คุณหมอค่ะ..หนูมาให้หมอช่วยตรวจ

Posted on 23/1/2008 at 15:26

วันก่อนมีน้อง(ผู้หญิง)มาเล่าให้ฟังว่า  มีอาการปวดท้อง จึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลของรัฐ แถวถนนพระราม 6 เนื่องจากมีอาการปวดท้อง ไปตอน 1 ทุ่ม รอเวลาพบหมอประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น ก็ได้พบหมอหนุ่มทราบภายหลังว่าเพิ่งจบปี 4 อยู่ระหว่างฝึกงานตามหลักสูตร

 หมอเห็นคนไข้ก็ถามว่ามีแฟนรึยัง (ไม่แน่ใจความหมายคำว่าแฟนของหมอคือระดับความสัมพันธ์ขนาดไหน) 

น้องสาวก็ตอบว่ามีแล้ว( ความหมายคือมีผู้ชายมาจีบแต่ยังไม่มีอะไรกัน)

หมอก็สันนิษฐานทันทีว่า"น่าจะเป็นอาการท้องนอกมดลูกนะ"  เท่านั้นแหละครับ หญิงสาวก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้ค่ะคุณหมอ  เพราะหนูยังไม่เคยยยยยยค่ะ

แต่หมอก็พยายามขอเจาะเลือดไปตรวจถึง 3 ครั้ง  ที่สุดแล้วก็สรุปว่าไม่ใช่ท้องนอกมดลูก  แต่อาจจะเป็นอาการของไส้ติ่ง  ขณะเดียวกันก็เรียกหมออื่นๆที่กำลังฝึกงานมาร่วมหารือและช่วยกันตรวจ  โดยคุณหมอฝึกงานทั้งหมด 8-9 คนทั้งหญิงและชายต่างก็ช่วยกันตรวจด้วยการสวนทวาร ส่วนสาวเจ้าอายก็อาย แต่เพราะกลัวไส้ติ่งแตกก็ยินยอมให้ตรวจ ทั้งอายทั้งเจ็บ  แล้วหมอทั้งหมดก็สรุปว่า "ยังไม่ค่อยแน่ใจ  ขอให้นอนดูอาการสัก 6 ชั่วโมงก่อน  สรุปแล้ววันนั้นถูกเจาะเลือดไป 3 ครั้ง แถมถูกสวนทวารตรวจอาการไส้ติ่ง  และต้องนอนที่โรงพยาบาล 1 คืน  เมื่อเห็นพยาบาลเข้ามาในห้องคนไข้รวม หญิงสาวก็ถามว่าเมื่อไรจะได้พบอาจารย์หมอ คำตอบที่ได้รับคือ"ก่อนจะพบอาจารย์หมอ ก็ต้องผ่านหมอฝึกหัดก่อน  เพราะที่นี่คือโรงเรียนฝึกหัดแพทย์"

เช้าวันรุ่งขึ้น 8.00 น.อาจารย์หมอมาตรวจ  แค่กดท้องดูคุณหมอก็สรุปว่า"คนไข้อาหารเป็นพิษ กักตัวคนไข้ไว้ทำไม"  ขณะที่คุณหมอฝึกหัดต่างก็ยืนฟังสงบนิ่ง

สรุปคนไข้ต้องเสียค่าเจาะเลือดและค่ารักษาพยาบาลประมาณ 1,000 บาท

อ่านแล้วโปรดหาคำตอบ

1.โรงพยาบาลอะไรเอ่ย

2.จะเรียกโรงเรียนฝึกหัดหมอหรือโรงพยาบาลดีนะ

3.น่าสงสัยคุณภาพของหมอใหม่ๆมั้ย

กำภู

 

น้องชาย....

Posted on 23/1/2008 at 21:38 by Anonymous
เขียนรีเล็กซ์อย่างนี้ละน่าอ่าน.... บอกเล่าประสบการณ์ ทำบล็อกให้เป็นบล็อก
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น...
หยิบประสบการณ์ (ไม่ใช่ประสบกาม...นะพี่)
หนุกดีออก

จริงหรือหลอกครับ

Posted on 24/1/2008 at 03:33 by KruInter
รบกวนพี่เฉลยด้วยครับ

คน..แปดริ้ว

Posted on 24/1/2008 at 10:08 by Anonymous
เป็นเรื่องที่น่าขำ แต่ขำไม่ออกคะ ถ้าใครไปเจอเหตุการณ์
แบบนี้ แปลกแต่จริงค่ะ ความจริงนักศึกษาแพทย์ เวลาออกฝึกงานตาม รพ. ก็ต้องมีแพทย์พี่เลี้ยง แล้ววันนั้น พี่เลี้ยงไปไหนคะ... นี่เป็น รพ.ในเมืองหลวงนะคะ แล้วชนบท
จะขนาดไหน.. ชีวิตคนไข้ถึงอาการไม่หนัก ก็อาจสิ้นชีพได้
จากการรักษาค่ะ..

ทำไม

Posted on 24/1/2008 at 10:33 by auiman
ทำไม รพ.รัฐ หมอเปิดตรวจคนไข้แค่ 9 โมงเช้า ถึงเที่ยง
บางแผนกก็ 3 โมงเย็น ถึง 5 โมงเย็น
ตรวจรักษาเฉพาะวันจันทร์ พุธ ศุกร์ อะไรแบบเนี้ย

แถมบางวันที่เปิดรับคนไข้ หมออาจอยู่ไม่ครบ
คนไข้ที่มาขึ้นบัตรคิวตั้งแต่ตี 5 , 6 โมงเช้า ก็ไม่มีปากมีเสียง เพราะไม่มีตังค์นี่หว่า จะด้านหน้าไปขอรักษาถูกๆ ตาม -
รพ.เอกชน เขาก็คงไม่รับ

นี่นะหรือคือ รพ.รัฐ ของประเทศไทย ที่พึ่งสุดท้ายของคยยากจน

คน..แปดริ้ว

Posted on 24/1/2008 at 11:45 by Anonymous
คุณกำภูคะ..
อยากบอกว่าเป็นแฟนรายการอยู่คะทั้งวิทยุ และโทรทัศน์ แต่ชอบวิทยุมากกว่า ชอบทั้งคุณกำภูและคุณรัชนี ฟังเพลินและสนุกเรียกรอยยิ้มได้แต่เช้าเลยค่ะ ได้ความรู้และข้อคิดดีดี ยินดีที่มีรายการแบบนี้ให้ผู้ฟังคะ
คุณกำภูคะ ให้ความรู้เรื่องการทำบุญดิฉันหน่อยนะคะ
ข้อ 1 เวลาเราทำบุญกรวดน้ำ เราควรจะพูด หรือท่องคำพระว่าอะไรดีคะ เอาแบบเป็นมาตรฐาน และง่ายต่อการจดจำหน่อยนะคะ (เอาทั้งภาษาพระ และภาษาพูดด้วยนะคะ) อย่าหาว่าโง่เลยนะคะ ยอมรับคะว่าค่อนข้างห่างวัดค่ะ ตอนเด็ก ๆ ออกจะกลัวพระซะด้วยซิ มีความรู้สึกว่าพูดกับพระไม่เป็นยังไงไม่รู้ ไม่ใช่คนเมืองนะคะ แต่บ้านไกลวัดคะ เวลาไปวัดส่วนมากก็ไปกับพี่ ไม่ค่อยมีผู้ใหญ่ให้ความรู้เรื่องนี้สักเท่าไหร่ แล้วตอนนี้มีลูกแล้ว และเข้าเริ่มจะโตรู้เรื่องแล้ว อยากสอนเข้าให้รู้เรื่องพวกนี้ค่ะ
ข้อ 2 บทถวายสังฆทาน แบบง่าย ๆ ค่ะ ใกล้ถึงวันเกิดแล้ว
(ไม่กล้าถามใครให้เห็นหน้า อายเค้าคะ)


ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

คนไข้คนหนึ่ง

Posted on 24/1/2008 at 12:48 by Anonymous
เคยเห็นกับตา และโดนกับตัวเองครับ
หมอๆ เข้ามา กด แล้วถามว่าเจ็บไหม ครับ/คะ
คนที่สอง สาม สี่ ห้า ก็เหมือนเดิม
ทำเหมือนสัตว์ทดลองเลย
จนทนไม่ไหว ต้องยกมือไหว้ขอร้องล่ะครับ พอเถอะ

ซึ่งอันที่จริง เรื่อง ในความเห็นส่วนตัว
ควรเป็นสิทธิของผู้ป่วยว่าจะยินยอมให้กระทำเช่นนี้หรือไม่
อาจารย์หมอ เอง ควรจะต้องขออนุญาตคนไข้ก่อน
ว่ายินยอมให้อาการนี้ เป็นกรณีศึกษาหรือไม่
แล้ว ควรมีอาจารย์หมอ ควบคุมแนะนำอย่างใกล้ชิด
ที่สำคัญ ขณะศึกษาจากผู้ป่วยจริง ควรสำรวมตน สำรวมกริยา
ที่พบวันนั้น เป็นเรื่องสนุกสนานมากสำหรับพวกท่าน(เฮฮา)
ควรให้เกียรติผู้ป่วย แล้วผู้ป่วยจะนับถือท่าน

**อ้อ ใช้บัตร 30 บาทหรือป่าวครับที่เจอแบบนี้

กิจ

Posted on 24/1/2008 at 21:47 by Anonymous
ก็อย่างเนี้ยล่ะเฮียภู
อย่างเนี้ยสิ คือไทยแท้!!!

ผมคิดว่า

Posted on 24/1/2008 at 23:03 by recondite
1. เป็นโรงพยาบาลที่มีsc*และไปรษณีย์เปิดสาขาอยู่
2. มันไม่ต่างอะไรจากโรงเรียนฝึกหัดหมอหรอกครับ เหมือนกับโรงพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยอื่นน่ะแหละ
3. หมอที่เรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์ที่อื่นที่มีคุณภาพกว่าที่นี่ยังมีอีกหลาย อย่าถามแบบเหมารวมเลยครับ

อ่อนจริยธรรม

Posted on 25/1/2008 at 11:16 by Anonymous
อ่อนจริยธรรม เห็นคนไข้บนเตียงเป็นวัตถุ
จะล้วง จะตรวจ จะแหกดูอะไรก็ได้
ไม่ได้คำนึงถึงจิตใจคนไข้
ถ้าคนไข้เป็นหญิงสาว ยิ่งอาย ยิ่งมัน
มันก็คือ นักเรียนแพทย์ลามกนั่นเอง

คุณหมอค่ะ หมอมาให้หมอฃ่วยตรวจ

Posted on 25/1/2008 at 15:17 by Anonymous
หากคิดกลับหัวกลับหาง ให้อาจารย์หมอป่วยซะเอง แล้วไปโรงหมอฝึกงานที่ว่า แบบว่า..ให้ลูกศิษย์คนขยัน ต่างช่วยกันรุมตรวจแบบตามอกตามใจ และแบบใจหายใจคว่ำมั่ง แล้วอาจารย์คอยให้คะแนนลูกศิษย์ตามกรรมที่ได้กระทำลงไป...............
สิ่งที่อาจารย์ได้ประสบ... ผมว่าน่าจะเป็นปรากฏการณ์เลยนะ และอาจจะ ทำให้มีการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนภาคปฏิบัติของน้อง ๆ เขาบ้างแหละครับ
....บางครั้งการปล่อยให้เด็ก ๆ ทำอะไรเกินขอบเขต (และมากกว่าที่ควร) ผู้ใหญ่ตะหากที่ต้องรับผิดชอบ ....

บังเอิญผ่านมาเจอ

Posted on 25/1/2008 at 22:35 by Anonymous
บังเอิญได้ผ่านเข้ามาอ่านเรื่องนี้น่ะครับ
ขอออกความเห็น ในฐานะที่เป็นหมอคนนึง ที่คิดว่าจบจากสถาบันที่น้องคนนี้ไปตรวจรักษา
1.น้องอาจได้ตรวจกับนักศึกษาแพทย์ปี4จริงครับ แต่นักศึกษาแพทย์ปี4 จะอยู่ในความดูแลของแพทย์พี่เลี้ยงตลอดครับ ไม่มีทางที่น้องสาวคนนี้จะได้รับการรักษา(หรือส่งเจาะเลือดต่างๆ)โดยนักศึกษาปี4เป็นคนสั่งครับ ต้องได้รับการสั่งการจากแพทย์พี่เลี้ยงครับ
2.นักศึกษาแพทย์ปี4 จะอยู่เวรแค่4ทุ่มครับ หลังจากนั้นการดูแลความรับผิดชอบต่างๆจะตกอยู่กับแพทย์พี่เลี้ยง(ที่มีใบประกอบโรคศิลป์) ดังนั้นการพิจารณาให้นอนรพ.ดูอาการ เป็นการตัดสินใจของแพทย์จริงๆแน่ครับ
3.การตรวจทางทวารหนักเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ แต่ไม่น่าที่นักศึกษา8-9คนจะ "ช่วยกันตรวจ"อย่างที่เขียนไว้ อย่างมากน่าจะมีคนตรวจ2คน คือ นักศึกษาเจ้าของไข้ กับ แพทย์พี่เลี้ยงครับ แต่ถ้ามีคนเข้ามาสังเกตการตรวจหลายคน จนทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ผมก็รู้สึกเสียใจด้วยครับ
4.บางครั้งเป็นการยากที่จะบอกว่าอาการปวดท้องเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ จำเป็นต้องได้รับการเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะหรือตรวจพิเศษอื่นๆ ถ้าอาการเป็นมาก แต่ผลต่างๆยังไม่แน่ชัด จำเป็นต้องได้รับการสังเกตอาการในรพ. ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นครับ หรือถ้าเป็นโรคที่อันตรายเช่นไส้ติ่งอักเสบ จะได้ทำการผ่าตัดได้ทันท่วงทีครับ
ส่วนตัวคิดว่าการให้นอนดูอาการในรพ.เป็นการตัดสินใจของแพทย์ที่ถูกต้องแล้วครับ
5.อาจารย์แพทย์ที่มาตอนเช้า ไม่ได้เห็นอาการผู้ป่วยเหมือนแพทย์ที่พบคนแรก ซึ่งหลังจากที่คนไข้นอนรพ.แล้ว อาการทางหน้าท้องอาจคลี่คลายดีขึ้น ท่านจึงพูดได้ว่าอาหารเป็นพิษ ซึ่งถ้าท่านอาจารย์เห็นผู้ป่วยแต่ต้น ก็อาจต้องทำเช่นเดียวกัน คือให้ผู้ป่วยดูอาการในรพ.ครับ

ไม่ได้เข้ามาแก้ตัวอะไรทั้งนั้น แต่มาเขียนให้ลองมองมุมของแพทย์ครับ
ตอบคำถามเจ้าของบล้อก
1.ร..ม..
2.โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ครับ
3.หมอใหม่ประสบการณ์ยังน้อย แต่มีการควบคุมคุณภาพแน่ครับม่ายงั้นเค้าไม่ให้จบ

การศึกษาทางการแพทย์เปลี่ยนไป

Posted on 26/1/2008 at 21:56 by Anonymous
การฝึกหมอโบราณจะเริ่มตั้งแต่ ๗-๘ ขวบ โดยเป็นลูกมือหมอในการบดยา เก็บยาสมุนไพร แล้วเลื่อนขึ้นไปเป็นผู้ตรวจอาการผู้ป่วย โดยพระสงฆ์(หมอโบราณ) จะใช้ศิษย์ไปจดจำอาการผู้ป่วยที่บ้าน แล้วนำอาการป่วยมาบอกกลับพระ(สงฆ์)อาจารย์ พระอาจารย์ก็จะจ่ายตำรับยาตามโรค ที่ศิษย์จดจำมา นานๆ เข้าศิษย์ก็จะรู้จักว่าโรคอย่างนี้ มีอาการอย่างนี้ โรคอย่างนั้นมีอาการอย่างนั้น ต้องใช้ยาอะไร
ปัจจุบันนักศึกษาแพทย์มีเรื่องต้องจำมากเกินไป ไหนจะชื่อโรคเป็นภาษาลาติน สารเคมีภาษาละติน ฯลฯ จะพบอาการผู้ป่วยจริงๆ ก็ต้องปี ๔ ถึง ๖ ผมว่า ๒ ปีไม่น่าจะพอเพียง
หมอชีวก โกมารภัจจ์ เป็นอัจฉริยะทางการแพทย์ยังต้องศึกษากับพระอาจารย์ถึง ๗ ปี อีกอย่างแพทย์มีเวลาเฉลี่ยให้คนไข้คนละ ๓ นาที จึงต้องพึ่งพาแล็ปตรวจเลือดในการวินิจฉัย
มีเพื่อนคนหนึ่งพาพ่อสูงอายุ ๘๓ ปีไปหาหมอที่โรงพยาบาลในกทม.พกใบตรวจเลือดเมื่อ ๑ เดือนก่อนไปด้วย พอแพทย์เห็นใบตรวจเลือดก็สั่ง admit ฉุกเฉิน เพราะค่า BUN และ Creatinine ของไตสูงเกินปกติมาก หมอบอกว่าคนที่มีค่าสูงแบบนี้ส่วนใหญ่ใกล้หมดลมหายใจแล้ว
คำถามคือคนป่วยนี้อยู่มาได้อย่างไร ๑ เดือนนอกห้อง ICU โดยไม่ตาย ทุกวันนี้อายุ ๘๔ ปีก็ยังไม่ตาย ทำให้น่าสงสัยว่า
ตัวเลขทางแล็ปนั้นแม่นจริงหรือเปล่า
อีกเรื่องก็ค่าปกติของคอเลสเตอรอล ประมาณปี ๒๕๓๕ ค่าปกติอยู่ที่ต่ำกว่า ๑๕๐ มก./ดล. มาวันนี้ ๒๕๕๐ ค่าปกติปรับขึ้นเป็น ๑๕๐-๒๐๐ มก./ดล. เพราะค่าเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นในคนปกติ
ผมว่ายิ่งปรับก็ยิ่งเลอะ ทุกวันนี้ค่าที่ปรับขึ้นใช้บอกอะไรไม่ได้มาก แทนที่แพทย์จะยอมรับว่าคนส่วนใหญ่มีคอเลสเตอ-
รอลผิดปกติและต้องแก้ไข กลับยอมผ่อนตัวเลขให้สูงขึ้น
แทนที่แพทย์จะหาโภชนบำบัดให้คนป่วยแก้ไข กลับจ่ายยาลดคอเลสเตอรอลที่มีผลข้างเคียง ทำให้ไขมันไปรวมกันที่ตับ แล้วกลายเป็นโรคตับอักเสบขึ้นมาในอนาคตได้ แทนที่แพทย์จะค้นหาว่าคนป่วยส่วนใหญ่กินอะไรที่มีพิษเข้าไป กลับปล่อยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติเป็นผู้ค้นคิดและหายามาขายบรรเทาอาการ กลายเป็นโรคพาณิชย์

ขอชี้แจงเรื่องการกรวดน้ำ

Posted on 28/1/2008 at 09:25 by เด็กตรัง
ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบและติดตาม คุณกำภู ทุกวันค่ะ
ดิฉันเป็นรุ่นน้องคุณกนก ธรรมศาสตร์
ขอชี้แจงเรื่องการกรวดน้ำนะคะ
บท "อิทังเม...." สวดให้กับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

ส่วนการกรวดน้ำประจำวันสำหรับการใช้ชีวิตปกติ ใช้บท "อิมินา บุญญะกัมเมนะ ....." แบบยาวที่คนสมัยก่อนใช้กันนั่นถูกแล้ว
ปกติการกรวดน้ำ นอกเหนือการทำบุญในแต่ละครั้งในพิธีกรรมต่าง เช่น ทำบุญสังฆทานแล้ว ก็จะกระทำหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วในตอนกลางคืน เมื่อสวดมนต์แล้ว ก็จะกรวดน้ำ เริ่มด้วย นะโมตัสสะ.... 3 จบ ต่อด้วย อิมินา.... ต่อด้วย สัพเพ สัตตา จากนั้น จึงลาพระ ด้วย อะระหังสัมมา.....

เป็นการสำเร็จบุญ เสมือนกับว่าทำความดีมาทั้งวัน สิ้นวันก็เก็บบุญประจำวันได้เลยค่ะ

ตอบจากใจ...คนไข้ตัวจริง ชัดแจ๋ว

Posted on 30/1/2008 at 16:46 by คนไข้ตัวจริง ชัดแจ๋ว
ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็นของผู้อ่านทุกท่านนะคะ ขอบคุณพี่กำภูที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์
ดิฉันขอตอบข้อสงสัยจากท่านผู้อ่านดังนี้ค่ะ มีข้อมูลบางอย่างคลาดเคลื่อนบ้างเล็กน้อย
ประเด็นที่ 1 ขอตอบ --คุณคนไข้คนหนึ่ง -- ดิฉันไม่ได้รักษาในโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคค่ะ
และต่อจากนี้ ตอบข้อสงสัย คุณ –บังเอิญผ่านมาเจอ--

ประเด็นที่ 2 สิ่งที่เสียใจ ไม่ได้อยู่ที่กระบวนการรักษาเป็นสำคัญ แต่เกิดจากคำคะนองปากของผู้ที่รักษามากกว่า
เพราะดิฉันรักตัวเองนะคะ ไม่ขอปิดบังข้อเท็จจริงใดๆ อันจะก่อให้เกิดผลร้ายกับตัวเองหรอกค่ะ ดิฉันเล่าอาการเบื้องต้นละเอียดยิบ “คุณหมอคะ เวลาเที่ยงกว่าวันนี้ดิฉันทานลาบปลาดุกและขนมจีนน้ำยาป่าเข้าไปเยอะเลยค่ะ เคยมีประวัติเป็นโรคกระเพาะอักเสบ” แต่คำพูด เหล่านี้ไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยเลยแม้แต่น้อย เอามือกดๆ รอบๆท้องแล้วก็ถามขึ้นมาเลยว่า “คุณเคยมีเพศสัมพันธ์มั้ย” ดิฉันตอบดังชัดเลยค่ะ “ไม่เคยค่า” คุณหมอรีบสวน “นี่ถ้าคุณตอบว่าเคยนะ อาการปวดท้องแบบนี้ อาจท้องนอกมดลูก แต่ก็นะ เด็กสาวๆสมัยนี้ ปวดท้องมาหาหมอทีไร ก็ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกว่าท้อง” แล้วก็ให้เจาะเลือดและตรวจปัสสาวะ หลังจากรอผลตรวจเกือบชั่วโมง แพทย์ฝึกหัดอีกท่านเดินเข้ามาด้วยอาการดีใจแล้วบอกว่า “คุณสบายใจได้ครับ คุณไม่ได้ตั้งครรภ์ ผลเลือดก็ปรกติ เฮ่อ อาการค่อนข้างคลุมเครือนะเนี่ย” เอ้า เราก็หัวเราะลั่น “ท้องได้ ก็แปลกสิคะ” อดนึกเป็นห่วงสาววัยกระเตาะ ที่รักนวลสงวนตัวอุตส่าห์กล้าบอกคุณหมออย่างภาคภูมิใจ กลับไม่เชื่อใจกัน จริงๆแล้วดิฉันเข้าใจนะคะ คุณหมอมีสิทธิ์ถาม ถ้าได้คำตอบแล้วควรเคารพสิทธิ์กันด้วย

ประเด็นที่ 3 มีแพทย์พี่เลี้ยงจริงค่ะ แต่ดำเนินการตามการบันทึกของแพทย์ฝึกหัด เพราะหลังจากไม่พบอะไรเพิ่มเติม ก็โทรตามหมอสูตินรีเวชมาอีก 2 คน คุณหมอสูติฯ ขอตรวจทวาร ทั้ง 2 คน(มีทับถมกันในทีด้วยนะคะ เพราะคนที่ 2เดินเข้ามาขอตรวจโดยอ้างว่า อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่เขา ต่อให้อ่านบันทึกของท่านแรก ก็ไม่เหมือนกับตรวจเอง งงค่ะ ไม่ไว้ใจข้อมูลกันเองอีก ระดับหมอสูติฯ ทั้งคู่นะคะ) คุณผู้อ่านอาจสงสัยทำไม ดิฉันไม่ขัดขืนบ้าง ยอมรับค่ะ เริ่มกลัวว่าเป็นไส้ติ่ง เลยคิดว่าการตรวจทางทวารอาจจะพอทราบได้ ว่าไส้ติ่งอักเสบหรือไม่ เพราะน้องชายเคยผ่าตัดมาแล้ว แต่พอตรวจ ดิฉันก็ไม่เจ็บ คุณหมอก็เลยบอกว่า งั้นคุณต้องตรวจภายในแล้วล่ะค่ะ เพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องรังไข่ หรือมดลูกก็ได้ งานนี้ค่ะ ดิฉันฉุนกึก แล้วบอกว่า “ขอเน้นเรื่องไส้ติ่ง เรื่องรังไข่ มดลูก อะไรนั้น มั่นใจ ไกลตัวเกินไป” ก็ยอมถอยฉาก แต่ศัลยแพทย์ก็เข้ามาแล้วก็ขอตรวจ (หมอผู้ชายด้วย) อายแบบอายสุดๆ จำได้ เถียงเลยอ่ะ ว่า 2 คนแล้วนะ หมอก็อ้างอีก แต่ถ้าคุณเป็นไส้ติ่ง การผ่าตัดขึ้นอยู่กับผมนะ อ้าว ต่อจากหมอจะมีใครอีกไหม หมอให้คำมั่นว่าไม่มี ก็เลยยอม แต่ร้องไห้เลย พอหมอตรวจก็ให้คำตอบเดิมว่า ไม่มีอะไรผิดปรกติ ให้เจาะเลือดอีก แล้วบอกว่านอนพัก รุ่งเช้าเจาะเลือดอีกรอบ โอ้ ฝันร้ายของฉัน ทำไมต้องเจ็บจริง
ประเด็นที่ 4 อาการของดิฉันทั้งก่อนและหลังพบอาจารย์หมอในวันรุ่นขึ้น แทบไม่แตกต่างกันหรอกค่ะ แต่ฝันร้ายที่ยาวนานตั้งแต่ 1ทุ่ม ถึง 8 โมงเช้า ค่อยๆดีขึ้น เมื่อพบอาจารย์หมอนี่แหละค่ะ อาจารย์หมอเจอหน้าปุ๊บ กดท้อง 2-3 ที เป็นคนแรกเลย ที่ถามคำถามว่า “เมื่อวานไปกินอะไรมาจ้ะ” เย่เย่!! เข้าประเด็นซักที

ประเด็นที่ 4 ขอแก้ไขคำพูดของคุณพยาบาลนะคะ ดิฉันถามพยาบาลไปว่า “คุณพี่พยาบาลคะ หนูให้หมอกดท้องมา 8 คนแล้วนะคะ(รวมที่แวะเวียนเข้ามาถามไถ่อาการและกดท้อง) ทำไมวินิจฉัยไม่ได้ซักทีว่าเป็นโรคอะไร” คุณพยาบาลตอบเลยค่ะ “ก็ช่วยไม่ได้นี่จ้ะ อยากมาป่วยที่โรงเรียนแพทย์ก็งี้แหละ” ไม่ทราบว่าจะสื่ออะไรเหรอ ไม่เข้าใจ ?
อย่างไรก็ตาม ดิฉันไม่โกรธที่ให้พักโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ แต่อยู่ที่มโนสำนึกของผู้ตรวจมากกว่า เส้นแบ่งระหว่าง -- ความกระตือรือร้นในการรักษา --การลองวิชา หรือว่าการวิตกจริต ถ้าคุณอยู่ในเหตุการณ์นั้นแยกแยะไม่ออกเลยนะคะ ว่ากลุ่มคุณหมอเหล่านี้ อยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่
ทั้งนี้ดิฉันยังรักและศรัทธาในวิชาชีพแพทย์ค่ะ ยังเชื่อว่า คุณบังเอิญผ่านมาเจอ ซึ่งออกตัวว่าเป็นคุณหมอ จากสำนวนภาษาน่าจะเป็นคุณหมอที่จิตใจงดงามมากค่ะ ขอบคุณนะคะที่ให้คำแนะนำ แต่เหตุการณ์ในวันนั้น แตกต่างจากที่คุณหมอคาดเดาซะเหลือเกินค่ะ ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้กับคุณหมอที่ยึดมั่นในความดีงามทุกท่าน ตั้งใจทำหน้าที่ต่อไปนะคะ นี่เป็นความผิดพลาดของกลุ่มคนเล็กๆเท่านั้น แต่ภาพรวมของหมอไทยมีศักยภาพพอที่จะผลักดันเข้าสู่การเป็นประเทศแห่งศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ในอนาคตเลยทีเดียว สักวันถ้ามีประสบการณ์ดีๆเกี่ยวกับคุณหมอ ก็จะชมให้อ่านแน่นอนค่ะ และเรื่องนี้ก็สอนให้ดิฉันรู้ว่าอย่าป่วยเลยดีที่สุด และไม่น่าตะกละกินเลย ###

ขอบคุณทุกความเห็น

Posted on 30/1/2008 at 19:02 by kamphu
ขอบคุณทุกความเห็นที่นำมาเสนอครับ-กำภู

=ชอบมากคะ

Posted on 19/3/2008 at 16:40 by Anonymous
กลับมาอ่านกี่ครั้ง ก็ขำ ไม่หยุดคะ และเป็นเรื่องที่ให้เราศึกษาและระวังตัวในการตรวจกับหมอ(มือใหม่)

Last Page | Page 3 of 17 | Next Page

Links

- Home
- My Profile
- Archives
MCOT Public Company Limited. All rights Reserved.2004
Contact Us Tel:02-201-6000 webmaster@mcot.net Tel: 02-201-6145
Powered by Computer Department of MCOT.