ปริญญาชีวิต...คุณมีหรือยัง

Posted on 25/1/2008 at 05:56

 

เคยมีข่าวเกรียวกราวมาก คือมีพิธีกรคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก


เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน......ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร

เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส เรียนหนังสือที่อเมริกา ทำทุกอย่างต้องดูดีที่สุด

แม้กระทั่งทำงานล้างจาน ล้างเสร็จแล้วต้องเอามาดมดูว่าสะอาดจริงมั้ย


กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ...มีแฟนก็เป็นดาวมหาวิทยาลัย



ทำทุกอย่างต้องให้ดีที่สุด เวลาไปเสนองานอะไรต่างๆ เขียนไว้สามแผน


แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ ……เสนอแผนที่สอง   แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อ....เสนอแผนที่สาม

ไปดีลงานกับใครติดทุกราย



มีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ มีชื่อเสียงทุกอย่าง  ดร.อภิวัฒน์มีทุกอย่าง

 

ลูกเมียโทรมานัด ก็บอกให้ไปเจอกันที่ออฟฟิต



วันหนึ่ง ดร.อภืวัฒน์ หยุดพักผ่อน หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย

ไปพักที่ปากช่อง นอน...ตื่นขึ้นมากลางวัน ล้มฟุบลงไป ภรรยาพาเข้าโรงบาล ตรวจพบมะเร็ง


พอพบปุ๊บ...ช้าไป...เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

ความจริงก่อนหน้านี้หมอเค้าก็เตือนตลอด แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจ มันก็แก้ไม่ได้

 

ไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วก็เปิดใจให้รายการคนค้นคนบันทึกชีวิตก่อนจะเสียชีวิต

ตอนไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว ดร.อภิวัฒน์ บอกว่าสังเวชตัวเองมาก แทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่

กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก

ก่อนจะเสียชีวิตยังให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ  

 ปริญญาใบที่หนึ่ง คือ "ปริญญาวิชาชีพ" เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น   

พูดง่ายๆ ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้ อยากจะนอนก็มีบ้านเป็นของตัวเอง นี่คือปริญญาวิชาชีพ

 

 

ใบที่สอง คือ ปริญญาวิชาชีวิต" เป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อบอกไว้   พ่อบอกว่า...

ผมสอบตกโดยสิ้นเชิง  ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ  แต่ปริญญาวิชาชีวิตผมสอบตก

เพราะอะไร  …..เพราะทำงานจนป่วยตาย



ผมมีทุกอย่าง บ้าน รถ มีทุกอย่างให้กับลูกและเมีย  แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง

 


ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและเมีย   สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืม...และทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้  

ผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย   เพราะทำงานหนักจนกระทั่ง........ป่วยตาย

 

นี่คือปริญญาวิชาชีวิต ที่ต้องจบวิชาธรรมะ   เราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์….ที่ทำงานจนล้มป่วยตายเท่านั้นเอง     

 

ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว  อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่

ละวัน  แต่ละวันควรจะมีเวลาดูแลตัวเอง ดูจิตดูใจตัวเอง ว่าเอ๊ะเรามัน

ทุกข์…..ทุกข์มากเกินไปรึเปล่า    แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า

พยายามลดลงในแต่ละวัน แต่ละวัน  เพื่อที่ว่าอะไร……เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต  

   หนึ่งคือปริญญาวิชาชีพ   เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จ ร่ำรวย มั่งคั่ง    มีเงินมีทองใช้ มีบ้านอยู่      

 

แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง  คือปริญญาวิชาชีวิต......ที่สอนให้เราดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง   

ไม่ทุกข์เกินไป ไม่เดือนร้อนเกินไป



ทำอะไรให้พอดีพอดี อยู่ดีมีสุข  อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว อยากพักให้ได้พัก


อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ    ลูกหลานญาติมิตรมาหา ก็ได้มีเวลาให้กันบ้าง

อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด และมารู้สึกตัวอีกก็ทำจนล้มเจ็บใหญ่ ไม่ดี

….เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของเรา คือ สุขภาพและชีวิต  

 

 

 

 

เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของเรา

 บางคนก็ตอบเงิน  บางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง  บางคนก็ตอบ

อำนาจ บางคนก็ตอบราชบัลลังก์



พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอ....คือ...สุขภาพและชีวิต...

...ซึ่งก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย





       ---------------------------------------

 

 


 

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีนะครับ

ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่าน...สวัสดีครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

             

 



ขอบใจ-ชอบใจ

Posted on 25/1/2008 at 17:05 by พี่เจี่ย
อยากบอกว่า ขอบใจที่หาบทความและข้อคิดที่น่าสนใจมาให้อ่านแบบนี้ เพราะรู้สึกโดนใจดีจริงๆ

อยากบอกว่า ชอบใจที่บทความนี้ เหมือนเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้ทุกๆ คน (รวมถึงตัวเองด้วย) ได้ย้อนคิดถึงชีวิตตัวเองอีกซักแวบหนึ่ง .... ย้ำว่า เพียงแค่แวบเดียวก็ยังดี

อ่านแล้วโดนใจ

Posted on 26/1/2008 at 06:40 by แอน เพ็ญศิริ
บทความนี้โดนใจมาก ๆ ขอบคุณที่หาอะไรดี ๆ มาให้อ่านกันนะคะ
ปล.ดีใจที่ยังจำกันได้นะคะ ตอนนี้แอนกลับมาทำกิจการที่บ้านที่นครปฐม เพื่อนที่ยังติดต่อก็มี เอ๋ คนเดียวนอกนั้น ก็หายกระจัดกระจายกันไปหมดเลย อยากเจอเพื่อนเก่า ๆ เหมือนกันนะเนี่ย

อ่านแล้วสะท้อนใจตัวเอง

Posted on 26/1/2008 at 20:03 by Anonymous
เรื่องราวที่คุณภาคภูมิเอามาฝากช้ินนี้สะท้อนใจตัวเองดีเหลือเกินค่ะ คิดว่าหลายคนในสังคมทุกวันนี้คงเป็นคล้ายๆกัน มีเวลาให้งานมากกว่าพ่อ-แม่ ครอบครัว ซะอีก แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็วันนึงดันมีแค่ 24 ชั่วโมงเองนี่นา เฮ้อ

แล้วคุณภาคภูมิล่ะมีหรือยัง

Posted on 27/1/2008 at 14:18 by แฟนคนหนึ่ง
คุณภาคภูมิได้ปริญญาชีวิตรึยังครับ ถ้ายังก็ขอให้ได้ไวๆนะ
ส่วนตัวผมยอมรับว่าทำงานหนัก เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง
ได้แต่หวังว่าสักวันจะได้ปริญญาชีวิตกับเขามั่ง

ชอบมากค่ะ

Posted on 29/1/2008 at 16:02 by lotee_saimai
ขอบึคุณมากค่ะที่นำบทความดีๆๆแบบนี้มาให้อ่าน

สะท้อนใจดีค่ะ

ทำให้ต้องกับมาย้อนมองดูตัวเองเลยค่ะ

หวังว่าคงมีบทความอื่นที่ดีมาให้ได้อ่านอีกนะค่ะ

จะคอยติดตามค่ะ

ขอบคุณทุกท่านครับ

Posted on 29/1/2008 at 18:26 by ภาคภูมิ
ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกันทุกท่านสักเท่าไหร่หรอกครับ
สภาพเศรษฐิกจและสังคมทุกวันนี้ บีบให้มนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่าเรา ต้องแก่งแย่งแข่งขันกันมากขึ้น แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าสิ่งที่หามาจับต้องได้แต่เพียงภายนอก แต่ลึกๆในใจแล้ว หาความสุขไม่ได้เลย
ขอบคุณทุกท่านที่โพสต์ความเห็นและเข้ามาอ่านนะครับ
ป.ล.รักษาสุขภาพนะพี่เจี่ย

ขอประวัติส่วนตัวพี่ภาคภูมิจาก นร. บดินทรเดชา4

Posted on 30/1/2008 at 19:26 by Anonymous
พี่ภาคภูมิค่ะคือเมื่อวันที่ 16 มกราที่ผ่านมาหนูกับเพื่อนได้ไปสัมภาษณ์พี่ พี่จำได้ไหมค่ะ แต่ว่าหนูไม่มีประวัติส่วนตัวของพี่ไปทำรายงาน ก็เลยอยากรบกวนขอประวัติของพี่หน่อยได้ไหมค่ะ ขอบคุณค่ะ

พี่ภาคภูมิช่วยบอกด้วยนะค่ะ จาก นร.บดินทรเดชา4

Posted on 30/1/2008 at 19:38 by Anonymous
พี่ภาคภูมิค่ะถ้าวันนี้พี่อ่าน หนูอยากให้พี่ช่วยบอกวันนี้เลยได้ไหมค่ะ หนูต้องส่งรายงานในวันพรุ่งนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ถึงน้องบดินทรเดชา 4

Posted on 31/1/2008 at 09:21 by ภาคภูมิ
โทร.มาที่เบอร์นี้นะครับ 02 - 2016084 หรือ 2016088 ถ้าไม่เจอพี่ ให้ฝากเบอร์โทรกลับไว้นะครับ แล้วพี่จะรีบโทรกลับไปทันที
เผอิญพี่ทำความดีไว้เยอะน่ะครับ ประวัติเลยยาวมาก จนตัวอักษรในบล็อคนี้ไม่่สามารถบอกได้เพียงพอ สาธุ

Last Page | Page 3 of 7 | Next Page

Links

- Home
- My Profile
- Archives
MCOT Public Company Limited. All rights Reserved.2004
Contact Us Tel:02-201-6000 webmaster@mcot.net Tel: 02-201-6145
Powered by Computer Department of MCOT.