เบื้องหลัง (ภาค ๒) การทำงานสารคดี แม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต
เบื้องหลัง (ภาค ๒) การทำงานสารคดี “แม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต”

ขอเล่าเรื่องการทำงานของ CCTV ก่อนนะครับ เรื่องทั้งหมด ๒๐ ตอนนี้ เขาใช้ผู้กำกับมือดีชั้นแนวหน้าของจีนถึง ๑๐ คน รับผิดชอบกันคนละ ๒ ตอน การคัดเลือกผู้กำกับนั้นเขาใช้วิธีเชิญผู้กำกับที่มีชื่อเสียงและมีผลงานที่เคยได้รับรางวัลต่างๆ ของจีนเข้ามาเพื่อคัดเลือกเอาที่เด็ดๆที่สุดแค่ ๑๐ คนเท่านั้น และมีผู้กำกับมากมายที่ CCTV ไม่ได้ทาบทามก็มาสมัครด้วยเหมือนกัน ผู้กำกับทั้ง ๑๐ คนที่ได้รับการคัดเลือกนั้น มาจากทุกสารทิศของจีนเลยครับ บางคนมาจากมณฑมองโกเลียใน (Inner Mongolia) ทางภาคเหนือ บางคนมาจากตะวันออก และจากสถานีโทรทัศน์คุนหมิงทางภาคใต้ คนไหนถนัดเรื่องอะไร หรือเคยได้รับรางวัลประเภทใดก็จะได้รับมอบหมายให้กำกับตอนที่มีเนื้อหาตามถนัด คนเขียนบทก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง ผู้ที่เป็นหัวหน้าทีมเขาบอกว่าเป็นนักกวีที่เก่งคนหนึ่งของจีน
ผมและทีมงานหลักทั้ง ๓ คน (ผม วรพล, ตู่ นงลักษณ์, ตุ๊ ธีรพงศ์) แบ่งหน้าที่กันนำพาทีมสำรวจเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ (ทั่วทุกภาคเลยครับ) ก่อนจะไปที่ไหนเราต้องติดต่อเจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ไว้ก่อนเบื้องต้นเพื่อจะเป็นช่องทางในการสำรวจข้อมูลเบื้องลึก เป็นต้นว่าประชาชน หรือผู้นำชุมชนในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าของหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ด้วยครับ เรื่องอาหารการกินทางเรา อสมท ก็รับผิดชอบดูแลทุกมื้อ ตามธรรมเนียมของไทยเราที่เลี้ยงดูรับรองแขกอย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่ CCTV ทุกคนที่เราได้พูดคุยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในโครงการถ่ายทำสารคดีแม่น้ำโขงนี้อยากมาเมืองไทยมากที่สุด อยากมากินอาหารไทยและผลไม้ไทย ก็เพื่อไม่ทำให้ผิดหวัง เราก็เลยเลี้ยงอาหารพื้นเมืองตามพื้นที่ที่ไปสำรวจกันเป็นประจำ แต่ที่น่าประหลาดใจอยู่ทีมหนึ่งก็คือ ทีมที่มาสำรวจเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ผมพาไปที่นครพนม และอุบลราชธานี ก็พี่ธารินทร์เจ้าเก่าละครับที่เป็นผู้นำพาสำรวจ เขามากัน ๒ คน มาจากมณฑลมองโกเลียใน (อยู่ทางภาคเหนือเลยครับปีหนึ่งมี ๒ ฤดู คือฤดูหนาว และฤดูหนาวมากๆ ทั้งปีเห็นแต่สีขาวๆของหิมะ เขาบอก) ผู้กำกับชื่อคุณเจ้าน่าซือถู และผู้ช่วยซึ่งเป็นผู้หญิงชื่อชรูล่า (เธอบอกว่าเป็นลูกศิษย์ของคุณเจ้าน่าซือถู ผู้กำกับ)
เจ้าน่าซือถู ผู้กำกับ
ชรูล่า ผู้ช่วย
มาถึงบ้านเราตอนนั้นปลายเดือนมกราคม ต้นเดือน กุมภาพันธ์ เราก็ว่าสบายๆ แต่ทั้งผู้กำกับและผู้ช่วย เหงื่อท่วมเลยครับ ก็แหมจากอุณภูมิติดลบ ถึงเมืองไทยช่วงเวลานั้นก็ราวๆ ๒๗-๓๐ องศาเซลเซียส วันหนึ่งเราพาไปกินอาหารเที่ยงกัน เป็นก๋วยเตี๋ยวร้านอร่อย (ของเรา) เราก็สั่งส้มตำมาโซโล่กัน ผมก็หวังดีสั่งแบบเผ็ดนิดหน่อยแบบธรรมดา (ไม่ใส่ปลาร้า) มาด้วย และอีกจานก็แน่นอน รสอีสานเต็มที่ (รสจัด และปลาร้า) พอทดลองกิน คุณเจ้าน่า บอกเลยครับขอจานที่มีปลาร้าเผ็ดๆเท่านั้น

เนื่องจากอากาศร้อนจัดบางวันคุณชารูล่าบอกวันนี้รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย พอเข้าที่พักหลังอาหารค่ำเราก็หายามาให้ เธอบอกว่าไม่เอา อยู่ที่มองโกเลียถ้าปวดหัวก็จะดื่มวอดก้า (เหล้าขาวดีกรีสูง) ก็จะหาย มีวอดก้าหรือเหล้าขาวมั๊ย (ปอยยยยยยยย) “ไม่มีหรอกไปนอนพักละกัน” ผมบอก
อีกเรื่องเป็นเรื่องราวของคุณหลิวหนิงผู้กำกับที่ทำเรื่องช้าง (ตอนที่ ๒) ที่ยกกองไปถ่ายทำกันที่เขาใหญ่เพื่อถ่ายช้างป่าและสัตว์ป่าอื่นๆราวๆครึ่งเดือน และก็ไปถ่ายทำการฝึกช้างและชีวิตลุงมิว ครูบาใหญ่ หรือปรมาจารย์คล้องช้างคนสุดท้ายของไทยที่ บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ อยู่กันที่นี่เกือบเดือน ขอนินทาว่าผู้กำกับคนนี้เอาแต่ใจ ต้องการถ่ายอะไรก็ต้องได้ ไม่ค่อยเกรงใจเมื่อต้องทำให้ชาวบ้านต้องลำบากกับการถ่ายทำ แล้วน้องตู่ซึ่งรับผิดชอบก็เป็นผู้หญิง ซึ่งในสายตาของคนจีนสำหรับผู้หญิงแล้วละก็ต้องเป็นรองและต้องเชื่อฟังเขาอยู่แล้ว บางเรื่องบอกว่าไม่ได้ เขาก็ไม่ฟัง แต่สำหรับตู่บอกผมว่า “สามีเป็นคนจีนแสบกว่านี้แยอะยังจัดการซะอยู่หมัด แค่อีตาหลิวหนิงคนนี้ ต้องอัดกันซักตั้ง อะไรก็ตามที่เราสามารถทำได้ถึงแม้จะยากลำบาก แต่ไม่ขัดกับวัฒนธรรมประเพณี และความรู้สึกของชาวบ้านที่มาร่วมงาน ก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถทำให้สำเร็จจงได้” ตู่ซึ่งเข้าใจวิถีชีวิตคนจีนพอสมควร (เพราะมีแบบฝึกหัดเป็นของตัวเอง) บอกว่าถ้าตกลงกันแล้วไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน ตู่ก็จะพูดดุเสียงดัง ถ้าเขาพูดดังมา เราต้องเสียงดังกว่าเป็น ๒ เท่า และการทำงานทุกอย่างต้องเด็ดขาดตามที่ตกลง ถ้าไม่ทำตามก็ไม่ต้องถ่าย (โหดม๊ะ) ครั้งหนึ่งล่ามซึ่งเป็นชาวจีนแผลงฤทธิ์ โวยวายที่ต้องไปช่วยยกข้าวกล่องให้กับกองถ่าย ตู่เชือดไก่ให้ คุณหลิวหนิงดู โดยการต่อว่าและอบรมคุณล่ามสาวอย่างเสียงดังว่า “การทำงานในกองถ่ายต้องช่วยกัน ในขณะที่คนอื่นกำลังทำงานถ้าช่วงนั้นเราว่างก็ต้องช่วยกันไม่ว่างานนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม” นับแต่นั้นมา หลิวหนิงผู้กำกับจอมดุ ก็สั่งลูกน้องทั้งหมดว่า ต่อไปนี้ถ้าตู่บอกว่าอะไรก็ตามนั้น ถ้าตู่บอกว่าได้ก็ได้ ถ้าบอกว่าไม่ด็ก็ไม่ได้ และยังบอกกับตู่อีกว่า เขายอมรับนับถือการทำงานของตู่ถึงแม้จะเป็นผู้หญิง (ท้องอีกต่างหาก) แต่ก็เฉียบขาด และขอขอบคุณที่มาช่วยทำงานนี้ถ้าไม่ได้ตู่แล้วละก็งานคงออกมาไม่ดีเท่านี้ ตอนนั้น ตู่กับตุ๊ไปช่วยกัน เพราะตุ๊บอกว่าเป็นห่วงตู่ที่กำลังท้องอยู่เดี๋ยวลูกทะลัก ตอนกลับมาเห็นชัดๆก็คือ ตุ๊ซึ่งเป็นคนผิวขาวดูคล้ำไปเลย พูดได้คำเดียวว่าโหด แต่ทุกอย่างก็สำเร็วด้วยดี
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งสืบเนื่องกันมาคือแม้กระทั่งบรรดาทีมงานชาวจีนเองก็ยังเบื่อคุณหลิวหนิง บอกเชิงตลกกับตู่ว่า ตู่ ตู่ มียาถ่าย หรือสลอด มั๊ย เอาใส่อาหารให้เขากินเลย ท้องจะได้เสียลดความโหดลงหน่อย ทีมงานอีกคนบอกว่าไม่เอา ไม่เอา มีปืนมั๊ย ยิงโป้งเลยดีกว่า อีกคนบอกไม่ดี ไม่ดี เดี๋ยวติดคุก แล้วก็ฮากัน.... นับแต่นั้นมาการทักทายของทีมงานทั้งไทยจีน (แบบนินทาผู้กำกับ) เมื่อเจอหน้ากัน ก็เป็นการทำท่ายิงกัน ปี๊วววว ปี๊ววว หรือถ้าวันไหนเหนื่อยมาก ก็จะ ยิงเป็นปืนกลรัวเลย ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง.....
มีเรื่องที่เป็นมุกฮาตอนทำงาน พอทุกอย่างพร้อมเขาก็ไม่มีการบอกคิวการถ่ายที่เป็นระบบอย่างการถ่ายหนัง พอจะเริ่มถ่ายก็ตะโกนถามกันว่าพร้องหรือยัง จะถ่ายแล้วน๊ะ ล่ามก็จะตะโกนแปล ทางโน้นพร้อมหรือยังจะถ่ายแล้วน๊ะ แล้วอีกฝั่งละพร้อมหรือยัง ล่ามก็จะแปลแบบนี้เสียเวลา ลุงมิวซึ่งเข้าฉากอยู่ก็รำคาญตะโกนบอกว่า ทำไมไม่นับถอยหลังละ ทำไม่ไม่พูดว่าทุกจุดพร้อม กล้องพร้อม นักแสดงพร้อม ไฟพร้อม เดินกล้อง แล้วก็ Action!!! ทุกคนจะได้เข้าใจตรงกัน ตู่บอกงงเลย ลุงมิว ทีมจีนก็ประหลาดใจ โอ้โฮ ลุงมิว ลุงมิวพูดต่อไปว่า ลุงไปเข้าฉากกองถ่ายหนังพระนเรศวรของท่านมุ๊ย เขาพูดกับแบบนี้ นับแต่นั้นมาครับท่านผู้ชม ตามนั้น ตามที่ลุงมิวแนะนำ คำ Action ก็ดังก้องเมื่อเริ่มถ่ายทำ ยังมีอีกหลายอย่าที่อยากจะเล่า แต่ขอทบทวนรวบรวมก่อนน๊ะครับ จบข่าว :-)