เก็บตก สารคดี Thailand: 9 Days in the Kingdom
สารคดี
ทีมงานที่ว่ามาก็คือ โต้ง ประพันธ์ ประสบโชคสมบุญ ผู้กำกับรายการ อิ๊ว ศุภกร ลิ้มธีระยศ ผู้กำกับรายการ และตู่ นงลักษณ์ ทองดาษ ครีเอทีฟ ผู้ติดตามไปถ่ายทำสารคดีชุดนี้ตอนท้อง 8 เดือน และก็เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ยาวนานกว่าคนอื่นๆ คือการทำหน้าที่ โปรดิวเซอร์ ดูเทปทั้งหมดเพื่อคัดเลือกภาพร้อยเรียงเป็นเรื่องราว 100 กว่าม้วน ม้วนละ 60 นาที นับเป็นนาทีได้ 6,000 กว่านาที (วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง คิดดูเอาเองว่าใช้เเวลาเท่าไหร่เพื่อดูเทปทุกม้วน) เสร็จแล้วก็มาเขียนบท ก็ปรึกษากัน ตู่กับผม ว่าแนวของเรื่องจะให้เป็นอย่างไร ตรงไหนควรมีคำบรรยาย ตรงไหนควรจะให้ ช่างภาพเป็นคนเล่าเรื่อง กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลาแก้ไขกันหลายครั้งเหมื่อนกัน ลืมไปครับ นอกจาก สารคดี 5 ตอนที่เราออกอากาศแล้วเรายังต้องทำสารคดีตอนยาว 60 นาที และ เบื้องหลัง 30 นาที เพื่อทำเป็น DVD ประกอบอยู่ในหนังสืออีกด้วย งานในห้องตัดต่อเป็นงานที่หนักมากครับ นอนก็ดึก หัวฟูทุกวัน (ส่วนใหญ่ตู่กับอ๊อด พนักงานตัดต่อจะหัวฟูที่สุด) ตัดต่อตั้งแต่ 9 โมง ถึงประมาณ 3 ทุ่ม บางวันติดพันเพราะสมองกำลังแล่นก็ปาเข้าไป เที่ยงคืน ตีหนึ่ง แต่พอทุกอย่างจบลงด้วยผลงานที่ดี เราก็ภูมิใจ เอาละครับ เดี๋ยวจะพูดมากไป ขอยกพื้นที่ให้กับน้องๆกันก่อนครับ อิ๋ว ศุภกร ตามด้วย โต้ง ประพันธ์ และ ให้ตู่ปิดท้ายก็แล้วกัน ขอเชิญติดตามกันได้เลยครับ
ศุภกร ลิ้มธีระยศ (อิ๊ว) ผู้กำกับรายการ

ผมได้รับมอบหมายให้ติดตามถ่ายทำเบื้องหลังการทำงานของช่างภาพ 3 คน คือ
มร.กิโด อัลเบอร์โต รอซซี่ (Guido Alberto Rossi) จากประเทศอิตาลี

กิโด อัลเบอร์โต รอซซี่
มองจากบุคลิกภายนอกแล้วเป็นช่างภาพที่มีอายุมาก ท่าทางใจดีมาก และที่ประทับใจคือเค้ายังคงอนุรักษ์การใช้ฟิล์มในการทำงานถ่ายภาพ ซึ่งปัจจุบันช่างภาพหันไปใช้ระบบดิจิตอลกันเยอะ มร. รอซซี่ ถ่ายภาพเล่าเรื่องราวของกองทัพไทย เพราะฉนั้นเวลาไปถ่ายทำจะเจอปัญหามากมายแม้จะมีการทำหนังสืออนุญาตมาล่วงหน้าหลายเดือนแล้วก็ตาม แต่เมื่อเจอปัญหาเค้าก็สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีและไม่เคยใช้อารมณ์โกรธเลยแม้แต่น้อย มุมมองของ มร. รอซซี่ เป็นการถ่ายภาพบุคคลแบบจัดถ่าย เค้าจะจัดวางและเรียงตำแหน่งของคนและวัตถุที่จะถ่ายให้ได้ตามองค์ประกอบของภาพตามที่เค้าต้องการ ภาพถ่ายของเค้าจะเป็นภาพบุคคล และจะเป็นภาพตอนกลางวันส่วนใหญ่ มองแสงธรรมชาติได้ดีมากๆมุมมองในการถ่ายภาพบางครั้งเป็นแนวสนุกขำขันดี เป็นคนทำงานเร็วมากๆ
มร.ทารา โซสโรวาโดโย (Tara Sosrowardoyo) จากประเทศอินโดนีเซีย

ทารา โซสโรวาโดโย
เป็นช่างภาพที่ถ่ายภาพด้วยระบบดิจิตอล เก่งในด้านการถ่ายภาพกลางคืน โดยเฉพาะการใช้แฟลซ ผมได้เห็นวิธีการใช้แฟลซของเค้าที่ไม่ใช่การส่องสว่างอย่างเดียว แต่มีการจัดแสงเหมือนไฟในสตูดิโอ (เท่าที่จะทำได้)และใช้ Shutter speed ในการถ่ายภาพให้มีการเคลื่อนไหวได้ดี แต่สำหรับช่างภาพคนนี้จะไม่ค่อยจัดถ่าย เค้าจะถ่ายภาพไปตามธรรมชาติ นอกจากในบางครั้งอาจมีขยับสิ่งที่ไม่ค่อยสวยงามออกไป เช่น ถุง ขยะ สิ่งของที่ไม่เข้ากับภาพที่ถ่าย
คุณณัฐ ประกอบสันติสุข ช่างภาพถ่ายแฟชั่นชื่อดังของไทย
ณัฐ ประกอบสันติสุข

ได้เห็นการทำงานของเขา เห็นการเตรียมงานการจัดท่าของนางแบบ การจัดแสง การใช้รูรับแสงของกล้องให้แคบลงมากๆ แล้วหยอดแสงให้ได้ตามหน้ากล้อง เพื่อให้ได้ภาพที่ดูมืดๆทั้งๆที่ถ่ายในเวลากลางวัน ทุกอย่างเป็นการจัดฉากในสถานที่จริงขึ้นมาเพื่อถ่ายทำ เป็นภาพ 3 กุลสตรีไทยในสมัยไทยโบราณ ผู้แสดงแบบโดย 3 ดาราดังของไทยคือ สินจัย เปล่งพานิช จันจิรา จูแจ้ง และ บุษกร พรวรรณะศิริเวช
ประพันธ์ ประสบโชคสมบุญ (โต้ง) ผู้กำกับรายการ

วินนี่ ตากล้อง
ผมได้เข้าร่วมงานนี้ด้วยความแปลกใจและดีใจที่ได้ร่วมทำงานกับช่างภาพระดับโลก ผมเลือกไปภาคอีสาน กับวินนี่ (กวิน นาคนาวา) เป็นช่างภาพ ทีมผมรับผิดชอบติดตามช่างภาพ 2 คนคือ มร.บักชัง คู (Bohnchan Koo) จากเกาหลีใต้ ถ่ายทำเกี่ยวกับวัฒนธรรมอีสานที่ จ.อุบลราชธานี อีกคนหนึ่งคือ มร.ฮันส์ โฮเฟอร์ (Hans Hoefer) จากเยอรมนี ถ่ายภาพเกี่ยวกับอุตสาหกรรมในอีสาน
บักชัง คู
ทีมงานเราต้องเดินทางไปจ.อุบลฯล่วงหน้า 1 วัน เพื่อไปรอรับ มร.บักชัง คู ที่สนามบินอุบลฯในวันรุ่งขึ้น และทีมเราก็ไปรอที่สนามบินตั้งแต่เช้ามืด เมื่อพบกันก็ทักทายกันแนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการอีกที (เคยเจอกันที่โรงแรมดุสิตธานีมาก่อนแล้ว) หลังจากนั้นก็เริ่มงานทันที เราเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ของ ททท ที่นัดไว้เพื่อดูตารางการทำงานในแต่ละวัน สถานที่แรกที่ไปถ่ายทำก็คือหมู่บ้านหัตถกรรมที่ผลิตเครื่องเงิน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชนด้วย มร.คู เดินดูไปรอบๆอยู่สักครู่ ก็เริ่มลงมือถ่ายภาพทันที โดยใช้กล้อง Digital SLR 2 ตัว (SLR=Single Lens Reflex) ใส่เลนส์ถ่ายภาพระยะไกล (Telephoto Lens) 1 ตัว และเลนส์มุมกว้าง (Wide Angle Lens) 1 ตัว มร.คู เน้นในเรื่องแสงเงามากทีเดียว เขาจะใช้แผ่นสะท้อนแสง (Reflector) ช่วยในการถ่ายภาพบุคคลตลอด ซึ่งทุกภาพที่ถ่ายเห็นได้ชัดว่า ทำให้บุคคลที่เขาถ่ายมีความเด่นชัดขึ้นจริงๆ

เราบันทึกการทำงานของเขาอยู่ห่างๆ พยายามไม่รบกวนหรืออยู่ในรัศมีที่เขาจะถ่ายภาพ มีบางครั้งเขาเรียกเราให้ช่วยสื่อสารกับคนที่เขาจะถ่าย ให้ทำท่าทางตามที่เขาต้องการ หลังจากที่ มร.คูถ่ายภาพที่นั้นๆ เสร็จเรียบร้อย วินนี่จึงค่อยเข้าไปถ่ายสิ่งที่เขาถ่ายทีหลังอีกที อาหารมื้อแรกของ มร.คู ที่อุบลฯ เป็นอาหารกลางวัน คือ ส้มตำ ไก่ย่าง ลาบเป็ด และข้าวเหนียว เขาทานได้ไม่มีปัญหา มีบ่นบ้างเล็กน้อยว่าเผ็ด หลังอาหารกลางวันเป็นเวลาพักผ่อนรอแสงตอนบ่าย ก็เป็นเวลาที่ได้สนทนากัน มร.คู เป็นคนใจดี ยิ้มเก่ง พูดน้อยและขี้เกรงใจ สังเกตุได้จากเวลาที่ทีมเราตามถ่ายทำการทำงานของเขา เขามักจะหันมาบอกเราว่า “พักผ่อนได้ ” เพราะเขาจะไม่ถ่ายอะไรแล้ว แต่พี่แกก็กดชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ เราก็ตามถ่ายไปเรื่อยๆเหมือนกัน เดิมทีเดียวเขาจบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจ หลังจากจบการศึกษาและทำงานได้ 2 ปีกว่า เขาพบว่า เขาชอบงานศิลปะมากกว่า จึงปรึกษาพ่อ แม่ ขอไปศึกษาต่อด้านศิลปะและการถ่ายภาพที่เยอรมันถึง 6 ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นช่างภาพอาชีพของเขา
บ่ายแก่ๆ เราออกเดินทางกันอีกครั้งจุดหมายก็คือ หมู่บ้านหัตถกรรมทอผ้าไหม ที่หมู่บ้านนี้มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอยู่ในวัด และที่พิพิธภัณฑ์ในวัดนี่แหละมีช๊อดเด็ด มร.คู ถ่ายภาพดอกบัวที่แห้งเฉาปักอยู่ในแจกันบนหิ้งพระ วินนี่ตากล้องยืนงงว่า ถ่ายทำไท(วะ) มันสวยตรงไหน (วะ) แต่ปรากฎว่า ภาพถ่ายออกมาสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง (Form) ของดอกบัวและแจกัน รวมไปถึงแสงเงาที่เสริมให้ภาพออกมาดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ เราเลยสรุปกันว่า นี่แหละคือความแตกต่างของคำว่า “ระดับโลก”

เช้าวันรุ่งขึ้น ไปถ่ายภาพกันที่ตลาดเช้าโขงจียม และไปต่อที่หมู่บ้านชาวประมงชายแดน ไทย-ลาว หลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงแล้ว เดินทางไปที่ผาแต้ม แต่ช่วงเวลาที่ไปถึงคือบ่ายโมงกว่าๆ มร.คู บอกให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพราะแสงแข็งไม่เหมาะกับการถ่ายภาพ ระหว่างพักผ่อนอยู่ในที่ทำการอุทยานฯ มีงานประกวดภาพถ่ายของอุทยานฯ ผมเลยชวนเขาไปดู และถามความเห็นของเขาเกี่ยวกับภาพถ่ายที่ได้รางวัลทั้ง 3 ภาพ เขาออกตัวว่าเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของเขาเท่านั้น แล้วเขาก็วิจารณ์ภาพแต่ละภาพให้ผมกับวินนี่ฟัง ทั้งความรู้เรื่องการประกอบภาพ (Composition) และอื่นๆอีกมากมาย (สบายไป)
เช้าอีกวัน นัดกันเวลาตี 5 เพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่โขงเจียม แต่แกก็เกรงใจเรา บอกให้ตามไปสายๆหน่อยก็ได้ ปรากฎว่าทีมเราไปถึงก่อนเขาอีก ภาพพระอาทิตย์ขึ้นสวยงามมาก ถ่ายกันไปจนพระอาทิตย์ขึ้นสายๆ จึงไปต่อที่หมู่บ้านทำฆ้อง จนถึงเที่ยง ทีมงานเราขอลาพร้อมกล่าวขอบคุณ เพื่อจะตามไปสมทบกับ มร.ฮันส์ โฮเฟอร์ ที่ปากช่อง
ฮันส์ โฮเฟอร์
มร.ฮันส์ โฮเฟอร์ (Hans Hoefer) เป็นช่างภาพที่ประกอบธุรกิจสิ่งพิมพ์อยู่ในทวีปเอเซียหลายปีแล้ว จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับวัฒนธรรมเอเซียดีมาก เขามีบ้านพักอยู่ที่มาเลเซียและสิงคโปร์ด้วย ผลงานส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นหนังสือท่องเที่ยวประเทศต่างๆหลายประเทศทีเดียว เมื่อเดินทางถึงปากช่องก็โทรติดต่อกับล่ามของเขา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ททท เช่นกัน เมื่อนัดสถานที่ถ่ายทำแล้ว ล่ามบอกว่า ห้ามสายเด็ดขาดเพราะ มร.ฮันส์ ไม่ชอบ เล่าให้วินนี่ฟังว่าท่าทางคนนี้จะเจอตอ เพราะได้ข่าวว่าดุมากและจู้จี้ด้วย ปรากฎว่าพอเจอตัวจริงเข้า ใจดีอีกเหมือนกัน ยิ้มง่าย คุยเก่ง ชวนคุยไปเรื่อย คอยบอกมุมกล้องให้ด้วยว่ามุมนั้นสวย มุมนี้สวย เนื่องจากคุฮันส์ เคยทำสารคดีมาก่อน จึงเข้าใจการทำงานของเราดีทีเดียว อ้อขอเล่าให้ฟังก่อนว่า ก่อนที่ทีมของเราจะเดินทางมาถึง มร.ฮันส์ ถ่ายภาพของเขาเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว พอเจอทีมงานเราเขาก็ถามว่าอยากได้ภาพแบบไหน ต้องการให้เขาทำอะไรก็สั่งได้เลย เขาอยู่รอทำงานให้เราโดยเฉพาะ ทำให้เราประทับใจมาก อะไรจะดีขนาดนี้ ไม่ถือตัวเลย
เราเดินทางไปที่แรก ที่ฟาร์มโชคชัย มร.ฮันส์ ใช้กล้อง Digital Compact 2 ตัวถ่ายภาพ สร้างความงุนงงให้ผมกับวินนี่มาก เดี๋ยวมีโอกาศต้องถามหน่อย เสร็จจากฟาร์มโชคชัยเราเดินทางไปโรงงานผ้าไหม จิม ธอมป์สัน ที่ปักธงชัย เขาเดินนำทีมงานเราทันทีเมื่อถึงที่หมาย พร้อมทั้งแนะนำว่า มุมนั้นสวย มุมนี้สวย และไม่ว่าผมกับวินนี่จะให้เขาเดินวนเดินซ้ำกี่รอบ หรือให้ Action ถ่ายภาพมุมไหน แกก็ โอเค ยิ้มตลอด ไม่มีบ่นสักคำ

เช้าวันรุ่งขึ้น เราออกเดินทางไปเขื่อนป่าสักกัน ระหว่างทางก็แวะถ่ายภาพตลาดเช้า อ.มวกเหล็ก มร.ฮันส์ ซื้อขนมจาก 1 มัด กาแฟ 1 ถุง บอกว่าเป็นอาหารเช้าของเขา (แหมกินอยู่ง่ายซะด้วย) ถึงเขื่อนป่าสักฯ มร.ฮันส์ เดินมาบอกผมด้วยท่าทางหงุดหงิดว่า เขาต้องการไปถ่ายภาพบริเวณสันเขื่อน ซึ่งเป็นบริเวณที่ห้ามถ่ายภาพ และล่ามไม่กล้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ให้เขาได้ ให้ผมช่วยไปติดต่อให้ที ผมก็ไปบอกเจ้าหน้าที่เขาถึงจุดประสงค์ที่จะมาขอถ่ายทำว่าเป็นโครงการทำหนังสือเพื่อเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา 80 พรรษาพระเจ้อยู่หัวฯ ปรากฎว่าทาง รปภ. (ซึ่งเป็นทหาร) อนุญาตใหพวกเราถ่ายทำได้ มร.ฮันส์ ยิ้มอย่างพอใจ พร้อมทั้งชวนผมและวินนี่เข้าไปถ่ายทำบริเวณสันเขื่อนกัน ระหว่างถ่ายทำ ก็เหมือนเดิม เขาเดินนำ ผมกับวินนี่เดินตาม พอเขาเจอมุมไหนสวย ก็ตะโกนเรียกผมกับวินนี่ให้มาเก็บภาพไว้
จากนั้นจึงขอสัมภาษณ์เขา มร.ฮันส์ เล่าให้ฟังว่าเคยทำสารคดี เกี่ยวกับตัวเขาขี่มอเตอร์ไซด์ไปทั่วประเทศมาเลเซีย เพื่อถ่ายภาพทำหนังสือท่องเที่ยว และก็มีทีมงานกล้องติดตามถ่ายภาพเขาแบบนี้แหละ เขายังแซวว่า ถ้าเขาจะทำแบบนั้นที่เมืองไทย เขาจะจ้างผมกับวินนี่ถ่าย (ยืดซะ) เพราะ 2 คนทำได้ทุกตำแหน่ง ทั้งช่างภาพ ช่างแสง ช่างเสียง วินนี่แถมใหว่าเป็นเลเบอร์ด้วย เขาหัวเราะชอบใจ ผมถามเขาว่าทำไมถึงใช้กล้อง Compact ถ่ายภาพ ไม่ใช้กล้อง SLR (Single Lens Reflex) ที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ เขาตอบว่า กล้อง Compact ก็เป็นกล้อง SLR มีเลนส์เดียวเหมือนกัน แสงผ่านเลนส์ มองภาพผ่านช่องมองภาพ (Viewfinder) เหมือนกัน (เออ!จริงด้วย) เขาบอกโรงงานตั้งชื่อโก้ๆ มาให้พวกคุณเรียกไปอย่างนั้นเองแหละ (อ้าว! ซะงั้น) และกล้อง Compact ก็มีฟังก์ชั่นการทำงานเหมือนกับกล้องใหญ่ทุกประการ
หลังสัมภาษณ์เสร็จ เราไปรอถ่ายภาพครอบครัวที่มาเที่ยวในบริเวณสถานีรถไฟ มีชาวบ้านมาแนะนำว่าให้ขึ้นไปบนเขาเพื่อถ่ายภาพ รถไฟแล่นบนน้ำ ที่เป็น Shot “Unseen in
นงลักษณ์ ทองดาษ (ตู่) ครีเอทีฟ

International Wife: Version 9 days Baby ลูกใครหว่า?
เมื่อหมดโปรเจคแม่น้ำโขงต้นเดือนมกราคมปี 2007 หัวหน้า พี่จ๊อก วรพล พุฒจ้อย บอกว่า มีโปรเจคใหม่มาอีกแล้ว ตู่ต้องอยากทำแต่คงทำไม่ได้หรอก เพราะต้องออกกองถ่ายไปเหนือ ใต้ ออก ตก คงไม่ไหวแล้ว ตอนนี้กี่เดือนแล้ว? ฉันก็เลยถามว่าโปรเจคอะไรเหรอ ถ้าไม่มีครีเอทีฟคนอื่นแล้ว ไปทำให้ก็ได้ 14-22 ม.ค. ไม่เป็นไรแค่ 9 วันเอง ตู่ขอตามช่างภาพที่ถ่ายเฉพาะในกรุงเทพฯ แล้วกัน
การทำงานงานกับโปรเจค
ช่างภาพคนแรกที่ฉันต้องตามไปถ่ายเบื้องหลังการทำงานคือ คาร์โลส ฟริเยียร์ (Carlos Freire)
คาร์โลส ฟริเยียร์
เป็นช่างภาพชาวบราซิล-ฝรั่งเศส ถนัดถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ขาว-ดำ ดูจากท่าทางลักษณะเป็นคุณลุงใจดี ดูเป็นมิตร ฉันจึงไม่รู้สึกเกร็ง แต่ดูท่าทางแกจะรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อรู้ว่าฉันเป็นคนที่จะต้องตามไปถ่ายเบื้องหลัง ประโยคแรกที่ถูกถามคือ ท้องได้กี่เดือนแล้วครับ? โอ 8 เดือนแล้ว ดูคุณแข็งแรงมากเลย !หลังจากนั้นคุณลุงก็ได้มอบหนังสือภาพถ่ายให้เป็นของที่ระลึก โดยเขียนว่ามอบให้ จ๊อกกี้และตู่ ไว้เป็นที่ระลึก พี่จ๊อกกับฉันมองหน้ากันทันที พี่จ๊อกรีบบอกว่า ผมคิดว่าคุณกำลังเข้าใจผิดอะไรบางอย่างแล้วครับ... She is not my wife (ตู่ไม่ใช่ภรรยาผมครับ).... หลังจากนั้นฉันก็ได้หนังสือเล่มใหม่ พร้อมบอกคุณลุงว่า He is my Chief of Staff (เขาเป็นหัวหน้างานฉันค่ะ)

การทำงานกับคุณลุงคาร์โลส มีล่ามและเป็นผู้ช่วยชื่อกุ้ง ส่วนทีมโมเดิร์นไนน์ก็มี ฉันและ เสริฐ สุรชัย แก้วมี เป็นช่างภาพ ประสบการณ์การถ่ายภาพที่มากกว่า 30 ปีของคุณลุงคาร์โลส การถ่ายภาพแต่ละชอต แต่ละมุมจึงเร็วมาก ความคล่องตัวสูงมากๆเหมือนหนุ่มๆ เลย ทำเอาเสริฐถ่ายวิดีโอการทำงานแทบไม่ทัน เหวอ..ไปพักหนึ่งจึงตั้งสติได้ ซึ่งเสริฐก็พยายามถ่ายให้ได้มากที่สุด แต่ที่เป็นเรื่องก็คือ ช่วงที่ตามคุณลุงคาร์ลอส์ไปถ่ายภาพ อาจารย์ประเทือง เอมเจริญ ที่บ้าน

เมื่อทีมงานทั้งหมดแนะนำตัวเองเสร็จแล้ว อ.ประเทืองจึงทักขึ้นมาว่า มีแม่บ้านมาด้วย!... ก็คิดอยู่แล้วว่าคงหมายถึงเราแน่นอน !? ภรรยา อ.ประเทืองจึงทักว่า คงใกล้คลอดแล้วซิ เพราะท้องดูต่ำมาก... คุณลุงคาร์โลสถ่ายภาพอ.ประเทือง อยู่หลายมุม เพราะแสงและเงากำลังสวย เมื่อถ่ายเสร็จก็ขอลากลับ อ.ประเทืองจึงบอกกุ้งว่า ภรรยาคงเหนื่อย คอยระวังสุขภาพด้วย... โอะโอ อ.ประเทืองเข้าใจว่า กุ้งเป็นสามี อีกแล้ว!!!..... แต่งานนี้คุณลุงคาร์โลส เหนื่อยมากกว่า 2 เท่า เพราะต้องคอยเทคแคร์สาวท้องโต ซึ่งคุณลุงจะแบกเป้ ที่เต็มไปด้วยนมกล่อง น้ำ ขนมและอื่นๆ ให้ทุกครั้ง เหม! เกรงใจจังค่ะ
หลังจากตามเก็บเบื้องหลัง อ.คาร์โลสอยู่ 3 วัน ก็ต้องบอกลา เพราะต้องไปตามช่างภาพหนุ่มสุดหล่อที่สุดในบรรดาช่างภาพทั้ง 55 คน ตอนดูรูปเราก็บอกพี่จ๊อกว่าขอตามคนนี้นะ โชคดีจังได้ทำงานกับคนหล่อๆ (พี่จ๊อกบอก พุงป่องขนาดนี้แล้วยังไม่เจียมอีก) แต่ดูเหมือนช่างภาพออกจะงงๆเล็กน้อย กับพุงที่ยื่นออกมาขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเธออ้วนแน่ๆ เจฟ ฮันเชน (Jeff Hutchens) ช่างภาพหนุ่ม อเมริกัน กับหัวข้อแรงงานในกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา
เจฟ ฮันเชน
มีคุณกิจจาเป็นล่ามและเป็นผู้ช่วย ความคุ้นเคยกับประเทศทางเอเชียอย่างจีน ทำให้เจฟ ดูสบายๆในการทำงานกับคนไทย และไม่หงุดหงิด เมื่อการนัดหมายไม่เป็นไปอย่างที่คิด เจฟดูออกจะเกรงใจ และพูดอย่างสุภาพเมื่อต้องการให้หยุดรถถ่ายภาพต่างๆที่เขาสนใจ แต่ที่สร้างความสนใจให้กับทุกสายตาคือการถ่ายภาพที่ชายหาดพัทยา ฝรั่งสุดหล่อ มีสาวไทยท้องโย้เดินตาม ฉันกลายเป็นเมียฝรั่ง ไปโดยปริยาย ฉันนะไม่เป็นไรหรอก แต่เจฟ อาจจะเป็นหรือเปล่าไม่รู้ ว่าแล้ว ไม่ว่าจะเดินตามเสริฐหรือเดินตามเจฟ คงจะเสียหายทั้งคู่ ก็เลยบอกกับเจฟและบอกกับเสริฐว่า ฉันเหนื่อย ฉันเดินตามไม่ไหว ขอพักแล้วกัน ดูเหมือนเจฟจะรู้สึกโล่งใจ ส่วนเสริฐก็ไม่ต้องคอยกังวลว่าฉันจะเป็นลมหรือเปล่าไหนต้องคอยหาน้ำให้กิน ไม่ว่าอะไรก็ตาม ชายหนุ่มทั้ง 3 คนก็โสดในสายตาชาวเมืองพัทยา...เดี๋ยวจะถูกมองว่าเมียมาคุม..... เมียมาคุม!!!
และช่างภาพคนสุดท้ายที่ต้องรับผิดชอบในการถ่ายภาพเบื้องหลัง คือ คุณอนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง กับหัวข้อ ความจงรักภักดี ต่อพระเจ้าอยู่หัว
อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง

พี่แกออกจะตกใจเล็กน้อย เฮ้ยแกยังทำงานอยู่เหรอ ไหวมั้ยเนี๊ย ไม่ไหวก็ต้องไหวค่ะ วันสุดท้ายแล้ว ที่เยาวราช พี่อนุชัย ต้องเดินไปถามตามบ้านและร้านค้าต่างๆเพื่อขออนุญาตถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวกับเจ้าของบ้าน บางบ้านก็ให้ถ่ายบางบ้านก็ไม่ให้ ถ้าอนุญาตให้ถ่ายก้ต้องทำงานกันอย่างเร็ว เพราะเขาต้องขายของ ทำให้ต้องเดิน เดิน และเดิน บอกตรงๆว่าตามพี่อนุชัยไม่ทันหรอก เพราะเยาวราชเต็มไปด้วยผู้คน ครั้นจะไปเบียดเสียดกับคนอื่นก็ไม่ไหวกลัวว่าจะไปชนหรือกระแทก และแล้วในที่สุด วันนี้ฉันก็เป็นเมีย เสริฐ (ตากล้อง) จนได้ เพราะคุณยายที่ขายของตรงทางเท้า ทักว่าให้นั่งก่อน ว่าแล้วยายก็ยื่นเก้าอี้มาให้นั่งพร้อมพูด ท้องแก่ขนาดนี้ยืนนานๆ จะปวดหัวเข่า มาทำอะไร ยังไม่ทันตอบอะไร คุณยายเลยสรุปเองว่า แฟนเป็นตากล้องเหรอ... (เออ...ได้สามีมาอีกคน) ไม่ใช่ค่ะ คุณยาย...
ต้องขอบอกว่า ท้องนี้เป็นท้องที่ 2 ค่ะคุณขา ตอนตั้งท้องลูกสาวคนแรกน้องมี่มี่ (ชื่อจริง เด็กหญิงไม้หอม) เมื่อปี 2005 ก็ทำโปรเจคสึนามิให้กับ ABU (Asia-Pacific Broadcasting Union) ทั้งปี ตอนนั้น เป็ด โฆสิต รอดไหม เป็นช่างภาพ ถูกชาวเขาหลัก และชาวบ้านน้ำเค็ม ต่อว่า ว่าทำไมเอาเมียท้องแก่ 7 เดือนมาทำงานด้วย ส่วนน้องเทียนเทียน หรือ 9 days Baby เริ่มตั้งท้อง มิถุนายน ปี 2006 ทั้งปีก็ทำงาน ผู้คนมักจะถามคำถามเดิมๆเสมอกับคนที่ฉันเดินด้วย กับโปรเจคแม่น้ำโขงกับสถานีโทรทัศน์ CCTV ทำงานกับผู้กำกับชาวจีนและทีมงานชาวจีน และเมื่อช่างภาพตอบว่า..ไม่ใช่ครับ แฟนพี่เขาเป็นคนจีน..เหรอจ๊ะ คนถามก็งงๆ แล้วถามต่อ แล้วคนจีนคนไหนหละ? ลูกใครหว่า!? น้องเทียนเทียน ชื่อจริงคือเด็กชายเขาใหญ่ คลอดเดือนกุมภาพันธ์ ตอนนี้ 10 เดือนแล้วแข็งแรงดีค่ะ...
เป็นอย่างไรครับ ทั้งหมดเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานในโครงการนี้ ได้มาเล่าเรื่องราวเบื้องลึกในการทำงานให้ท่านได้อ่านกัน
ครั้งหน้าผมจะเล่าเรื่องราวการทำงานร่วมกันของสถานีโทรทัศน์ 6 ประเทศในโครงการสารคดีชุดแม่น้ำโขง อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอก ที่ คน อสมท (แท้ๆ) ได้ทำงานอย่างทุ่มเทเพื่อนำเสนอผลงานดีๆมาให้ท่านผู้ชมได้ชมกัน ทำงานกันมาตั้ง 3 ปีแล้ว ขณะนี้ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ เป็นงานระดับผลงานต้นแบบของการร่วมมือกันทำสารคดีครั้งยิ่งใหญ่มาก เรื่องมันยาวครับ