3 ช่างภาพ กับ เบื้องหลังการทำงาน
เดินทางไปกับช่างภาพต่อกันครับ ในการทำงานวันแรกผมไปติดตามถ่ายเบื้องหลัง คุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานโครงการจัดทำหนังสือภาพถ่าย Thailand: 9 Days in the Kingdom

สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์
ซึ่งผมเรียกท่านว่า อาจารย์สุรัตน์ ท่านไปถ่ายการแสดงดนตรีลูกทุ่งที่บริเวณถนนพระราม 2 ธนบุรี เมื่อนัดแนะกับทีมงานคนสนิทของอาจารย์แล้ว ประมาณทุ่มนึง (19:00 น.) ทีมเราไปถึงที่หมายก่อนอาจารย์เล็กน้อย คนดูเยอะมาก ผมกับช่างภาพแอบ (มุด) ลอดรั้วไปเข้าด้านหลังเวที (มืดด้วย) ทีมงานหลังเวทีของวงดนตรี ก็งงๆ ว่าใครแอบมุดรั้วเข้ามา แต่พอเห็นกล้อง กับขาตั้งกล้อง เค้าก็ไม่ว่าอะไร (และไม่สนใจเราด้วย) พออาจารย์มาถึง ช่างภาพเราก็รีบตามถ่ายทำทันที อาจารย์จะเดินไปไหนกล้องก็เดินตามตลอด สักพักอาจารย์ก็หยุดและเดินเข้ามาหากล้องและพูดว่า ตอนนี้ยังไม่ต้องถ่าย ผมจะไปเข้าห้องน้ำ ทั้งทีมงานอาจารย์และทีมงานของวงดนตรี ฮาลั่น ช่างภาพคือ เบียร์ (พัฒนพงษ์ ตุงคะเสวต) พูดได้คำเดียว ครับๆๆ (อึ้ง+เขิน)

เบียร์ ช่างภาพ
ประมาณ 2 ทุ่ม อาจารย์ก็เริ่มทำงาน อุปกรณ์ก็ใช้กล้องดิจิตอล ชนิด Single lens Reflex 2 กล้อง และแฟรชแบบไร้สาย (Wireless Flash Remote Trigger) 1 ชุด การถ่ายทำการแสดงของวงดนตรีนั้นค่อนข้างยากเพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น นักร้อง นักดนตรี หางเครื่อง คนดู เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อาจารย์สุรัตน์เดินถ่ายไปทั่วเวที โดยมีผู้ช่วย 2 คน คอยช่วยถือแฟรชวิ่งตามด้วย กล้องเราก็วิ่งตามอาจารย์อีกที ช่วงนี้คนดูดนตรีบางคนก็หันมาดูการทำงานของอาจารย์ และ ทีมช่อง 9 ด้วย (โบกมือให้ด้วย)

อาจารย์เข้าไปแทรกซึมทั่วเวทีการแสดงเลย บางครั้งอยู่ใกล้ๆกับนักร้อง บางครั้งก็อยู่ในกลุ่มหางเครื่อง และกลุ่มคนดู แต่ช่างภาพเราคือ เบียร์จะถ่ายตามหลังบ้างและอยู่คนละมุมกับอาจารย์บ้าง (ซึ่งบางครั้งเราต้องถ่ายหน้าอาจารย์ที่กำลังถ่ายภาพอยู่) ผมก็แบกขากล้องตามคอยตั้งให้ อาจารย์วิ่งขึ้นวิ่งลงเวที อ้อมไปอ้อมมาทางด้านหลังเวที ขัดแย้งกับอายุของอาจารย์โดยสิ้นเชิง ทราบทีหลังว่า อาจารย์อายุประมาณ 70 กว่าแล้ว
ตอนที่อาจารย์วิ่งขึ้นลงบันไดก็มีคุณอ๊อด ซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสนิทของท่านคอยตามอยู่ใกล้ๆเพื่อดูแลความปลอดภัย (เผื่อล้มหรือสะดุดตกบันได) วิ่งถ่ายภาพแบบไม่หยุดเลยอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ก็หยุดพักให้น้ำ (เหมือนนักมวยเลย) ผมเลยเข้าไปถามอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ ไม่เหนื่อยเหรอครับ” อาจารย์ตอบพร้อมเสียงหอบ “เหนื่อยสิ แต่ก็มันดี สนุกดีนะ เดี๋ยวพักดื่มน้ำก่อนค่อยถ่ายต่อ” โอ้โห อาจารย์ วัยไม่ใช่ปัญหาสำหรับงานที่ตัวเองรักเลย ผมคิดในใจ ทีมเราตามเก็บภาพอาจารย์สักพักเวลาประมาณ 23:00 น. ก็ขอลากลับ เนื่องจากวันรุ่งขึ้นนัดกับคุณ พาลานิ โมฮาน ไว้ เพื่อเดินทางไปอุ้มผางแต่เช้า
ประมาณ 10 โมงเช้าที่โรงแรมดุสิตธานี คุณพาลานิ โมฮาน ช่างภาพชาวออสเตรเลียเชื้อสายอินเดีย

พาลานิ โมฮาน
ประวัติการทำงานเคยเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald เดินทางไปพร้อมกันกับเราโดยรถคนละคันแล่นตามกันไป พอเริ่มเข้าเส้นทางแม่สอด อุ้มผาง แล่นไปตามสันเขาคดเคี้ยวมาก ประมาณช่วงบ่าย 4 โมง แสงเริ่มสวย แกเห็นอะไรน่าสนใจก็แวะถ่ายเป็นครั้งคราว ไปแบบเรื่อยๆไม่รีบร้อน มีทางโค้งถึง 1,219 โค้ง นั่งกันมึนเลย ช่วงนี้เริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น (คุยกันเรื่องสัพเพเหระตอนพักดื่มกาแฟบ้างเข้าห้องน้ำบ้าง) ช่วงหนึ่งรู้สึกดีมากเลยว่าเขาเป็นมิตรและเป็นกันเอง เข้าใจการทำงานของเราก็คือ ในขณะที่แกเดินถ่ายวิวภูเขาอยู่ (สวยมากขอบอก) เราก็วิ่งถ่ายตาม พอพี่แกถ่ายเสร็จหันมาเห็นเรากำลังถ่ายอยู่ ก็หันกลับไปถ่ายใหม่ เพื่อให้เราถ่ายให้เสร็จก่อน โอเค เลยแบบนี้ทำงานด้วยกันสนุกแน่

ถึงโรงแรมก็ค่อนข้างค่ำมากๆ ประมาณ 3 ทุ่ม มารู้ตอนนั้นเองว่าพักอยู่ที่เดียวกัน (ต่างคนต่างจองที่พัก)ผมค้นหาที่พักเอาทาง อินเตอร์เน็ต ชื่อโรงแรมเท่มาก Tu Ka Su Resort เราก็คิดว่าคงจะเป็นภาษาทางภาคเหนือหรือภาษากะเหรี่ยง กะว่าจะถามความหมายกับเจ้าของซักหน่อย แต่พอเห็นป้ายที่เป็นภาษาไทยแล้ว ปัดโธ่เอ้ย ตูกะสู ก็คือ ก กะ ม (ต้องย่อ พูดเต็มไม่สุภาพ) หรือ ข้ากะเอง นี่หว่า… ก่อนนอน คุณพาลานิ ก็นัดแนะเวลาทำงานกับ พี่พิทักษ์ ซึ่งเป็นไกด์ท้องถิ่น และทีมงานของเรา
ตี 5 เดินทางไปหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงชื่อหมู่บ้านปะละทะ เพื่อถ่ายชิวิตประจำวันของชาวบ้านกับช้าง เช่น พาช้างออกมาจากป่า (ตอนกลางคืนชาวบ้านจะเอาช้างไปล่ามไว้ในป่า) เพื่อไปอาบน้ำในห้วยแม่กลองที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง น้ำใสแจ๋วเลยครับ เหมือนธรรมชาติเป็นใจวันนั้นมีหมอกด้วย ทำให้บรรยากาศตอนเช้า (ที่หนาวมาก) สวยงามจริงๆ มีทั้งภาพช้างอาบน้ำ ช้างเดินอยู่ในทุ่งที่มีหมอกลง คุณพาลานิใช้กล้องดิจิตอล Single lens reflex 2 กล้อง ตัวนึงใส่เลนส์ถ่ายภาพระยะไกล (Telephoto Lens) อีกตัวเป็นเลนส์มุมกว้าง (Wide Angle Lens) และกล้องถ่ายภาพใช้ฟิล์มขนาดเล็ก (Compact Camera) 1 กล้อง

ลักษณะการถ่ายของช่างภาพระดับโลกจะคล้ายๆกันคือ ถ่ายเร็วมาก และถ่ายตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (การจัดฉากเพื่อถ่ายไม่มี) คุณพาลานิ ถ่ายภาพไปเรื่อยๆจนพระอาทิตย์ขึ้นสูง ช่วงสายๆแกก็ชวนกลับ คุยกันในช่วงเวลากินอาหารเช้าเขาบอกว่า เวลาทำงานของเขาคือ ตั้งแต่เช้าตี 5 ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงสายๆ ประมาณ 10 โมงเช้า จะหยุดแล้วก็นอน (เพราะตื่นเช้า) ทำงานอีกครั้งตอนช่วงตั้งแต่บ่าย 3 โมงจนถึงพระอาทิตย์ตก เหตุผลคือ ช่วงตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง บ่าย 3 โมง แสงจะแรงและแข็งไม่สวย ถ่ายอะไรก็ไม่สวย ถามเขาถึงวิธีการทำงานให้ได้ภาพตามที่ต้องการทำอย่างไร คำตอบคือ การเตรียมการไว้ล่วงหน้า การหาข้อมูล ที่ดีจะทำให้ทุกอย่างราบรื่น ที่อุ้มผางเขาก็ติดต่อให้พี่พิทักษ์ (ไกด์ท้องถิ่น) หาสถานที่ถ่ายทำ ติดต่อชาวบ้าน ติดต่อผู้นำหมู่บ้าน หาข้อมูลของสถานที่และวิถีชีวิตประจำวัน และอีกหลายๆอย่างที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายไว้ล่วงหน้า
การกินอยู่หลับนอนของคุณพาลานิ ก็ง่ายๆนอนที่ไหนก็ได้ กินอาหารอะไรก็ได้ (ชอบเผ็ดๆด้วย) ไม่เห็นกลัวท้องเสียเหมือนนักท่องเที่ยวต่างชาติบางคนที่มาเมืองไทยเลย มีอยู่วันหนึ่ง เข้าไปค้างคืนที่หมู่บ้านโข๊ะทะ ซึ่งอยู่ในป่าลึก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ตอนเช้าก็ไปรอถ่ายภาพช้างกับชาวบ้านเช่นเคย ช่วงที่รอช้างมา พี่พิทักษ์ก็วิ่งเข้าป่าบอกขอไปส่งแฟกซ์เดี๋ยว (เป็นที่รู้กันว่าส่งแฟกซ์คือปลดทุกข์หนักนั่นเอง) เบียร์ ช่างภาพ ก็วิ่งเข้าป่าเหมือนกันไม่พูดว่าอะไร คุณพาลานิแกก็นั่งรอเวลาอยู่สักพักช้างก็ยังไม่มาซักที แกก็บอกว่า “ผมขอไปส่งแฟกซ์สักครู่” แล้วก็พากันหายไปในป่า....โชคดีอากาศหนาวในตอนนั้นเครื่องแฟกซ์ของผมยังไม่ทำงาน ไม่งั้นไม่มีใครคอยดูช้างว่าจะมาหรือยัง

อยู่กับพาลานิ 5 วันได้เห็นการทำงานที่หลากหลาย วันที่ก็ปีนขึ้นดอยหัวหมด (ชื่อดอยหัวหมดเพราะไม่มีต้นไม้ใหญ่บนดอยนั้นเลย เหมือนคนหัวโกร๋น) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง กว่าจะถึงยอดเขาเพื่อถ่ายพระอาทิตย์ตกตอนเย็น และกางเต้นท์นอนบนยอดเขา ช่างภาพระดับนี้เขาไม่กลัวความลำบาก ไม่ย่อท้อที่จะหาทางไปถ่ายภาพที่สวยงามให้ได้ ตอนนั่งคุยกันรอบกองไฟ เขาชมทีมงานเราว่า ทำงานหนักกว่าตัวเขาอีก เพราะต้องวิ่งขึ้นภูเขาไปดักหน้าถ่ายเขาอยู่หลายๆครั้ง ผมกับเบียร์ ยืดเลย ภูมิใจที่ช่างภาพระดับโลกเค้าชมการทำงานของเรา อันที่จริงเหนื่อยแทบแย่ (พอเบียร์ไม่ไหวผมก็ถ่าย พอผมไม่ไหวเบียร์ก็ถ่าย) บนนั้นบรรยากาศดีมากกกก...มีแต่เพียงทีมของเรา 6 คนเท่านั้นบนยอดเขา ราวๆตี 5 ก็ตื่นไปรอถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอก หลังจากลงมาจากดอยหัวหมดแล้ว คุณพาลานิบอกว่าที่อุ้มผางเขาได้ภาพที่ต้องการแล้ว เวลาที่เหลือจะเดินทางไปถ่ายภาพช้างต่อที่ลำปาง โดยพี่พิทักษ์ทำหน้าที่ทั้งไกด์และขับรถต่อไปที่ลำปาง ผมก็บอกเขาว่า ทีมเราก็ต้องไปที่จังหวัดพิษณุโลกเพื่อถ่ายทำคุณ ชาฮิดัล อลัม ต่อเช่นกัน ก็ร่ำลากันที่นี่
ออกจากอุ้มผางราว 10 โมงเช้า (ขอนินทาหน่อยขากลับช่วง 1,219 โค้ง เบียร์ช่างภาพของเรา เมาโค้งครับท่านผู้ชม) ถึงพิษณุโลกประมาณบ่าย 4 โมง พบกับ คุณชาฮิดัล อลัม ช่างภาพชาวบังคลาเทศ
ชาฮิดัล อลัม
ดีกรีของแกคือ เป็นที่ปรึกษาด้านภาพถ่ายของนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก และเป็นปรมาจารย์ด้านการถ่ายภาพคนหนึ่งของบังคลาเทศ ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับคุณแอ๊ด คาราบาว จากเชียงใหม่ และไปถ่ายภาพคอนเสิร์ตวงคาราบาวในคืนนั้น

คุณชาฮิดัล อลัม ใช้กล้องดิจิตอลแบบ Single Lens Reflex 2 กล้อง และ กล้องดิจิตอลตัวเล็ก (Compact Camera) 1 กล้อง แบบที่หลายๆท่านใช้ถ่ายทั้งเล่นทั้งจริงกันนี่เหละครับ รูปร่างคุณชาฮิดุลแกค่อนข้างท้วม แต่ไม่น่าเชื่อปีนป่ายเก่งมาก (ลิงเรียกอาจารย์) พอดนตรีเริ่มเล่น คนดูกรีดลั่น น้าแกปีนขึ้นไปบนนั่งร้านด้านหน้าเวที (สำหรับติดตั้งแสงไฟ) อย่างคล่องแคล่วพร้อมด้วยกล้องในมือ 2 กล้อง (ที่เหลือใส่กระเป๋าวางไว้ข้างล่าง) เผลอแป๊วเดียวแกไปปีนอยู่บนนั่งร้านอีกอันด้านหลัง ถ่ายคุณแอ๊ดบ้าง คนดูบ้าง นักดนตรีอื่นๆบ้าง ลงไปปะปนอยู่กับคนดูด้านล่างเวทีบ้าง แกเคลื่อนที่ไปมาราวกับนินจา (ดูหน้าแล้วอายุก็ไม่ใช่น้อย) ผมกับเบียร์ ต้องสลับกันถ่าย เพราะคนเดียววิ่งตามแกขึ้นลงเวทีไม่ทัน วันรุ่งขึ้น เดินทางตามวงคาราบาวไปถ่ายต่อที่ ปางช้าง จ.พระนครศรีอยุธยา จนค่ำจึงกลับไป พิษณุโลกเพื่อลุยงานต่อ คืนสุดท้ายก่อนลาจากกันเผอิญคุณพาลานิ มาจากลำปางเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯจากพิษณุโลกในวันรุ่งขึ้น ผมเลยไปรับมาให้ทั้งคู่เจอกัน ทั้งพาลานิ และ ชาฮิดัล ดีใจมาก เขาบอกว่าไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว ก็พาเขาไปกินข้าวต้มกุ้ย ปล่อยให้คุยกันจนดึกจึงแยกย้ายกันกลับ

จากการทำงานร่วมกับช่างภาพระดับโลกทั้ง 3 คน ทำให้ผม และทีมงานได้เรียนรู้การทำงานที่แตกต่างกันไปตามวิถีทางของแต่ละคน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ ความมุ่งมั่นที่จะไปสู่จุดหมายโดยไม่สนใจกับความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบาก การพร้อมที่จะปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาต้องได้ภาพอย่างใดอย่างหนึ่งกลับมาเสมอ ผมเลยนึกถึงคำพูดของคุณชาฮิดัล อลัม ตอนแกให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าภาพ ถ่ายสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตใครคนใดคนหนึ่งได้ ก็เพียงพอแล้ว”