เพิ่งจะรู้ว่าสิงคโปร์... <ตอน 3>
Posted on
Monday 16 June 2008
at
20:20
ผมกลับถึงประเทศไทยแล้วครับ
ด้วยความอัดอั้นตันใจในสิ่งที่จะต้องเล่าให้ได้
ผมว่าคงต้องเล่ากันไปอีกหลายตอน อาจเฉียดหลักสิบ...
แต่ไม่รู้ว่าท่านผู้อ่านคิดอย่างไร หรือบางทีอาจจะมากเกินไป
สำหรับการเล่าเรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน
คิดอย่างไรก็ comment ไว้นะครับ ผมจะได้ปรับตัวทัน
=====================================

เช้าวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2551 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในสิงคโปร์ของคณะ
หากใครได้พลิก THE STRAITS TIMES หนังสือพิมพ์เจ้าใหญ่ของสิงคโปร์
(เอ่อ...จะมีสักกี่คนจะได้พลิกเนี่ย...เอาเป็นว่า สมมติว่ามีก็แล้วกันครับ)
เมื่อพลิกดูก็จะได้พบปรากฏการณ์มหกรรมการลงโฆษณาของบริษัทมือถือ
รวมแล้วเกิน 10 หน้าหนังสือพิมพ์...เต็ม ๆ !!!




บริษัทมือถือในสิงคโปร์ มี 3 ราย
ตั้งแต่ปี 2540 มีการเปิดเสรีในธุรกิจมือถือสิงคโปร์
ทำให้มีเอกชนเข้ามาร่วมเป็นผู้ให้บริการมือถือได้
1. Singtel - ก่อตั้งเมื่อปี 2422 หลัง อเล็กซานเดอร์ เกรแฮมเบลล์ ประดิษฐ์โทรศัพท์แค่ 3 ปี บริษัทนี้ บริษัทบริหารกองทุนของรัฐบาลที่มีชื่อคุ้นเคยกันดี "เทมาเส็ก" เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นบริษัทของรัฐบาล เทียบได้กับ กสท หรือ ไทยโมบายล์ ของเรา บริษัทนี้มีสีแดงเป็นสีอัตลักษณ์
Singtel หรือ Singapore Telecom ครองตลาดร้อยละ 37.8 บริษัทนี้ไปลงทุนในประเทศอื่น มีหุ้นในอีก 6 ประเทศ โดยเฉพาะไปถือหุ้น 100% ในบริษัท Optus ครองตลาด 32.5% ในออสเตรเลีย รวมทั้งที่เอไอเอสของไทยเรา Sigtel มาถือหุ้น 21.4%
2. StarHub - บริษัทมือถือเอกชนสีเขียว ตั้งเมื่อปี 2541 ครองตลาดมือถือร้อยละ 30 ของสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีเคเบิลทีวี และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุดถึง 30 เมกะบิตต่อวินาที ครองตลาดร้อยละ 46
3. M1 - (เอ็มวัน) สีส้ม เป็นสีธงนำของบริษัทเอกชนรายนี้ ก่อตั้งเป็นบริษัทมือถือรายที่ 2 เมื่อปี 2540 ครองตลาดผู้ใช้งานในสิงคโปร์ประมาณ 1 ใน 3 หรือกว่า 1 ล้านคน แม้จะเกือบใกล้เคียงกับรายอื่น ๆ แต่ก็ถือว่าส่วนแบ่งตลาดน้อยสุด



สาเหตุที่ทำให้เหล่าบริษัทมือถือ ต้องควักกระเป๋าจ่ายกันหนัก
เพื่อซื้อหน้าหนังสือพิมพ์กันมโหฬารในช่วงนี้ ก็เพราะว่า
วันศุกร์ที่ 13 นี่เอง...
IDA: Infocomm Developement Authority หรือประมาณ กทช.บ้านเรา
เพิ่งจะกำหนดให้วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2551 เป็นวันเริ่มต้นระเบียบเรื่องเบอร์มือถือ
ที่เรียกว่า Number Portability คือ เปลี่ยนผู้ให้บริการได้อย่างอิสระโดยเบอร์ไม่เปลี่ยน
เช่น วันนี้คุณใช้ Singtel แต่คุณเห็นโปรโมชั่นของ M1 ดีกว่า
คุณก็โทรไปยกเลิกกับเจ้าเดิม แล้วสมัครเจ้าใหม่ได้ทันที
โดยคุณไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์โทร
ก่อนหน้านี้ บางคนเห็นโปรโมชั่นดี ๆ ก็ต้องถือสองเบอร์
เบอร์หนึ่งไว้รับสาย (เพราะเป็นเบอร์โทรเดิม) อีกเบอร์ไว้โทรออก
แล้วเวลาใช้จริงก็ต้อง Divert เบอร์จากเก่ามาใหม่ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสองต่อ







ผลจากการประกาศว่าจะใช้นโยบายนี้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
บริษัทมือถือต่างออกโปรโมชั่นดึงดูดใจ โหมโฆษณาเต็ม ๆ หลาย ๆ หน้า
หรือในห้างสรรพสินค้า เหล่าบริษัทมือถือก็ไปเปิดสังเวียนเรียกลูกค้ากันดุเดือด
เพื่อให้เกิดการเซ็นสัญญา ยอมเป็นลูกค้าต่อเนื่อง 2 ปี แต่อย่าหวังว่าค่าโทรจะลดนะครับ
ทั้งสามบริษัทต่างไปลดราคากันในจุดอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าจ่ายรวมมากกว่าเดิม
เช่น ขายรวมกับราคาเครื่องแบบถูก ๆ การมอบสิทธิพิเศษกับบริการเสริมอื่น ๆ
เช่น เคเบิลทีวี เน็ต เนื้อหารายการพิเศษสุด อย่างลูกค้า StarHub ได้ดูพรีเมียร์ลีกฟรี
ส่วนลูกค้า Singtel ได้ดูแชมเปี้ยนส์ลีก ของ M1 ก็มีรายการของ MediaCorp
รวมทั้งการลองให้โทรฟรี 3 เดือน โดยไม่มีสัญญาใด ๆ ของค่าย M1

มีโปรโมชั่นอันหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าบ้านเรามีหรือยัง
คือให้คนในบ้านเดียวกันแบ่งเวลาโทรกันได้
เช่น โปรโมชั่นของพ่อ 100 ชั่วโมง แต่พ่อใช้ไม่หมด
ก็เอาเวลาที่เหลือให้ลูกใช้ได้
ของ Singtel ให้เป็นคู่ พ่อหรือแม่กับลูก
ของ StarHub ให้แบ่งกันได้ 3 คนในครอบครัว
ของ M1 มาแรง แบ่งกันได้ถึง 5 คน
การเดินหน้าครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งของวงการมือถือสิงคโปร์
และนำมาซึ่งการแข่งขัน เพื่อให้เกิดการเสนอประโยชน์ให้ผู้บริโภคมากขึ้น
อย่างชัดเจน
======================================================
IDA หน่วยงานที่ควบคุมกำกับการให้บริการมือถือ
เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้กระทรวงชื่อ MICA
หรือ Ministry of Information, Communication and the Arts
กระทรวงนี้ดูแลสารสนเทศ การสื่อสาร และศิลปวัฒนธรรมของประเทศ
ดูทั้ง เนื้อหา-โครงสร้างพื้นฐาน-และค่านิยม

ถ้าเทียบแล้ว มิก้า เหมือนกับหลายหน่วยงานบ้านเรารวมกัน
คือ กรมประชาสัมพันธ์ + กระทรวงไอซีที + กระทรวงวัฒนธรรม + กทช. + กสช.
เนื่องจากโครงสร้างงานกระทรวงที่นี่ ค่อนข้างแตกต่างจากบ้านเรา
คือจะเน้นการกระจายอำนาจที่ชัดเจนลงไปสู่องค์กรและคณะกรรมการย่อย
ทำให้สำนักงานใหญ่ของกระทรวงมีคนทำงานอยู่ไม่มากนัก

จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กระทรวง
เพิ่งรู้ว่าในสิงคโปร์ ไม่มีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แต่นักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนาจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ
ด้วยมีแนวคิดว่า งานทุกงานจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทั้งสิ้นอยู่แล้ว
และการทำงานที่นี่จะเน้นการทำงานเป็นทีมมาก
โครงการใหญ่ ๆ จะรวมตัวแทนจากกระทรวงต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันทำงาน
ตามที่แต่ละคนถนัด...

ส่วนกระทรวงเกษตรฯ นี่ไม่มีนะครับ
สิงคโปร์ไม่ค่อยมีพื้นที่หรือทรัพยากรมากนัก
งานด้านพืช สัตว์ จะไปอยู่กับกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ
กลับมาที่มิก้า...
มิก้า เมื่อก่อนชื่อว่า มิต้า (MITA) งานกระทรวงจะเน้นไปที่การสารสนเทศ ข่าวสาร ศิลปะ
ต่อมามีการนำ Communication เข้ามาร่วมด้วย จึงเปลี่ยนชื่อเป็น MICA

ปัจจุบัน มิก้า รับผิดชอบวิสัยทัศน์สำคัญของประเทศ
คือการเป็นหับของอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Industries)
ด้วยแนวคิดสำคัญ ซึ่งอาจจะทำให้หลาย ๆ คน "อ๋อ" มากขึ้น
ว่า อุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ คืออะไร อย่างไร

Creative Industries ประกอบด้วย
1. ARTS เช่น จิตรกรรม การแสดง ศิลปวัฒนธรรม และโบราณสถาน/วัตถุ
2. DESIGN เช่น โฆษณา งานสถาปัตย์ มัณฑณศิลป์ แฟชั่น อุตสาหกรรม นิทรรศการ
3. MEDIA เช่น สิ่งพิมพ์ สำนักพิมพ์ ภาพยนตร์ งานสื่อออกอากาศภาพ/เสียง เกมส์ เพลง
4. Software & IT Services เช่น ที่ปรึกษาไอที นักพัฒนา ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์

เขาบอกว่า ตั้งแต่อดีต โลกพัฒนามาหลายยุค
ตั้งแต่ ยุคเกษตรกรรม --> อุตสาหกรรม --> ข้อมูลข่าวสาร --> ความคิดสร้างสรรค์
พัฒนาการของกุญแจหลัก จากการใช้แรงงานของกรรมกร --> ทักษะ --> เงินทุน --> เทคโนโลยี --> ความรู้
นำสู่การพัฒนาของโลกยุคใหม่ คือ
โลกที่ผู้บริโภคที่ฉลาดมีความรู้ ทุกคนใช้เทคโนโลยี
ยุคสมัยผ่านไปรวดเร็ว นำมาซึ่งการแข่งขันระดับทั้งโลก
Creative Economy คือ การมองหาโอกาสใหม่ ที่เกิดจากจุดร่วมระหว่าง Business+Technology+Arts
เกิดเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ 1.0
โดยให้รับผิดชอบโดย 3 องค์กรหลัก คือ
MDA (หน่วยงานการพัฒนาสื่อ) Design Singapore (หน่วยงานด้านการออกแบบ)
และ สภาศิลปะแห่งชาติ (National Arts Council) ร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ อีกเพียบ
ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางเรื่องนี้ของเอเชียภายในปี 2015 (พ.ศ. 2558)

===================================================
ตอนนี้อาจจะเครียดหน่อยสำหรับหลายท่าน ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้
แต่หากพิจารณานำไปคิดต่อ น่าจะได้รับแนวคิด สกัดมาใช้ในชีวิตหรือธุรกิจของเราได้ครับ
และนี่คือภาพอาคารสำนักงานของมิก้าครับ ก็เขาเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์นี่นะ



อาคารนี้ดัดแปลงมาจากสถานีตำรวจเก่าที่มีขนาดใหญ่มาก
ปรับเปลี่ยนภายใน ตกแต่งภายนอกให้ดูสวยงาม มีหน้าต่างรอบตึกทั้งสิ้น 911 บาน


กระทรวง MICA มีคำขวัญกินใจชัดเจนดีครับ
Creative People, Gracious Community, Connected Singapore
(เอ่อ...นี่รูปผมเองครับ ถ่ายหน้าป้ายกระทรวงซึ่งอยู่ด้านหลังกระทรวง...บอกเด็ก ๆ อย่าตกใจกลัวนะครับ)

ตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องน่าสนใจของมิก้ากันต่อ
พร้อมเรื่องภารกิจสำคัญของหน่วยงานที่มีชื่อว่า HDB
กับโครงการยักษ์เพื่อชาวสิงคโปร์ : Pinnacle@Duxton
ด้วยความอัดอั้นตันใจในสิ่งที่จะต้องเล่าให้ได้
ผมว่าคงต้องเล่ากันไปอีกหลายตอน อาจเฉียดหลักสิบ...
แต่ไม่รู้ว่าท่านผู้อ่านคิดอย่างไร หรือบางทีอาจจะมากเกินไป
สำหรับการเล่าเรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน
คิดอย่างไรก็ comment ไว้นะครับ ผมจะได้ปรับตัวทัน
=====================================

เช้าวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2551 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในสิงคโปร์ของคณะ
หากใครได้พลิก THE STRAITS TIMES หนังสือพิมพ์เจ้าใหญ่ของสิงคโปร์
(เอ่อ...จะมีสักกี่คนจะได้พลิกเนี่ย...เอาเป็นว่า สมมติว่ามีก็แล้วกันครับ)
เมื่อพลิกดูก็จะได้พบปรากฏการณ์มหกรรมการลงโฆษณาของบริษัทมือถือ
รวมแล้วเกิน 10 หน้าหนังสือพิมพ์...เต็ม ๆ !!!




บริษัทมือถือในสิงคโปร์ มี 3 ราย
ตั้งแต่ปี 2540 มีการเปิดเสรีในธุรกิจมือถือสิงคโปร์
ทำให้มีเอกชนเข้ามาร่วมเป็นผู้ให้บริการมือถือได้
1. Singtel - ก่อตั้งเมื่อปี 2422 หลัง อเล็กซานเดอร์ เกรแฮมเบลล์ ประดิษฐ์โทรศัพท์แค่ 3 ปี บริษัทนี้ บริษัทบริหารกองทุนของรัฐบาลที่มีชื่อคุ้นเคยกันดี "เทมาเส็ก" เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นบริษัทของรัฐบาล เทียบได้กับ กสท หรือ ไทยโมบายล์ ของเรา บริษัทนี้มีสีแดงเป็นสีอัตลักษณ์
Singtel หรือ Singapore Telecom ครองตลาดร้อยละ 37.8 บริษัทนี้ไปลงทุนในประเทศอื่น มีหุ้นในอีก 6 ประเทศ โดยเฉพาะไปถือหุ้น 100% ในบริษัท Optus ครองตลาด 32.5% ในออสเตรเลีย รวมทั้งที่เอไอเอสของไทยเรา Sigtel มาถือหุ้น 21.4%
2. StarHub - บริษัทมือถือเอกชนสีเขียว ตั้งเมื่อปี 2541 ครองตลาดมือถือร้อยละ 30 ของสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีเคเบิลทีวี และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุดถึง 30 เมกะบิตต่อวินาที ครองตลาดร้อยละ 46
3. M1 - (เอ็มวัน) สีส้ม เป็นสีธงนำของบริษัทเอกชนรายนี้ ก่อตั้งเป็นบริษัทมือถือรายที่ 2 เมื่อปี 2540 ครองตลาดผู้ใช้งานในสิงคโปร์ประมาณ 1 ใน 3 หรือกว่า 1 ล้านคน แม้จะเกือบใกล้เคียงกับรายอื่น ๆ แต่ก็ถือว่าส่วนแบ่งตลาดน้อยสุด



สาเหตุที่ทำให้เหล่าบริษัทมือถือ ต้องควักกระเป๋าจ่ายกันหนัก
เพื่อซื้อหน้าหนังสือพิมพ์กันมโหฬารในช่วงนี้ ก็เพราะว่า
วันศุกร์ที่ 13 นี่เอง...
IDA: Infocomm Developement Authority หรือประมาณ กทช.บ้านเรา
เพิ่งจะกำหนดให้วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2551 เป็นวันเริ่มต้นระเบียบเรื่องเบอร์มือถือ
ที่เรียกว่า Number Portability คือ เปลี่ยนผู้ให้บริการได้อย่างอิสระโดยเบอร์ไม่เปลี่ยน
เช่น วันนี้คุณใช้ Singtel แต่คุณเห็นโปรโมชั่นของ M1 ดีกว่า
คุณก็โทรไปยกเลิกกับเจ้าเดิม แล้วสมัครเจ้าใหม่ได้ทันที
โดยคุณไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์โทร
ก่อนหน้านี้ บางคนเห็นโปรโมชั่นดี ๆ ก็ต้องถือสองเบอร์
เบอร์หนึ่งไว้รับสาย (เพราะเป็นเบอร์โทรเดิม) อีกเบอร์ไว้โทรออก
แล้วเวลาใช้จริงก็ต้อง Divert เบอร์จากเก่ามาใหม่ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสองต่อ







ผลจากการประกาศว่าจะใช้นโยบายนี้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
บริษัทมือถือต่างออกโปรโมชั่นดึงดูดใจ โหมโฆษณาเต็ม ๆ หลาย ๆ หน้า
หรือในห้างสรรพสินค้า เหล่าบริษัทมือถือก็ไปเปิดสังเวียนเรียกลูกค้ากันดุเดือด
เพื่อให้เกิดการเซ็นสัญญา ยอมเป็นลูกค้าต่อเนื่อง 2 ปี แต่อย่าหวังว่าค่าโทรจะลดนะครับ
ทั้งสามบริษัทต่างไปลดราคากันในจุดอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าจ่ายรวมมากกว่าเดิม
เช่น ขายรวมกับราคาเครื่องแบบถูก ๆ การมอบสิทธิพิเศษกับบริการเสริมอื่น ๆ
เช่น เคเบิลทีวี เน็ต เนื้อหารายการพิเศษสุด อย่างลูกค้า StarHub ได้ดูพรีเมียร์ลีกฟรี
ส่วนลูกค้า Singtel ได้ดูแชมเปี้ยนส์ลีก ของ M1 ก็มีรายการของ MediaCorp
รวมทั้งการลองให้โทรฟรี 3 เดือน โดยไม่มีสัญญาใด ๆ ของค่าย M1

มีโปรโมชั่นอันหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าบ้านเรามีหรือยัง
คือให้คนในบ้านเดียวกันแบ่งเวลาโทรกันได้
เช่น โปรโมชั่นของพ่อ 100 ชั่วโมง แต่พ่อใช้ไม่หมด
ก็เอาเวลาที่เหลือให้ลูกใช้ได้
ของ Singtel ให้เป็นคู่ พ่อหรือแม่กับลูก
ของ StarHub ให้แบ่งกันได้ 3 คนในครอบครัว
ของ M1 มาแรง แบ่งกันได้ถึง 5 คน
การเดินหน้าครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งของวงการมือถือสิงคโปร์
และนำมาซึ่งการแข่งขัน เพื่อให้เกิดการเสนอประโยชน์ให้ผู้บริโภคมากขึ้น
อย่างชัดเจน
======================================================
IDA หน่วยงานที่ควบคุมกำกับการให้บริการมือถือ
เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้กระทรวงชื่อ MICA
หรือ Ministry of Information, Communication and the Arts
กระทรวงนี้ดูแลสารสนเทศ การสื่อสาร และศิลปวัฒนธรรมของประเทศ
ดูทั้ง เนื้อหา-โครงสร้างพื้นฐาน-และค่านิยม

ถ้าเทียบแล้ว มิก้า เหมือนกับหลายหน่วยงานบ้านเรารวมกัน
คือ กรมประชาสัมพันธ์ + กระทรวงไอซีที + กระทรวงวัฒนธรรม + กทช. + กสช.
เนื่องจากโครงสร้างงานกระทรวงที่นี่ ค่อนข้างแตกต่างจากบ้านเรา
คือจะเน้นการกระจายอำนาจที่ชัดเจนลงไปสู่องค์กรและคณะกรรมการย่อย
ทำให้สำนักงานใหญ่ของกระทรวงมีคนทำงานอยู่ไม่มากนัก

จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กระทรวง
เพิ่งรู้ว่าในสิงคโปร์ ไม่มีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แต่นักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนาจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ
ด้วยมีแนวคิดว่า งานทุกงานจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทั้งสิ้นอยู่แล้ว
และการทำงานที่นี่จะเน้นการทำงานเป็นทีมมาก
โครงการใหญ่ ๆ จะรวมตัวแทนจากกระทรวงต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันทำงาน
ตามที่แต่ละคนถนัด...

ส่วนกระทรวงเกษตรฯ นี่ไม่มีนะครับ
สิงคโปร์ไม่ค่อยมีพื้นที่หรือทรัพยากรมากนัก
งานด้านพืช สัตว์ จะไปอยู่กับกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ
กลับมาที่มิก้า...
มิก้า เมื่อก่อนชื่อว่า มิต้า (MITA) งานกระทรวงจะเน้นไปที่การสารสนเทศ ข่าวสาร ศิลปะ
ต่อมามีการนำ Communication เข้ามาร่วมด้วย จึงเปลี่ยนชื่อเป็น MICA

ปัจจุบัน มิก้า รับผิดชอบวิสัยทัศน์สำคัญของประเทศ
คือการเป็นหับของอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Industries)
ด้วยแนวคิดสำคัญ ซึ่งอาจจะทำให้หลาย ๆ คน "อ๋อ" มากขึ้น
ว่า อุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ คืออะไร อย่างไร

Creative Industries ประกอบด้วย
1. ARTS เช่น จิตรกรรม การแสดง ศิลปวัฒนธรรม และโบราณสถาน/วัตถุ
2. DESIGN เช่น โฆษณา งานสถาปัตย์ มัณฑณศิลป์ แฟชั่น อุตสาหกรรม นิทรรศการ
3. MEDIA เช่น สิ่งพิมพ์ สำนักพิมพ์ ภาพยนตร์ งานสื่อออกอากาศภาพ/เสียง เกมส์ เพลง
4. Software & IT Services เช่น ที่ปรึกษาไอที นักพัฒนา ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์

เขาบอกว่า ตั้งแต่อดีต โลกพัฒนามาหลายยุค
ตั้งแต่ ยุคเกษตรกรรม --> อุตสาหกรรม --> ข้อมูลข่าวสาร --> ความคิดสร้างสรรค์
พัฒนาการของกุญแจหลัก จากการใช้แรงงานของกรรมกร --> ทักษะ --> เงินทุน --> เทคโนโลยี --> ความรู้
นำสู่การพัฒนาของโลกยุคใหม่ คือ
โลกที่ผู้บริโภคที่ฉลาดมีความรู้ ทุกคนใช้เทคโนโลยี
ยุคสมัยผ่านไปรวดเร็ว นำมาซึ่งการแข่งขันระดับทั้งโลก
Creative Economy คือ การมองหาโอกาสใหม่ ที่เกิดจากจุดร่วมระหว่าง Business+Technology+Arts
เกิดเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ 1.0
โดยให้รับผิดชอบโดย 3 องค์กรหลัก คือ
MDA (หน่วยงานการพัฒนาสื่อ) Design Singapore (หน่วยงานด้านการออกแบบ)
และ สภาศิลปะแห่งชาติ (National Arts Council) ร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ อีกเพียบ
ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางเรื่องนี้ของเอเชียภายในปี 2015 (พ.ศ. 2558)

===================================================
ตอนนี้อาจจะเครียดหน่อยสำหรับหลายท่าน ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้
แต่หากพิจารณานำไปคิดต่อ น่าจะได้รับแนวคิด สกัดมาใช้ในชีวิตหรือธุรกิจของเราได้ครับ
และนี่คือภาพอาคารสำนักงานของมิก้าครับ ก็เขาเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์นี่นะ



อาคารนี้ดัดแปลงมาจากสถานีตำรวจเก่าที่มีขนาดใหญ่มาก
ปรับเปลี่ยนภายใน ตกแต่งภายนอกให้ดูสวยงาม มีหน้าต่างรอบตึกทั้งสิ้น 911 บาน


กระทรวง MICA มีคำขวัญกินใจชัดเจนดีครับ
Creative People, Gracious Community, Connected Singapore
(เอ่อ...นี่รูปผมเองครับ ถ่ายหน้าป้ายกระทรวงซึ่งอยู่ด้านหลังกระทรวง...บอกเด็ก ๆ อย่าตกใจกลัวนะครับ)

ตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องน่าสนใจของมิก้ากันต่อ
พร้อมเรื่องภารกิจสำคัญของหน่วยงานที่มีชื่อว่า HDB
กับโครงการยักษ์เพื่อชาวสิงคโปร์ : Pinnacle@Duxton
13
comments ::
post a comment ::
link