้าง  กาบนอก ๆ ก็แกะออกบ้างค่ะ  หั่นเป็นท่อนขนาด 1 นิ้ว  แยกส่วนขาวและส่วนเขียว  นี้ส่วนขาวค่ะ
 

 

นี่ส่วนเขียวค่ะ
 

 

ไข่แดงของไข่เค็มหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ค่ะ
 

 

แล้วก็เอาน้ำสะอาดหรือน้ำซุปใส่ไปสัก 2-3 ช้อนแกง
 

 

ใช้ช้อนบี้ไข่แดงให้ละเอียด  หรือจะเอาไปใส่โถปั่นก็ตามสะดวกค่ะ  จุ๋มใส่โถปั่นคะ  เร็วดี
 

 

แล้วก็ผสมเครื่องปรุงไว้ก่อนเลยคะ  ก็ตามสะดวกนะคะ  บางคนอาจจะไม่ทำแบบนี้  แต่จุ๋มชอบ  สะดวกดีค่ะ
 
เติมน้ำเปล่าลงไปอีกสัก 2-3 ช้อนแกง
น้ำมันหอย 2 ช้อนแกง
น้ำปลา 1/2 ช้อนแกง
ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนแกง
น้ำมันพริกเผา 1 ช้อนแกง
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
 

 

แล้วก็คนให้เข้ากันนะคะ
 

 

ก่อนหน้านี้ตั้งน้ำสักหม้อย่อม ๆ คะเพื่อลวกปลาหมึก  น้ำไม่ต้องมากค่ะ  ไฟแรง ๆ
 

 

น้ำเดือดแรงจัดเอาปลาหมึกใส่ลงไปค่ะ  ลวกแป๊บเดียวพอปลาหมึกสะดุ้งไฟไม่นาน  ไม่ต้องสุก 100 เปอร์เซนต์  เพราะเดี๋ยวเราต้องเอาปลาหมึกไปผัดต่อ  มันจะเหนียวค่ะถ้าลวกสุกไป
 

 

แล้วก็เอากระชอนโปร่งช้อนปลาหมึกขึ้นไว้นะคะ  ให้สะเด็ดน้ำ
 

 

ระหว่างนั้นก็เอากระทะสะอาดตั้งไฟค่ะ  กระทะอุ่นใส่น้ำมันพืชลงไปสัก 2 ช้อนโต๊ะ  ไฟกลาง ๆ
 

 

น้ำมันอุ่นเอากระเทียวไปเจียวพอหอม
 

 

กระเทียมหอมแล้วใส่ต้นหอมส่วนสีขาวลงไปผัด 2-3 ที
 

 

แล้วก็เอาปลาหมึกที่ลวกไว้ใส่ลงไปผัดค่ะ
 

 

ผัด ๆ ปลาหมึก 2-3 ที  เทส่วนผสมไข่แดงกับอื่น ๆ ที่เราผสมไว้ลงไปค่ะ
 

 

ผัด ๆ ให้ส่วนผสมเข้ากันและงวดลงเล็กน้อย  ถ้าข้นไปเติมน้ำเปล่าหรือน้ำซุป  ชิมรสดูอีกที   ขาดเหลืออะไรเติมลงไปคะ  จุ๋มก็เติมน้ำปลาลงไปอีกนิดหน่อยนะคะ  แล้วแต่ถ้าชอบน้ำมากหรือน้ำน้อยขนาดไหน  อันนี้ตามชอบ  แต่ถ้าชอบน้ำมากต้องเพิ่มเครื่องปรุงลงไปค่ะ  ไม่ง้านจะจืดนะคะ
 

 

ชิมรสได้ที่แล้วใส่พริกชี้ฟ้าและต้นหอมส่วนสีเขียวลงไปค่ะ  ขยักไว้โรยหน้านิดหน่อยนะคะ  ใส่หมดเดี๋ยวไม่มีโรยหน้าค่ะ
 

 

ผัดพอทั่วกัน  ปิดเตาได้เลยคะ
 

 
 

ตักใส่จาน  โรยต้นหอมและพริกชี้ฟ้าส่วนที่เหลือ  ยกไปเสิร์ฟได้เลยคะ

น้ำพริกเห็ดฟาง

Posted on 1/5/2008 at 05:36
 
 
เอาสูตรมาจากตำราการทำอาหารของอาจารย์ศรีสมร คงพันธุ์ นะคะ  หากใครเป็นนักสะสมตำราทำอาหารแล้วคงพอจะรู้จักอาจารย์ศรีสมร อยู่บ้างค่ะ  แต่จริง ๆ แล้วมีหนังสือเกี่ยวกับน้ำพริกอยู่หลายเล่มค่ะ  ถึงจะชื่อน้ำพริกเดียวกัน  แต่วิธีการทำก็อาจจะแตกต่างกันไปบ้างนะคะ  วันอื่นจะทำ "น้ำพริกเห็ด" อีก  แต่ไม่ใช่วิธีนี้ค่ะ  ไว้รอชมต่อโอกาสหน้านะคะ
 
 
 
 
หากพูดถึง "น้ำพริกเห็ด" แล้ว  ในตำราที่มีอยู่จะบอกว่าเป็นน้ำพริกของภาคอีสาน  พอเปิดไปดูรายละเอียด  ภาคอีสานจะทำน้ำพริกเห็ดในแบบฉบับของเค้า  ไม่ใช่แบบที่อาจารย์ศรีสมร เขียนไว้ในหนังสือ  เค้าจะเอาพริก  หอม  กระเทียม  และเห็ดไปเผาหรือย่าง  จะใช้เห็ดอื่นที่ไม่ใช่เห็ดฟาง  และมีปลาย่างใส่  ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า  น้ำมะนาวค่ะ  เรียกเป็น "แจ่วเห็ด"  เห็ดจะไม่สับละเอียดแบบนี้  จะย่างแล้วฉีก ๆ เป็นชิ้น ๆ  แล้วนำไปโขลกรวมกับพริก  หอม  กระเทียมและปลาย่าง  เนื้อของ "แจ่วเห็ด" จะหยาบ ๆ กว่านี้ค่ะ  วันหลังจะทำแบบนั้น  ขอหาเห็ดที่มันเหมาะสมก่อนค่ะ
 
หน้าตา "น้ำพริกเห็ดฟาง" ที่ได้ ในแบบฉบับของอาจารย์ศรีสมร  ซึ่งทำโดยแม่หลิ่มก็ออกมาเช่นนี้แหละค่ะ
 
 
ส่วนผสมน้ำพริกเห็ดฟาง
เห็ดฟาง 200 กรัม (2 ขีด)
พริกขี้หนู  มากน้อยตามชอบ  ในตำราใช้พริกชี้ฟ้านะคะ  แม่หลิ่มไม่มี  มีแต่พริกแบบนี้  เลยใช้พริกแบบนี้ค่ะ
กุ้งแห้ง  ในตำราไม่ใส่  แม่หลิ่มใส่เองค่ะ
กระเทียม 25 กลีบ
หัวหอมแดง 6-7 หัว  ในตำราไม่ใส่  แม่หลิ่มใส่เองค่ะ
มะนาว
น้ำปลา
น้ำตาลทราย  นิดหน่อย
 
ใครชื่นชอบในรสชาติและกลิ่นของปลาร้า  ใส่น้ำปลาร้าแทนน้ำปลาได้ค่ะ
 
 
เห็ดฟาง  เลือกที่ดอกตูม ๆ ขาว ๆ  ไม่ดำ  ไม่มีเมือกนะคะ  บางใหญ่ขีดละ 10 บาท  หมดนี่ 20 บาท  ประมาณ 12 ดอกใหญ่ได้ค่ะ
 
 
กุ้งแห้ง  ใส่นิดหน่อยแทนกะปิ  จะทำในแบบฉบับที่อยากกินนะคะ  ไม่มีหรือไม่ชอบก็ไม่ต้องใส่ก็ได้ค่ะ  หรือจะใส่กะปิแทนนิดหน่อยก็ได้กระมัง  จะเป็นน้ำพริกเห็ดฟางในแบบฉบับคนภาคกลางค่ะ  ใส่หรือไม่ใส่ก็ไม่ได้แปลว่าผิดหรือไม่ผิดประการใดนะคะในความคิดเห็นของเจ้าของกระทู้  เพียงแต่รสสัมผัสและกลิ่นก็จะแตกต่างกันไปเท่านั้นเองค่ะ  เหมือนผู้หญิงฉีดน้ำหอมวันละกลิ่น  กลิ่นตัวก็เปลี่ยนกระมังคะ  แต่ก็ยังเป็นผู้หญิงคนเดิมค่ะ
 
 
มะนาว  ใช้เพื่อปรุงรสเปรี้ยว  ล้างไว้ค่ะ
 
 
หัวหอมแดงและกระเทียม  เลือกใช้กระเทียมกลีบกลางและเล็กปน ๆ กันไปค่ะ
 
 
พริกขี้หนู  จุ๋มใช้เม็ดใหญ่ 15 เม็ดค่ะ  ไม่เผ็ดเท่าไรหรอกค่ะ
 
 
กระเทียม  ปอกเปลือกนอกออกบ้าง  ล้างให้สะอาด  สงให้สะเด็ดน้ำ  ล้างไม่ดีระวังราค่ะ
 
หัวหอมแดง  ปอกเปลือกออก  ล้างให้สะอาด  สงให้สะเด็ดน้ำ  ล้างไม่ดีระวังราเช่นกันค่ะ  หากหัวใหญ่ผ่าให้เล็กลงค่ะ
 
พริกขี้หนู  ล้าง  ปลิดขั้วทิ้งค่ะ
 
 
เห็ดฟาง  เกลาโคนและเศษดินออก  ล้าง  ผ่าตามขนาดดอกค่ะ
 
 
กระเทียม  หัวหอมแดง  พริก  ใส่กระทะค่ะ
 
 
คั่วกระเทียม  หัวหอมแดง  และพริกด้วยไฟกลางไปทางอ่อนจนสุก  หัวหอมจะใสขึ้นและนิ่มลง  กระเทียมจะนิ่มลง  ได้กลิ่นหอม  และพริกก็จะนิ่มลง  ให้มันไหม้หน่อย ๆ หอมดีค่ะ
 
 
ชอบไหม้กว่านี้ก็ตามชอบนะคะ  แต่กลัวมะเร็งจะขยันมาหาก่อนเวลาอันควร  ขอแค่นี้พอดีกว่าค่ะ
 
 
เห็ดฟางที่หั่นไว้ใส่หม้อใบย่อม ๆ ใส่น้ำเปล่าลงไป 1 ทัพพี  เอาหม้อตั้งไฟกลางค่ะ
 
 
ทัพพีคนพอเป็นกระสัย  สักพักจะเริ่มเดือดค่ะ
 
 
เดือดมากขึ้น  น้ำเริ่มมากขึ้นเพราะน้ำจากเห็ดออกมาเอง  เอาทัพพีคนไปด้วยเป็นระยะค่ะ
 
 
ให้เห็ดสุกและนิ่ม  ปิดเตาค่ะ
 
 
เทเห็ดใส่กระชอน  น้ำต้มเห็ดทิ้งไปค่ะ  เขย่า ๆ ให้เห็ดสะเด็ดน้ำหน่อยค่ะ
 
 
กุ้งแห้งใส่ครก  จริง ๆ ใช้ปลาย่างแทนได้ค่ะ  หรือจะกุ้งสดต้มก็ได้หมดแหละคะ  อยากกินอะไรทำเลย  อย่ารอช้าค่ะ
 
 
โขลกกุ้งแห้งให้พอละเอียดตามชอบ  ตักขึ้นพักไว้ก่อนค่ะ
 
 
กระเทียม  หัวหอมแดง  พริกที่คั่วไว้  ใส่ครก  เตรียมโขลกค่ะ
 
 
โขลกกระเทียม  หัวหอมแดง  และพริกให้ละเอียดตามชอบค่ะ
 
 
ท่าทางจะละเอียดไปหน่อยค่ะ  หยาบกว่านี้หน่อยน่าจะดีกว่านะคะ
 
 
เห็ดฟางที่ต้มไว้สับหยาบค่ะ  อันนี้ละเอียดไป  เพลินไปหน่อยค่ะ
 
 
กุ้งแห้งที่โขลกไว้ใส่ลงไปค่ะ
 
 
โขลกให้เข้ากันค่ะ
 
 
ใส่เห็ดฟางที่สับไว้ค่ะ
 
 
โขลกให้เข้ากัน  แต่ไม่ต้องละเอียดยิบ ๆ นะคะ
 
 
ตักขึ้นใส่ภาชนะ  ปรุงรสด้วยน้ำปลาหรือน้ำปลาร้าตามชอบค่ะ
 
 
ตามด้วยน้ำมะนาวค่ะ
 
 
ตัดรสด้วยน้ำตาลทรายหรือไม่ใส่  คนให้เข้ากัน  ชิมดูตามชอบ  หากข้นไปเติมน้ำต้มสุกอุ่นแล้วค่ะ
 
 
ขาดสีสันไปหน่อย  ตัดสินใจหั่นผักชีใส่หน่อยดีกว่าค่ะ
 
 
คนให้เข้ากันอีกครั้ง  เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ
 
 
ลองทำดูแล้วจะติดใจ  ขอบอก  เมนูสุขภาพอีกเมนูหนึ่งค่ะ
 
 
 
รับประทานกับผักสด  ผักต้ม  ตามชอบ  มีไข่ต้มด้วยแจ่ม  แหล่มมากค่ะ

หมูกรอบ

Posted on 1/5/2008 at 05:30
 
 
 
จะว่าไปแล้วนั้น  ตามที่จุ๋มได้อ่านหนังสือและฟังจากคนที่เคยทำหมูกรอบมา  มีหลายสูตร  บางสูตรไม่ต้องเอาไปทอด  แต่เอาไปอบ  คนที่ทำหมูกรอบเป็นอาชีพบางท่านใช้หม้ออบแบบกลม ๆ สแตนเลส  แบบที่ย่างเป็ดย่างแบบนั้น  แบบนั้นจะไม่ต้องทอดเลย  ใช้อบจนมันกรอบ  แต่สำหรับหมูกรอบที่จุ๋มทำในวันนี้นั้น  ไม่ต้องอบ  แต่ใช้ทอดนะคะ  แต่รับประกันว่ากรอบแน่นอนค่ะ  จุ๋มทำแล้วกรอบ  ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะทำแล้วกรอบแบบที่จุ๋มทำไหมนะคะ  ลองมาดูกัน
 
 
"ส่วนผสมหมูกรอบ"
 
หมูสามชั้น
เกลือ
ซีอิ๊วขาว
น้ำเปล่า
น้ำมันสำหรับทอด (ในรูปไม่มีนะคะ)
 
จริง ๆ แล้วบางท่านอาจจะใช้หมูสามชั้นที่ยังไม่ได้แล่เป็นริ้ว ๆ  แต่จุ๋มหาแบบนั้นไม่ได้ค่ะ  เลยต้องเลือกหมูสามชั้นที่เค้าแล่เป็นริ้ว ๆ แล้วมา  อย่างน้อยควรให้หนาประมาณ 3 เซนติเมตร  มิฉะนั้นทำแล้วจะหดไป  ไม่ได้เนื้อได้หนัง
 

 
หมูสามชั้น  จุ๋มซื้อมาหลายวันแล้วคะ  ปกติจะไปตลาดอาทิตย์ละ 2 ครั้ง  ไปทุกวันไม่ไหว  เสียเวลา  จุ๋มซื้อมา 2 ชิ้นนี้หนักประมาณ 700 กรัม  ฟรีซไว้ยังดูสดอยู่ใช้ได้  สำรวจดูว่ามีขนหมูหลงเหลืออยู่หรือไม่  เอามีดโกนโกนออกให้หมด  ล้าง  พักให้สะเด็ดน้ำ  บางร้านเค้าทำสะอาดดีก็ไม่มีขนหลงเหลืออยู่ค่ะ
 

 
ต้มน้ำหนึ่งหม้อไฟแรง  ให้เดือดจัด  ควรใส่น้ำให้ท่วมหมูที่จะต้มพอสมควร  เพราะเราจะต้องต้มหมูให้เปื่อยด้วยไฟกลาง  ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง  ในหม้อนี้ 7 ถ้วยตวงนะคะ
 

 
น้ำเดือดจัดแล้วหย่อนหมูสามชั้นที่เตรียมไว้ลงไป  ลดไฟลงเหลือเป็นไฟกลาง
 

 
เติมเกลือป่น 1 ช้อนชา  และซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ  บางร้านที่ทำอาจจะไม่ใส่ตอนนี้  แต่ไปใส่เกลือป่นตอนนำหมูมาสะเด็ดน้ำ  แล้วแต่เทคนิคนะคะ
 

 
จับเวลาไปเลยคะ 1 ชั่วโมง  ระหว่างนี้ไปซักผ้า  รีดผ้า  ถูบ้าน  หรือทำอย่างอื่นได้เลย  สำคัญที่ว่าต้องใส่น้ำให้ท่วมหมูไว้พอประมาณ  มิฉะนั้นลืม  หม้อไหม้และเสียหมูสามชั้นพอดีกัน
 

 
เวลาต้มหมูนั้น  ควรเดินมาดูเป็นพัก ๆ หากว่าหนังหมูมันไม่จมน้ำ  คือมันพลิกได้  ก็ควรใช้ช้อนหรือทัพพีหรือวัสดุอะไรก็ได้กดให้หนังหมูจมน้ำนะคะ  ในภาพผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงได้ค่ะ
 

 
ภาพนี้ค่อนชั่วโมง
 

 
ภาพนี้ครบชั่วโมง  จุ๋มต้มไปชั่วโมงเศษ ๆ  ประมาณ 1 ชั่วโมงกับ 10 นาทีนะคะ  ก็ลองใช้ส้มกดดูที่หนังหมู  ถ้ามันเข้าไปถึงเนื้อด้านในง่าย ๆ โดยไม่ต้องออกแรง  ก็ใช้ได้แล้วค่ะ
 

 
ใช้ทัพพีหรือปากคีบ  ตักหรือคีบหมูสามชั้นที่ต้มจนหนังเปื่อยแล้วขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
 

 
หนังหมูจะเปื่อยแบบนี้นะคะ
 

 
พักหมูให้สะเด็ดน้ำแล้วก็นำส้อมหรือวัสดุปลายแหลมที่สามารถจิ้มได้มาจิ้มที่หนังหมูให้ทั่ว ๆ ค่ะ  ไม่ต้องออกแรงเลย  หมูจะนิ่มมาก
 

 
แล้วก็นำหมูที่จิ้มแล้วไปคลุกกับซีอิ๊วขาวค่ะ  หมู 2 ริ้วนี้จุ๋มใช้ซีอิ๊วขาวตอนนี้ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ  คลุก ๆ ให้ทั่วชิ้นหมู
 

 
แล้วก็นำหมูไปพักบนตะแกรงอีกครั้งให้สะเด็ดน้ำ
 

 
กลับด้านด้วยนะคะ  ให้สะเด็ดน้ำทั่วกัน
 

 
ภาพนี้เอาออกมาด้านนอก  เตรียมตัวทอดแล้ว
 

 

กระทะสะอาดหนึ่งใบ  ตั้งไฟ  ใส่น้ำมันพืชลงไป  จุ๋มใช้น้ำมันปาล์มค่ะ  ตอนแรกเปิดไฟแรงเพื่อให้น้ำมันอุ่นได้  แต่ไม่ต้องรอให้ร้อนนะคะ  แค่น้ำมันอุ่นเท่านั้น  เริ่มทอดหมูด้วยน้ำมันอุ่น ไฟอ่อน  เตาแก๊สจุ๋มเป็นแบบเตาฟู่ค่ะ  หรี่ให้อ่อนที่สุด
 

 
นำหมูลงทอดด้วยน้ำมันอุ่นไฟอ่อน  ไม่ต้องกลับมากกลับมายค่ะ  ให้เหลืองทีละด้านแล้วค่อยกลับ  "สิ่งสำคัญที่ควรระวังคือ  มันจะกระเด็นและปะทุเป็นพัก ๆ  คุณ ๆ ไม่ควรอยู่ใกล้เตาเลยนะคะ  ถอยไปห่าง ๆ  ไม่ต้องถึงขนาดนั่งเฝ้าใกล้ชิด  กระเด็นไปรัศมี 1.5 เมตรเลยคะ  มิฉะนั้นคุณ ๆ อาจจะเสียโฉมเพราะหมูกรอบ"
 

 
ทอดไปเรื่อย ๆ ใจเย็น ๆ  เราจะทำให้มันกรอบตอนหลังค่ะ
 

 
พอด้านหนึ่งเหลืองก็กลับด้านอีกด้านหนึ่งไปทอดให้เหลืองเสมอกัน
 

 
พอเหลืองทั้งสองด้านแล้ว  ก็เร่งไฟแรงให้หนังกรอบ  ตอนนี้ใช้เวลาไม่นานนะคะ  อย่าให้กรอบมากไป  อาจจะขมได้  ในรูปไม่ได้ไหม้นะคะ  ที่เป็นสีนี้เพราะใส่ซีอิ๊วค่ะ
 

 
นำขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน  ก็นำไปประกอบอาหารได้แล้วค่ะ
 

 
หากว่าใช้ไม่หมดจะใส่กล่องหรือถุงพลาสติกรัดยาง  เก็บไว้ในตู้เย็น  ตอนประกอบอาหารค่อยนำออกมาก็ได้นะคะ
 

 
เมื่อวานนี้จุ๋มเอาไปทำ "ผัดคะน้าหมูกรอบ" 1 จาน  แต่ไม่โพสต์ให้นะคะ  วันนี้จะทำ "ผัดกะเพราหมูกรอบ" จะมาโพสต์ให้วันหลังคะ  นอกจากนี้ยังนำหมูกรอบไปยำ  หรือทำต้มยำก็ได้  ถ้าวันไหนทำแล้วจะมาโพสต์ให้ค่ะ
 

 
รับประกันว่าไม่เค็มเกินไปถ้ากินเปล่า ๆ  หรือจะจิ้มซอสพริกก็อร่อยเลิศ  หลายคนถึงจะไม่ชอบหมูสามชั้น  แต่ปฏิเสธหมูกรอบไม่ได้สักที
 
ขอให้ประสบผลสำเร็จในการทำหมูกรอบสูตรนี้ทุกท่าน
 
ขอบคุณผู้เยี่ยมชม blog ทุกท่านค่ะ 
 
ปล.  น้ำมันที่ทอดหมูกรอบสามารถนำไปประกอบอาหารประเภทผัดผักได้นะคะ  อร่อยด้วย  หุหุ 

ปลาทูซาเตี๊ยะ

Posted on 1/5/2008 at 05:28
 
 
 
 
แน่นอนที่สุด "ปลาทูซาเตี้ยะ"  ต้องมีปลาทูค่ะ  บางใหญ่ 12 ตัวกิโล  ราคากิโลละ 80 บาท
 
 
ล้างน้ำ  ควักเหงือก  ไส้  พุง  ออกให้หมด  ล้างน้ำอีก 2 ครั้ง  พักให้สะเด็ดน้ำค่ะ
 
 
จุ๋มใช้ปลาเพียงครึ่งเดียวของที่เห็นนะคะ  ประมาณ 1/2 กิโล  ส่วนผสมอื่นได้แก่
 
หมูสามชั้น  หรือมันหมูแข็ง  หรือเบคอน 1/2 ถ้วย สำหรับรองก้นหม้อ
พริกแห้งเม็ดใหญ่  มากน้อยตามชอบ  จุ๋มใส่ 7 เม็ด
พริกขี้หนู  จะใช้พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็กหรือเม็ดใหญ่ตามชอบและที่มี  ที่บ้านมีแต่เม็ดใหญ่ค่ะ  จุ๋มใช้ 6 เม็ด
กระเทียม 15 กลีบ
หัวหอมแดง 8 หัว
ขิงแก่ 10 แว่น
รากผักชี 5 ราก
มะขามเปียก 1/4 ปั้นใหญ่
น้ำตาลปีบ ประมาณ 1 + 1/2-2 ช้อนคาว
น้ำมันหอย  ประมาณ 4-5 ช้อนคาว
ซีอิ๊วขาว  ประมาณ 3-4 ช้อนคาว
ซีอิ๊วดำนิดหน่อย
น้ำมันงา 1 ช้อนคาว
น้ำเปล่า 1+1/2-2 ถ้วย
 
 
หัวหอมแดง
กระเทียม  ใช้กลีบใหญ่หน่อยค่ะ
 
เคย search สูตรและภาพที่ทำสำเร็จแล้วจาก internet  บางร้านเขาจะใส่กระเทียมซอยตามขวางหัวเพิ่มค่ะ  และพริกขี้หนูจะซอย ๆ เหมือนทำน้ำปลาพริก  ก็ปรับปรุงตามที่ชอบนะคะ
 
 
พริกแห้งและพริกขี้หนูสด
 
บางสูตรไม่ใส่พริกแห้งเลยคะ  แต่พริกแห้งเม็ดใหญ่ใส่แล้วไม่เผ็ดมากหรอกค่ะ  ตัวที่จะทำให้เผ็ดคือพริกขี้หนูสวนมากกว่าค่ะ
 
 
ขิงแก่  หากว่าสาว ๆ สมัยใหม่แยกไม่ออกระหว่างขิงแก่และขิงอ่อน  ขิงแก่เปลือกจะสีน้ำตาล  ขิงอ่อนเปลือกจะสีเหลือง ๆ  ขิงแก่จะเผ็ดกว่าขิงอ่อน  และเนื้อขิงเป็นเสี้ยน ๆ  โดยมากขิงแก่เวลาใช้จะฝานเป็นแว่นบาง  หรือทุบ ๆ  ส่วนลักษณะการใช้ขิงอ่อนนั้น  โดยมากมักจะซอยเป็นเส้นหรือหั่นเป็นลูกเต๋าประกอบในเมี่ยงต่าง ๆ ค่ะ
 
 
ผักชี  ตัดรากเพื่อมาใช้  ส่วนใบและต้นไว้สำหรับโรยหน้า  ตอนนี้ผักแพงมากนะคะ  หากซื้อมาเยอะไม่แนะนำให้ล้างน้ำทั้งหมด  ล้างน้ำแต่พอใช้พอค่ะ  หากผักชีถูกน้ำแล้วไม่แห้งสนิทจะเน่าง่ายมาก ๆ ค่ะ
 
 
มะขามเปียก  จุ๋มใช้เท่านี้ละคะ
 
 
หมูสามชั้นล้างน้ำ  พักให้สะเด็ดน้ำ  หั่นเป็นชิ้นบางพอประมาณค่ะ
 
 
หัวหอมแดง  ปอกเปลือกออก  ล้างน้ำ  บุบพอแตกค่ะ
 
 
กระเทียม  ปอกเปลือกออก  ล้างน้ำ  บุบนิดหน่อยค่ะ
 
 
ขิงแก่ปอกเปลือกออก  ล้างน้ำ  ฝานเป็นแว่นบางค่ะ
 
 
พริกแห้งเม็ดใหญ่  ล้างน้ำผ่าน ๆ เอาฝุ่นผงออก  ตัดเป็นท่อนสั้นประมาณเกือบข้อนิ้ว  ขั้วเอาทิ้งไปค่ะ
 
 
พริกขี้หนูสด  ล้างน้ำ  ปลิดขั้วทิ้ง  บุบพอแตก  หรือใครจะซอย ๆ ก็ตามชอบค่ะ
 
 
รากผักชี  ล้างน้ำเอาเศษดินออกให้หมด  บุบพอช้ำค่ะ
 
 
หมูสามชั้นที่หั่นไว้เรียงใส่ก้นหม้อ  จุ๋มใส่เยอะหน่อยเพราะจะกินให้มันหมด ๆ ไปค่ะ
 
 
ขิงแก่ฝานแว่นบางเรียงตามลงไปให้กระจายทั่ว ๆ กันค่ะ
 
 
ใส่ปลาที่สะเด็ดน้ำแล้วเรียงลงไป  หากมีหม้อใบใหญ่ ๆ ให้ใช้หม้อใบใหญ่ ๆ นะคะ  จริง ๆ แล้วไม่ควรเรียงปลาซ้อนกันค่ะ  จะทำให้ปลาชั้นบนจะสุกยากกว่า  และน้ำที่ต้มจะแทรกซึมปลาลำบากค่ะ
 
 
หัวหอมแดง  กระเทียม  รากผักชี ตามลงไปค่ะ
 
 
พริกแห้งตามลงไปค่ะ
 
 
มะขามเปียกใส่น้ำแต่น้อย  คั้น ๆ แล้วกรองเอาแต่น้ำข้น ๆ มาค่ะ
 
 
น้ำมันงาหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปค่ะ
 
 
เตรียมส่วนผสมในการปรุงรสใส่ถ้วยไว้ก่อนค่ะ
 
น้ำมันหอย  ประมาณ 4-5 ช้อนคาว
ซีอิ๊วขาว  ประมาณ 3-4 ช้อนคาว
ซีอิ๊วดำนิดหน่อย
น้ำมันงา 1 ช้อนคาว
น้ำมะขามเปียก 3-4 ช้อนคาว
น้ำตาลปีบ ประมาณ 1 + 1/2-2 ช้อนคาว
 
หากน้ำตาลปีบเป็นก้อนแข็งใช้มีดหั่นให้เล็ก ๆ ก่อนนะคะ  จะได้ละลายง่ายค่ะ  ใส่ถ้วยคนรวมกัน  ชิมดูตามชอบค่ะ
 
 
เทถ้วยเครื่องปรุงเมื่อกี้ลงหม้อค่ะ
 
 
ตามด้วยน้ำเปล่า 1 + 1/2-2 ถ้วย  พอท่วมตัวปลาค่ะ
 
 
เอาไปตั้งไฟกลางพอให้เดือดค่ะ
 
 
เดือดแล้วลดไฟลงอ่อน  ใส่พริกขี้หนูสดบุบลงไป  หมั่นเอียง ๆ หม้อให้น้ำถูกตัวปลาทั่ว ๆ หรือใช้ช้อนตักน้ำในหม้อราดบนตัวปลาบ่อย ๆ ค่ะ  ชิมรสชาติดูอีกครั้ง  ปรุงเพิ่มตามชอบค่ะ
 
 
ตั้งไฟจนน้ำเหลือขลุกขลิก  ปิดเตาค่ะ
 
ตามที่อ่านมา
"ปลาทูซาเตี้ยะ" จะไม่เคี่ยวนานเหมือนพวก "ปลาทูต้มเค็ม" นะคะ  ปลาทูต้มเค็มจะเคี่ยวนานจนก้างนิ่ม
"ปลาทูซาเตี๊ยะ" เนื้อปลาทูจะไม่แข็งเท่า "ปลาทูต้มเค็ม"
"ปลาทูต้มเค็ม" ไม่ใส่น้ำมะขามเปียก  แต่ "ปลาทูซาเตี๊ยะ" ใส่
 
แต่จุ๋มก็ไม่รู้ว่าสูตรดั้งเดิมเขาทำอย่างไร  เพราะไม่เคยกินค่ะ  ต้องไปกินของจริงก่อนแล้วจะมาลองทำใหม่ค่ะ
 
 
 
มีความสุขกับการทำงานทุกท่านนะคะ 

สลัดแขก

Posted on 30/4/2008 at 05:09
สวัสดีค่ะ 
ได้ฤกษ์เบิกชัยที่มาเขียน blog ที่นี่นะคะ  หลังจากรอลงทะเบียนมาระยะเวลาหนึ่ง  ปกติจะเขียน blog ของตัวเองอยู่ที่เวป pantip.com ค่ะ  ว่าไปแล้วการเขียน blog ก็เหมือนเขียนไดอารี่นี่ละคะ  ต่างกันแค่ว่าหากเขียนไดอารี่เราก็จะเขียนลงสมุด  บนกระดาษ  blog มาเขียนผ่านเวป online เท่านั้นเองค่ะ  ถือว่าเป็นงานอดิเรกได้อย่างหนึ่ง  และได้รวบรวมสิ่งที่เราชอบทำไว้ด้วยอย่างนี้แล้ว  สนุกไม่ใช่น้อยนะคะ
คุณขอมา  จุ๋มจัดให้  เอิ๊ก ๆๆ
จริง ๆ ในวัยเด็กนี่ได้กิน "สลัดแขก" บ่อยมากค่ะ  เพราะว่ามีพี่น้อง 5 คน  แม่ขยันทำของกินทุกอาทิตย์  เมี่ยงก๋วยเตี๋ยวบ้าง  ราดหน้าบ้าง  เส้นหมี่ลูกชิ้นบ้าง  สุกี้บ้าง  ไม่มีเคยซ้ำเลยค่ะ  "สลัดแขก" แม่คงทำเพื่อหลอกให้ลูก ๆ กินผักเป็นแน่แท้  ตามประสาคุณแม่อนามัย  แถมเป็นครูอีกต่างหาก  กลัวลูกจะขาดสารอาหาร
จะว่าไปแล้วการกินผักนี่มีประโยชน์มากค่ะ  เพราะในผักมีไฟเบอร์อยู่มากมาย  ซึ่งจะทำให้เราไม่เป็นท้องผูก  นอกจากนี้ยังมีวิตามินและหากเป็นผักใบเขียวแล้วละก็  ธาตุเหล็กอุดมสมบูรณ์เหลือใจ  "สลัดแขก" นี่จะมีข้อเสียอยู่นิดหน่อยตรงที่น้ำราดสลัดทำมาจากหัวกะทิ  และมันฝรั่งจะต้องทอดด้วยน้ำมัน  ดังนั้นแล้วคนที่มีคลอเลสเตอรอลในเลือดสูงต้องระวังสักหน่อยนะคะหากจะกินอาหารจานนี้
ไม่ได้ทำกินเองนานแล้วค่ะ  หากวันไหนทำกินเองจะถ่ายภาพขั้นตอนแบบละเอียดมาให้นะคะ  ภาพนี้ยืมเค้ามาค่ะ  หากจุ๋มทำเองละก็  ต้องน่ากินและภาพชัดกว่านี้แน่นอนค่ะ  ว่าเข้าไปนั่น  ไม่มีใครชม  ชมตัวเองก็เป็น  หุหุหุ  
ส่วนผสม
มันฝรั่ง
ไข่ต้ม
เต้าหู้แข็ง
ผักกาดหอม
แตงกวา
หอมใหญ่
มะเขือเทศ
น้ำมันพืชสำหรับทอดมันฝรั่ง
ส่วนผสมน้ำสลัด
พริกแห้งเม็ดใหญ่แกะเมล็ดออกแช่น้ำ
หอมแดงซอย
กระเทียมซอย
ไข่แดงต้มสุก
ถั่วลิสงคั่วป่น
มะพร้าวขูด
เกลือป่น
น้ำตาลปีบ
น้ำมะขามเปียก
ถ้าจะให้ครบสูตรแบบอิสลามจริง ๆ จะต้องเพิ่มเครื่องเทศอื่น ๆ เข้าไปอีกค่ะ  เช่น  ตะไคร้  ข่า  ผิวมะกรูด  ลูกผักชี  ยี่หร่า  และผงกะหรี่เล็กน้อย
วิธีทำ
1.  ทำน้ำพริกสลัดโดยโขลกพริกแห้ง  เกลือ  หอมแดง  กระเทียม  ขมิ้นเข้าด้วยกันให้ละเอียด  ใส่ไข่แดงต้ม  โขลกให้เข้ากัน
2.  เอากะทิตั้งไฟกลางพอแตกมัน  ใส่น้ำพริกที่โขลกไว้ผัดพอหอม  ใส่กะทิที่เหลือ
3.  ปรุงรสด้วยเกลือป่น  น้ำมะขามเปียก  น้ำตาลปีบ  ชิมรสตามชอบ  ใส่ถั่วลิสงป่น  รอให้เดือดสักครู่  ยกลง
4.  ทอดมันฝรั่งในน้ำมันร้อนไฟกลางให้เหลืองกรอบ  ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน
5.  ทอดเต้าหู้ให้เหลือง  ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน  หั่นชิ้นบาง ๆ พอประมาณ
6.  จัดผักกาดหอม  แตงกวา  มะเขือเทศ  หอมใหญ่  มันฝรั่งทอด  เต้าหู้ทอด  ไข่ต้ม  ใส่จาน  ราดหน้าด้วยน้ำสลัด  เสิร์ฟได้ค่ะ 

Links

- Home
- My Profile
- Archives
MCOT Public Company Limited. All rights Reserved.2004
Contact Us Tel:02-201-6000 webmaster@mcot.net Tel: 02-201-6145
Powered by Computer Department of MCOT.